"สมอง" เป็นอวัยวะชิ้นส่วนที่มีความสำคัญในการผลักดันให้เราคิด ทำ
และสร้างในสิ่งที่จะส่งผลต่อเนื่องไปยังวงกว้างของสังคม การที่เราจะเลี้ยงดูให้เด็กคนหนึ่งนั้น
มี สมอง ที่พร้อมจะคิด ทำ และสร้างในสิ่งที่ดี เพื่อให้ผลดีนั้นก่อให้เกิดการพัฒนา
และนำพาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีวัฒนธรรม จำเป็นอย่างยิ่ง
ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้ถึงสัมพันธภาพของปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง
ทั้งนี้ ก็เพื่อปรับปรุงแก้ไขแนวทางการเลี้ยงดูให้มีส่วนส่งเสริมพัฒนาการของสมองนั่นเอง
ถ้าอยากรู้ว่า สมอง สำคัญอย่างไรกับอนาคตของลูกน้อยของคุณ ลองติดตามบทสัมภาษณ์
ของ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ดูนะคะ ท่านเป็นอดีตนักเรียนทุนปริญญาเอกของมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์
สาขาด้านประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการวิจัย
ชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล
ถือเป็นบุคคลหนึ่งที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการทำงาน และความมหัศจรรย์ของสมองมาตลอด
บันทึกคุณแม่ : สมองของเด็กทารกเริ่มพัฒนาตั้งแต่อายุครรภ์ได้กี่สัปดาห์คะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : ระบบประสาทซึ่งเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่สมองพัฒนาขึ้นมาจากเด็กทารกหรือในมนุษย์นั้น
เริ่มมองเห็นได้ในทางกายวิภาค หรือทางโครงสร้างตั้งแต่ 14 วันหลังจากปฏิสนธิ โดยเริ่มมองเห็นหลอดประสาทก่อน
แล้วหลังจากนั้นประมาณ 21 วัน เราเริ่มเห็นหลอดประสาทเจริญขึ้นเป็นระบบประสาทแล้วตรงส่วนหน้าของระบบประสาท
จะกลายเป็นสมองสักประมาณ 4 อาทิตย์หรือ 28 วัน เราเริ่มเห็นสมองระดับเริ่มต้นเกิดขึ้น
รูปภาพพวกนี้เราสามารถดูได้จากเด็กที่โชคไม่ดีแท้งออกมา เราสามารถกำหนดอายุ
หรือสามารถศึกษาได้โดยการถ่ายภาพด้วยอัลตราซาวนด์แบบใหม่ซึ่งเป็นภาพที่เรียกว่าเป็น อัลตราซาวนด์สามมิติ
หรือถ่ายภาพด้วยวิธีการอื่นๆ นะครับ
บันทึกคุณแม่ : สุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณแม่ในระหว่างตั้งครรภ์
มีผลต่อการพัฒนาสมองของลูกในท้องหรือไม่ อย่างไรคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : มีมากเลยครับ สุขภาพกาย หมายความว่า การที่คุณแม่มีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
ได้รับอาหารสมบูรณ์ มีการออกกำลังกาย มีการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่ได้รับพิษภัยจากสารเคมี จากเหล้า
บุหรี่ ยาเสพติด ยาปฏิชีวนะบางอย่าง หรือภัยจากแผ่รังสีต่างๆ ของสารกัมมันตภาพรังสีซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากเลย
ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยใหม่ๆ พบว่า สภาพจิตใจ ของคุณแม่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเวลาที่คุณแม่มีความเครียด
ก็จะเกิดสารฮอร์โมนความเครียดหรือ สารเครียด ออกมา มีการศึกษาทั้งจากในคนและสัตว์ทดลองพบว่า สารเครียด นั้น
มี ผลร้าย ต่อพัฒนาการของสมองที่เกิดขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญมากและเพิ่งมารู้กันในระยะหลัง คือ คุณแม่บางคนรับประทานยาที่ห้ามไม่ให้มีการตั้งครรภ์
คือ ไม่ได้ตั้งใจจะมีลูกแต่บังเอิญเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ และในระหว่างที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์นั้น
