ถ้าจำเป็นต้องหา พี่เลี้ยง มาช่วยเลี้ยงลูก ทุกคนก็ย่อมต้องอยากได้พี่เลี้ยงชนิดคนดีที่หนึ่งสำหรับลูกเรา
ซึ่งแนวทางการพิจารณานี่ล่ะถือว่าสำคัญสุดๆ ทีเดียว
จริงอยู่... ในวันทำงาน หรือวันที่มีธุระนอกบ้าน การได้มีคุณย่าคุณยาย
หรือญาติสนิทช่วยดูแลลูกน้อยโดยมีพี่เลี้ยงเป็นผู้ช่วยนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่น่าสบายใจสำหรับทุกคน
แต่หากคุณโชคไม่ดีปานนั้น ก็คงต้องจำใจยอมรับความจริงว่าทางออกของปัญหานี้ก็คือ
1. ใครคนหนึ่ง (ซึ่งก็คือคุณหรือแฟน) ต้องออกจากงาน
2. เอาลูกไปฝากสถานเลี้ยงเด็ก
3. หาพี่เลี้ยงที่มีคุณภาพ และไว้วางใจได้สำหรับลูกน้อย
(ทั้งๆ ที่ผมเองยังแอบภาวนาให้คุณพ่อคุณแม่เลือกข้อ 1 โดยร่วมกันวางแผนและประหยัดค่าใช้จ่าย
เพื่อให้อีกฝ่ายดูแลให้ความปลอดภัยและความอบอุ่นแก่ลูกได้อย่างเต็มที่
หรือแม้แต่ที่สุดแล้วก็ขอให้คุณได้มีญาติสนิทและพี่เลี้ยงดีๆ มาร่วมกันเลี้ยงดูฟูมฟักลูกรัก
ในเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่)
เอาละ ...ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม หากลูกต้องมีพี่เลี้ยง เราควรมีข้อพิจารณาอะไรบ้าง
1. จะหาพี่เลี้ยงได้จากที่ใด คำตอบง่ายๆ คือ จากการแนะนำของคนที่เรารู้จักคุ้นเคย จากศูนย์พี่เลี้ยงที่ญาติแนะนำ
หรือที่คุณเคยค้นเจอในสมุดหน้าเหลือง (ซึ่งอย่างน้อยจะช่วยยืนยันว่ามีที่อยู่หมายเลขติดต่อเป็นหลักแหล่งชัดเจน)
พี่เลี้ยงต่างประเทศ เช่น มาจากพม่า ขอร้องเลยครับ อย่าเสี่ยงดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าเธอเป็นอย่างไร มีโรคติดต่อ
เช่น วัณโรคหรือมีพยาธิหรือไม่ เวลาเธอหายไปพร้อมลูกคุณแล้วจะตามกับใครก็ไม่ได้
2. สำหรับคุณสมบัติหลักๆ ของพี่เลี้ยงอันเป็นที่ใฝ่หาของคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านก็คือ ไว้วางใจได้ ประวัติดี
และมีประสบการณ์เคยเลี้ยงเด็กมาแล้ว (ทั้งเด็กโตและเด็กอ่อน) ส่วนคุณสมบัติรองที่ถ้ามีก็ยิ่งดี ก็เช่น
เล่นกับลูกเป็น สอนลูกพูด (กรณีเด็กเล็ก) สอนการบ้านลูก (กรณีเด็กโต) เล่านิทานได้ ...ฯลฯ...
ไว้วางใจได้ พี่เลี้ยงที่ผ่านการแนะนำจากญาติสนิมมิตรสหายก็คงจะวางใจได้ในระดับหนึ่ง
เพราะอย่างน้อยพวกเขาเคยใช้บริการและถือว่าให้สอบผ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อใจในตัวพี่เลี้ยงคนนี้
หรือศูนย์พี่เลี้ยงแห่งนั้น จากนั้นก็ให้คุณลองพิจารณาบุคลิกของพี่เลี้ยง เช่น ควรจะมีท่าทางเรียบร้อย ดูสะอาด
สดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส (ไม่ใช่ประเภทสาวแสบซ่าขาลุยหรือเฉื่อยชาซึมเหมือนนกป่วย!)
แล้วอย่าลืมสังเกตสังกาตามเนื้อตามตัวว่าดูเป็นปกติดี หรือขี้โรคมีแผลมีหนอง
หรือแม้แต่รอยกรีดรอยเข็มอะไรหรือไม่ ?!!
