เด็กเป็นเสมือนผ้าสีขาวหรือสีดำ ?


ข่าวคราวเด็กก่อเหตุก้าวร้าวรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระลอก...
ทำไมโลกของเด็ก ไม่ใสอย่างที่ควรจะเป็น

โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยดูรายการโทรทัศน์ เพราะตั้งแต่ย้ายนิวาสถานไปอยู่บ้านนอก ที่บ้านพักก็ไม่มีทั้งโทรทัศน์และตู้เย็น รู้สึกว่าชีวิตประจำวันที่ไมมีเทคโนโลยีสองอย่างนี้ ช่วยให้ชีวิตมีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น ไม่รู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไปแม้แต่น้อย

จะบอกว่าในรอบสามปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ดูรายการโทรทัศน์เอาเลย แต่เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บังเอิญได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งแบบไม่ตั้งใจ ดูเหมือนจะเป็นรายการของช่อง 11 จำชื่อรายการไม่ได้เสียด้วย จำได้แต่ว่าผู้ดำเนินรายการ ได้เชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับนายแพทย์ วิทยา นาควัชระ มาออกรายการ พูดกันถึงบทบาทของสื่อกับปัญหาความรุนแรงในวัยรุ่น หรืออะไรทำนองนี้แหละ

ผมไม่ได้ตั้งอกตั้งใจฟังมากนัก แต่เมื่อได้ยินคุณหมอวิทยาพูดว่า   " เราต้องยอมรับกันก่อนว่า เด็กเมื่อเกิดมานั้นเปรียบเสมือนผ้าสีดำ มิใช่เสมือนผ้าสีขาวดังที่นักการศึกษาและนักจิตวิทยาหลายคนกล่าวอ้าง…" ผมก็เลยตั้งใจฟัง เกิดความรู้สึกว่าน่าสนใจ

คุณหมอวิทยาอ้างว่า เด็กเกิดมามีธาตุของความก้าวร้าว (aggressiveness) ติดตัวมาทุกคน เมื่อไม่ถูกใจก็ร้องไห้ ลงนอนดิ้นกับพื้น กระทืบเท้า หรือแสดงอาการในลักษณะอื่นๆ และเมื่อเติบโตขึ้นตามวัย การแสดงออกที่บ่งบอกว่าเด็กมีความก้าวร้าวในตัวก็มีมากขึ้น ความก้าวร้าวของเด็กแต่ละคนจะมีมากมีน้อยขึ้นอยู่กับกระบวนการอบรมบ่มนิสัยของครอบครัว และกระบวนการกล่อมเกลาด้วยองค์กรอื่นๆ ในสังคม คุณหมอวิทยากล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่พ่อแม่ต้องเข้าใจพื้นฐานข้อเท็จจริงนี้ก่อนเป็นเบื้องต้น ส่วนการจัดการกับองค์กรทางสังคมอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หล่อหลอมบุคลิกภาพของเด็ก เช่น ระบบโรงเรียน หรือระบบสื่อ เป็นเรื่องมาทีหลัง เพราะถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจพื้นฐานอันนี้ ก็อาจจะละเลยที่จะอบรมนิสัยเด็ก เอาแต่ 'เลี้ยงดู' อย่างเดียว

เรื่องนี้ ผมคิดว่าคงไม่มีใครปฏิเสธว่าความก้าวร้าวนี้เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งมนุษย์ด้วย แต่ว่า…แล้วเราจะมีกระบวนการหรือวิธีการอย่างไรที่จะช่วยขจัด หรือลดทอนความก้าวร้าวรุนแรงในตัวคนได้

ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าความก้าวร้าวและการแสดงออกถึงพฤติกรรมที่เป็นความรุนแรง ปรากฏให้เห็นมากขึ้นโดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่น การยิงกันของเด็กนักเรียนภายในโรงเรียนก็ดี การยิงผู้อื่นนอกโรงเรียนก็ดี หรือที่นักเรียนประถมสามยกพวกตีกันจนเด็กชายคนหนึ่งเสียชีวิตก็ตาม กำลังเป็นที่วิตกวิจารณ์อย่างมาก

หลายคนออกมากล่าวโทษสื่อ ซึ่งมักจะเผยแพร่ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ อย่างขาดความระมัดระวังและถึงขนาดขาดความรับผิดชอบเอาเลยทีเดียว บ้างกล่าวโทษโรงเรียนว่าไม่เอาใจใส่ บ้างก็โทษว่าครอบครัวไม่อบรมสั่งสอน