จากนั้นก็ลองๆ ชวนคุยทำความรู้จักโดยให้ลูกนั่งฟังด้วย ดูทีท่าของลูก
ถ้าลูกโตพอจะพูดคุยได้แล้วแอบกระซิบถามภายหลังด้วยว่า พี่เลี้ยงคนใหม่นี้เป็นอย่างไร
แม้ว่าคำตอบหรือการตอบสนองของลูกต่อพี่เลี้ยงอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
แต่ก็เป็นข้อมูลที่ดีในการตัดสินใจของคุณ
ข้อมูลที่ดีอีกอันก็คือ ให้คุณลอบสังเกตสีหน้าท่าทีของเธอ เช่น มีทีท่าหงุดหงิด!! เมื่อได้ยินเสียงเด็กเล็กแผดร้อง
หรือเห็นเด็กโตทะเลาะกัน ตีกัน วิ่งไล่กัน ฯลฯ หรือไม่
มีประสบการณ์ หากเธอคนนี้ผ่านการดูแลเด็กมาแล้วก็คงพอเป็นเครื่องการันตีได้ว่าไม่เอาลูกของเราเป็น หนูทดลอง
แต่จะมีประสบการณ์จริงมาเพียงใดหรือไม่ ให้คุณถามดูได้จากญาติมิตรที่เป็นผู้แนะนำ กับอีกทั้งอยู่ที่การหลอกถาม
...เอ๊ย... การสัมภาษณ์พูดคุย เช่น ถ้าเด็กถูกน้ำร้อนลวกต้องช่วยอย่างไร ? ถ้ากำลังให้เด็ก (สมมติว่าคุณมีลูกอายุประมาณ 9 เดือน)
นั่งอาบน้ำในกะละมัง แล้วมีโทรศัพท์ดัง จะทำอย่างไร? ทำไมโต๊ะอาหารของบ้านที่มีเด็กเล็กจึงไม่ควรใช้ผ้าปูโต๊ะ ฯลฯ
3. หากคุณให้เธอสอบผ่านเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงลูกรักของคุณแล้ว (แต่ควรตกลงกันก่อนว่า
เดือนแรกยังอยู่ในระยะ ทดลองงาน) สิ่งที่คุณไม่ควรลืมคือ ถ่ายสำเนาบัตรประชาชน ที่อยู่
รูปถ่ายปัจจุบันของเธอ พร้อมประวัติการศึกษา การทำงาน รวมทั้งชื่อที่อยู่บุคคลที่อ้างถึงอีกด้วย
4. อธิบายให้ชัดเจนถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของเธอว่ามีอะไรบ้าง ข้อที่พึงสังวรของคุณก็คือ
คุณต้องลงทุนลงแรงไปมิใช่น้อยกว่าจะได้พี่เลี้ยงที่สอบผ่าน เพื่อจะได้เธอไว้ดูแลลูกรักของคุณให้ปลอดภัย
และมีความสุข ซึ่งนั่นก็คือหน้าที่หลัก
ดังนั้นการใช้งานเธอสารพัดเยี่ยงข้าทาส (เลี้ยงลูก ทำกับข้าว รดน้ำต้นไม้ ชงกาแฟ ตักข้าว
ช่วยบีบนวดคุณตาคุณยาย ฯลฯ) เพื่อให้ คุ้ม กับทุกเม็ดเงินที่คุณจ้างเธอนั้น มันหมดสมัยไปนานแล้วครับ
...บอกเธอให้ชัดเจนเช่นกันถึงอัตราเงินเดือน ชั่วโมงการทำงาน วันหยุดวันลา อันเป็นสิทธิที่เธอพึงมีพึงได้
อย่าลืมนะครับว่าโลกเข้าสู่ยุคมิลลิเนียม 2003 แล้ว ผู้ใดยังงมงายอยู่กับความเจ้ายศเจ้าอย่าง
หรือยังชื่นชมกับระบบบ่าวไพร่ก็ดูออกจะ หลงยุค หรือ หลังเขา ซะเต็มทน !!
ซึ่งไม่มีใครหน้าไหนอยากจะทนอยู่ด้วยหรอก โดยเฉพาะ พี่เลี้ยงเด็ก ในยุคที่ควานหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ดังนั้นหลักจิตวิทยาในการเข้าอกเข้าใจคน และหลักศาสนาในด้านความเมตตากรุณา
จึงต้องมีอยู่ประจำใจของคนที่เป็นนายจ้างทุกคน
5. ในช่วงทดลองงานของพี่เลี้ยงนั้นคุณควรต้องอยู่ด้วย เพราะนอกจากดูแลตรวจตราการทำงานของพี่เลี้ยงแล้ว
ยังเป็นเวลาแห่งการปรับตัวและสร้างความคุ้นเคยกันระหว่างพี่เลี้ยงคุณ และลูก หรือแม้แต่ของย่า ของยาย
ญาติสนิทที่มาช่วยในวันที่คุณไปทำงาน และที่สำคัญคือเพื่อให้พี่เลี้ยงคุ้นเคยกับวิธีการหรือข้อปฏิบัติของคุณในการดูแลลูก
ในขณะเดียวกันคุณเองก็ควรจะเปิดใจรับฟัง และพร้อมให้คำปรึกษาหากเธอมีปัญหา
6. ควรมีข้อตกลงบางประการ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย เช่น
- หากมีญาติ เพื่อน หรือแฟนของพี่เลี้ยงมาเยี่ยมก็ให้มาหลักเลิกงาน และควรเป็นนอกบริเวณบ้าน
กรณีพี่เลี้ยงต้องพักที่บ้านของคุณก็อนุญาตให้พบ ให้นัดกันในวันหยุด
- ห้ามพาลูกออกไปนอกบ้านโดยเด็ดขาด (ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มออกไปเดินชมวิว หรือจูงออกไปซื้อไอศกรีม)
- ไม่ดู TV ในเวลางาน ยกเว้นหลักเลิกงานหรือวันหยุด
- ไม่เปิดประตูรับผู้อื่นให้เข้าบ้าน (ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านด้วย)
7. สอนวิธีพูดโทรศัพท์เพื่อความปลอดภัย เช่น
- หากมีโทรศัพท์โดยคนที่ไม่รู้จักเข้ามา แล้วชวนคุยหรือซักถามสารพัด เช่น ในบ้านอยู่กันกี่คน
ทำอาชีพอะไร ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอะไรบ้าง ฯลฯ โดยอาจอ้างว่ามาจากหน่วยงานราชการ
หรือบริษัทวิจัยบ้าบออะไรก็แล้วแต่ ให้รีบตัดบทโดยบอกว่า ไม่ว่าง แล้ววางหูทันที
- หากมีคนโทรศัพท์เข้ามาแล้วบอกว่าโทรมาผิดเบอร์ ! (จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม)
ก็ไม่ต้องบอกเบอร์ที่บ้านให้เขารู้ แต่ให้พูดแค่ว่า คุณโทรผิดเบอร์ แล้ววางหูทันที
- หากมีคนโทรศัพท์เข้ามาแล้วถามหาเจ้าของบ้าน ก็ไม่ต้องบอกว่า ตอนนี้หนูอยู่คนเดียว
คุณผู้หญิงคุณผู้ชายไม่อยู่บ้านจะกลับค่ำๆ ไม่มีผู้ใหญ่อยู่เลย แต่ให้ตอบไปว่า
ผู้ใหญ่สั่งให้จดเบอร์โทรไว้ก่อน แล้วจะโทรกลับ หรือ ตอนนี้ผู้ใหญ่ยังรับสายไม่ได้
ฝากสั่งไว้ได้ไหมคะ แล้วก็ไม่ต้องตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น
- จดหมายเลขโทรศัพท์ที่จำเป็น เช่น เบอร์โทรที่ทำงาน เบอร์โทรมือถือของคุณพ่อคุณแม่
และเบอร์โทรฉุกเฉินทั้งหลาย (เช่น เบอร์แพทย์ที่คุ้นเคย เบอร์รถพยาบาล สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง ฯลฯ)
โดยจดให้เห็นให้อ่านง่ายๆ แล้วแปะไว้บนโต๊ะหรือข้างโทรศัพท์ เพื่อให้พี่เลี้ยงโทรได้ทันทีที่จำเป็น