ผมคิดว่าข้อกล่าวโทษเหล่านี้มีส่วนถูกทั้งสิ้น เพราะทุกส่วนมีความรับผิดชอบร่วมกัน แต่ถ้าเราเชื่อในทัศนะของคุณหมอวิทยา เราย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บทบาทหลักในการอบรมสั่งสอนอยู่ที่พ่อแม่นั่นเอง เพราะถ้าพ่อแม่ไม่ทำหน้าที่นี้อย่างแข็งขัน ก็ย่อมสูญเสียโอกาสอันสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังลูกให้มีภูมิคุ้มกันอิทธิพลจากสื่อและจากองค์กรทางสังคมอื่นๆ ไป

คุณหมอวิทยากล่าวว่า สิ่งที่พ่อแม่กระทำต่อเด็ก ต่อสมาชิกในครอบครัว ต่อเพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งต่อคนขับรถประจำครอบครัว อย่างก้าวร้าวรุนแรงทั้งทางวาจาและทางกาย ก็เป็นสิ่งที่เด็กๆ เรียนรู้ได้มาก เป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการกล่าวสั่งสอนด้วยซ้ำ เพราะถ้าเด็กเป็นเสมือนผ้าสีดำ สิ่งที่พ่อแม่และผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องทำก็คือการ 'ซักผ้า' สีดำให้จางลงให้มากที่สุด และเมื่อมีสีดำจากภายนอกมาเปื้อนอีกก็จะไม่ทำให้สีดำมากไปกว่าเดิม

ที่ว่ามานี้เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องจัดการ แต่ในแง่ของโรงเรียนหรือชุมชน ก็ต้องมีส่วนในการทำให้สีดำจางลงไปด้วย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องไม่เอาสีดำมาเปื้อนให้มากกว่าเดิม สิ่งที่โรงเรียนหรือชุมชนสามารถทำได้อย่างหนึ่งคือ การจัดให้มีสถานที่ให้เด็กได้เล่น หรือมีกิจกรรมที่ได้แสดงออกทั้งกำลังกายและความคิด ทุกวันนี้เด็กจำนวนมากมีพื้นที่ที่จะเล่น หรือจัดทำกิจกรรมประเภทได้ใช้กำลังกายน้อยมาก โรงเรียนบางแห่งแทบไม่มีที่ว่างให้เด็กเล่นเลย บ้านในเมืองหรือบ้านจัดสรรก็มีที่ว่างให้เด็กได้ใช่เป็นที่เล่นน้อยมาก ผมเห็นเด็กเล่นกันตามตรอกซอกซอยบ้าง หรือไม่ก็เอาแต่จับเจ่ากับเกมคอมพิวเตอร์

งานวิจัยในต่างประเทศจำนวนมากระบุว่า การที่เด็กไม่มีสถานที่เล่นเพียงพอ เป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทและแสดงออกถึงความก้าวร้าวต่างๆ เช่นขูดขีดฝาผนัง ทุบตีตู้โทรทัศน์ พ่นสีตามกำแพง ฯลฯ แต่เมื่อโรงเรียน หรือชุมชนจัดให้มีสถานที่เล่นหรือสนามเด็กเล่นอย่างพอเพียง การแสดงออกถึงความก้าวร้าวต่างๆ กลับลดลง และยังสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น การรังแกเพื่อน แม้แต่ผลการเรียนก็ดีขึ้นด้วย

ในประเทศอังกฤษได้มีการสำรวจการใช้พื้นที่ของโรงเรียนจำนวน 700 แห่งในกรุงลอนดอน พบว่าโรงเรียนจำนวนมากไม่ได้ใช้พื้นที่ของโรงเรียนให้เกิดประโยชน์โดยเฉพาะ เพื่อเป็นที่เล่นของเด็กนักเรียน แต่ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงพื้นที่เหล่านั้นให้เป็นสถานที่ที่เด็กเล่นได้ ก็ปรากฏว่าพฤติกรรมของเด็กดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เด็กจะเล่นและทำงานเป็นกลุ่มมากขึ้น มีความร่วมมือกันมากขึ้น การชกต่อย รังแกกันลดน้อยลงมาก การทำลายทรัพย์สินของโรงเรียนก็ลดน้อยลง

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ถ้าเด็กมีโอกาสได้ตัดสินใจด้วยตนเองในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ออกแบบสถานที่จัดกิจกรรมหรือสนามเด็กเล่น เด็กเหล่านี้จะใจกว้าง ยอมรับแนวความคิดใหม่ได้ค่อนข้างดี และเป็นเด็กที่ไม่แยกตัวโดดเดี่ยว

เด็กที่มีโอกาสได้เล่นในสนามเด็กเล่นจะเป็นเด็กที่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นมาก เกิดการเรียนรู้ได้มาก มีความภูมิใจและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

ผลการสำรวจนี้มีนัยที่สำคัญมากว่า การจัดให้มีสถานที่เพื่อให้เด็กได้มีโอกาส จัดกิจกรรมนอกห้องเรียนเป็นสิ่งสำคัญและเป็นการช่วยลดทอนระดับความก้าวร้าวในตัวเด็กได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้โรงเรียนทุกแห่งควรจะจัดหาสถานที่ภายในโรงเรียน ทำเป็นที่ที่เด็กสามารถเล่น หรือจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยให้เด็กได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์มากว่าก้าวร้าว จึงถือได้ว่า สิ่งนี้เป็นกระบวนการ 'ฟอก' สีดำในตัวเด็กให้จางลง

ในด้านชุมชนก็เช่นเดียวกัน ควรให้ความสำคัยกับการจัดสถานที่ให้เด็ก และเยาวชนได้เล่นปีนป่ายและออกกำลังกายให้พอเพียงเช่นกัน ผมสังเกตเห็นว่าเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลหลายๆ แห่งมิได้ให้ความสนใจกับเรื่องทำนองนี้ กลับใช้เงินภาษีอากรไปในเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญน้อยกว่ามากมาย…น่าเสียดายนัก

ผมคิดว่าถ้าพ่อแม่และผู้ปกครองใช้สิทธิ์ในการเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล หรือแม้แต่หมูบ้านจัดสรร ให้ดำเนินการ เชื่อว่าเราอาจจะแก้ปัญหาความก้าวร้าวและความรุนแรงในวัยรุ่นได้มาก

รัฐบาลเองเวลามีการของบประมาณ หรือในกรณีที่มีการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้กับเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล ก็อาจจะตั้งเงื่อนไขให้ผู้รับเงินอุดหนุนเหล่านั้นดำเนินการจัดทำสนามเด็กเล่น หรือสวนสาธารณะในท้องถิ่นหรือในชุมชนด้วย ประเด็นนี้รัฐบาลประเทศอังกฤษได้ตระหนัก และจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนรัฐบาลดำเนินการจัดสถานที่สำหรับเด็กนักเรียนได้เล่น และจัดกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่น กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ค่ายพักแรม กิจกรรมการให้บริการแก่ชุมชน เช่นการทำความสะอาดถนน การลอกคูคลอง หรืออะไรทำนองนี้ ก็จะช่วยให้เด็กได้ทั้งเรียนรู้ และลดความก้าวร้าวลงด้วย

ผมคิดว่าเรื่องการลดความก้าวร้าวของเด็กและเยาวชนเป็นประเด็นที่จะต้องคิดกันอย่างจริงจัง เพราะดูเหมือนว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ทุกคนก็มุ่งคิดเรื่องอื่นๆ เช่น การแข่งขันทางวิชาการ กระบวนการเรียนรู้ วิธีการสอนในโรงเรียน เป็นต้น จริงอยู่ เรื่องเหล่านี้ก็มีความสำคัญ แต่เราต้องไม่ลืมด้วยว่า แม้ว่าเราจะทำสิ่งต่างๆ ที่ว่าได้ดี แต่ถ้าเด็กยังมีความก้าวร้าวรุนแรง และแสดงออกในทางที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เราจะยังมีความพอใจอยู่ละหรือ กรณีเด็กนักเรียนมัธยมที่ยิงยาติของแฟนสาวเสียชีวิต ชี้ให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ครอบครัวจะเลี้ยงดูเขาอย่างดีเพียงใด แต่จากการติดตามข่าวไม่มีข้อมูลใดที่บ่งบอกว่า เด็กคนนั้นได้ใช้เวลาของเขาในการเล่นหรือการออกกำลังกายอย่างเด็กผู้ชายทั่วๆ ไป เขาใช้เวลาเกือบทั้งหมดสำหรับการเรียนหนังสืออย่างเดียว และถ้าเราเชื่อในทฤษฎีที่คุณหมอวิทยา นาควัชระ กล่าวอ้าง ก็จะพอมองเห็นได้ว่า เด็กคนนี้ได้เก็บกดความก้าวร้าวที่เป็นธรรมชาติของเขาไว้ในตัว โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ เมื่อมีสถานการณ์บางอย่างมากระทบ ความก้าวร้าวรุนแรงที่ถูกเก็บกดไว้ ก็ระเบิดออกมาอย่างน่าตกใจ ไม่มีใครเชื่อว่าเด็กที่มีนิสัยเรียบร้อย เอาจริงเอาจังกับการเรียนจะแสดงออกถึงความก้าวร้าวรุนแรงได้ขนาดนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องน่าเสียใจ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีกต่อไป คิดว่าหนทางป้องกันเป็นไปได้และไม่เหลือวิสัยของพ่อแม่ ครูอาจารย์ และชุมชนที่เกี่ยวข้อง แต่จะต้องเริ่มต้นทันทีด้วยการทำความเข้าใจให้แจ่มชัด และลงมือปฏิบัติ ทั้งที่สามารถกระทำได้เอง และในส่วนที่ต้องร่วมมือกันทำ

ผมขอฝากให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายพิจารณาอย่างจริงจังด้วยครับ


(update 6 มกราคม 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600