8. จูงมือพี่เลี้ยงพาทัวร์รอบบ้าน พาไปดูตั้งแต่ที่เก็บอาหาร เครื่องใช้ของลูก (เช่น นม อาหารเสริม
สบู่ ยาสีฟัน ขวดนม ขวดน้ำ ที่นึ่งขวดนมของลูก ฯลฯ)
- จดที่แขวนกุญแจบ้าน
- อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย เช่น เครื่องมือปฐมพยาบาล เครื่องดับเพลิง (สอนวิธีใช้ให้ด้วย)
- จุดที่ตั้งสิ่งที่ควรให้ความระมัดระวัง (จุดอันตราย) เช่น ที่ตั้งของสวิตช์ไฟ ปลั๊กไฟ บันได ห้องน้ำ
ถังน้ำ บ่อน้ำ สระว่ายน้ำ ฯลฯ รวมถึงที่เก็บสารเคมีต่างๆ ซึ่งต้องเก็บให้เข้าที่เสมอ เช่น ผงซักฟอก
ยาฆ่าแมลง สีสเปรย์ ยาฆ่าหญ้า น้ำมันก๊าด น้ำมันเครื่อง ฯลฯ หรือแม้แต่บรรดายารักษาโรคทั้งหลาย
ที่ต้องอยู่ในตู้ยาที่พ้นมือเด็ก
อ้อ!! แล้วอย่าลืมจุดที่เก็บอุปกรณ์อันตรายสำหรับเด็กๆ เช่น กรรไกร ของมีคม เลื่อย สว่านไฟฟ้า ฯลฯ
บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ เตาแก๊ส เตาย่าง เครื่องปิ้งขนมปัง
ก็ควรสอนวิธีใช้ให้เธอด้วย โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก
9. บอกวิธีแก้ไขเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟดูด ไฟไหม้บ้าน ฯลฯ ทั้งพี่เลี้ยงและคุณเอง
ควรเรียนรู้และฝึกฝนวิธีปฐมพยาบาลจนเกิดความชำนาญใช้งานได้ยามเกิดเหตุฉุกเฉิน
ไม่ว่าจะเป็นของติดหลอดลม หกล้มหัวแตก น้ำร้อนลวก ไฟดูด จมน้ำ แมลงสัตว์กัดต่อย
กระดูกหักข้อเคลื่อน ของมีคมบาด ฯลฯ
10. เมื่อคุณอยู่กับลูกตามลำพังให้หมั่นคุยกับลูกเสมอ เพื่อเช็กและประเมินการทำงานของพี่เลี้ยง
เช่น พี่เลี้ยงดุจังเลย ไม่ยอมให้หนูอกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน ไม่ยอมให้ออกไปซื้อขนมหน้าปากซอยเลย
หรือ พี่เลี้ยงใจดีกว่าคุณแม่อีก อนุญาตให้หนูเล่นไฟแช็คได้ด้วยล่ะ!! วันนี้มีผู้ชายตัวดำๆ มาหาพี่เลี้ยงด้วย
เขายังถามหนูเลยว่าอยากออกไปเที่ยวไหน บอกมา น้าจะพาไป !!!
11. ในระหว่างวันที่คุณอยู่ในที่ทำงาน คุณหมั่นโทรศัพท์มาตรวจสอบกับพี่เลี้ยงว่าลูกและที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง
(แต่คุณคงไม่ถึงกับวิตกกังวลจนโทรมาทุกๆ ชั่วโมง จนพี่เลี้ยงขวัญผวาไม่เป็นอันทำงานทำการ)
12. วิธีตรวจสอบอีกแบบก็คือ วันดีคืนดีคุณลองแว่บกลับมาบ้านโดยไม่ให้ใครรู้ล่วงหน้า
แล้วก็สำรวจตรวจตราทั้งด้วยสายตา และด้วยความรู้สึกว่าทั้งลูก พี่เลี้ยง สภาพแวดล้อม ข้าวของในบ้าน
มีอะไรผิดปกติหรือไม่? อยู่ในความเรียบร้อยหรือไม่?
ดังนั้นจึงขอสรุปไว้ตรงบรรทัดนี้เลยว่า การดูแลพี่เลี้ยง เพื่อให้พี่เลี้ยงดูแลลูกของเราให้ปลอดภัยนั้น
จะต้องใช้ทั้งหลักธรรมะ หลักจิตวิทยา และหลักสายลับนักสืบอีกด้วย !!!!
(update 29 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 246 กรกฎาคม 2546 ]
|