เกิดไปรับประทาน ยาคุมกำเนิด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกฮอร์โมน ฮอร์โมนเหล่านี้เมื่อเด็กได้รับ
ก็จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมอง ยาพวกนี้ส่วนใหญ่กินแล้วจะแท้ง แต่ถ้าเกิดเด็กคนนั้นไม่แท้งยังคงเจริญเติบโตต่อไป
ฮอร์โมนพวกนี้จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติในพัฒนาการของสมองต่อพฤติกรรม เด็กหลายคนเกิดออกมาแล้วพิการ
เช่น ปากแหว่ง จมูกโหว่ บางคนสมองบางส่วนหายไป ดังนั้น จึงเป็นเรื่องต้องระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์
ในระหว่างที่กำลังรับประทานยาคุมกำเนิดอยู่
บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดโดยที่ยังไม่รู้ว่ากำลังตั้งครรภ์
นอกจากจะเกิดผลเสียดังที่อาจารย์ได้กล่าวมาแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนทางเพศ
ในกรณีที่ทารกในครรภ์เป็นเพศชายไหมคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า ยาเม็ดคุมกำเนิด ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ
เป็นเพียง ข้อสงสัย เพราะเรารู้ว่าฮอร์โมนเพศในยาเม็ดคุมกำเนิดมีอิทธิพลต่อการพัฒนาสมอง
ส่วนที่กำหนดลักษณะทางเพศว่าเป็นเพศหญิง หรือเพศชาย คือไม่ใช่เฉพาะในแง่อวัยวะอย่างเดียวเท่านั้น
แต่รวมไปถึงทางด้านจิตใจด้วย เรามีข้อมูลเยอะเลยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ทำให้คนเราตัดสินใจจะเป็นหญิงหรือชายนั้น
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างในสมองด้วย ในโครงสร้างเหล่านั้นระหว่างอยู่ในครรภ์มารดาและระหว่างการเจริญเติบโตในช่วงปฐมวัย
จะถูกอิทธิพลของฮอร์โมนเข้ามามีส่วนกำหนด
บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : สมองของทารกระหว่างที่อยู่ในครรภ์
และหลังคลอดพัฒนาแตกต่างกันอย่างไรคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : ต่างกันมากเลยครับ ถ้าศึกษาในระบบกายวิภาค สรีรวิทยา
และหน้าที่การงานให้ชัดเจนแล้วสมองของคนเราประกอบด้วยสมองสามระบบด้วยกัน มีนักวิชาการคนหนึ่ง พอล แมคคลีน
ศึกษาสมองสามระบบ หรือ Triune Brain คำว่า tri แปลว่า สาม une มาจากคำว่า unit นั่นก็คือ
สมองของมนุษย์เรานั้นเหมือนมีสามระบบ หรือสามส่วนประกอบกัน
สมองส่วนแรก Repterien Brain คือ สมองที่มนุษย์เราได้รับมรดกตกทอดมาจากสัตว์เลี้อยคลานยุคดึกดำบรรพ์
อยู่ภายใต้อิทธิพลของพันธุกรรม 90-95% สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อสมองส่วนนี้น้อยมาก มันจะถูกกำหนดมาเลยว่า
เป็นสมองคนหรือสมองสัตว์ เติบโตตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตโดยการกำหนดของพันธุกรรม
ได้มรดกโดยตรงมาจากผู้ให้กำเนิดพ่อแม่เป็นอย่างไรเป็นอย่างนั้นเลย Repti Brain มีลักษณะเป็นแกนอยู่ตอนในสุดของสมอง
เป็นส่วนของก้านสมองและสมองตอนกลาง สมองส่วนที่หนึ่งนี้เป็นสมองส่วนที่ทำให้มนุษย์มีสัญชาตญาณของการอยู่รอด
การกิน การขับถ่าย การสืบพันธุ์ เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ในวันที่คลอดนั้นสมองส่วนนี้
สามารถทำงานได้ราว 99% และเติบโตสมบูรณ์พร้อมทำงานเต็มที่ในช่วงขวบปีแรก ถ้าสมองส่วนแรกนี้ไม่สามารถทำงานได้ดี
ทารกก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่รอดได้ เพราะมันไปควบคุมการเต้นของหัวใจ การหายใจ ระบบขับถ่าย การกินการอยู่
การตื่นการหลับทุกอย่างหมดเลย
สมองส่วนที่สอง Limbic System คือ สมองส่วนที่มนุษย์เราได้รับมรดกตกทอดมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคโบราณ
สมองส่วนนี้จะเริ่มสร้างและเจริญเติบโตเมื่อทารกอยู่ในครรภ์มารดาได้ราวๆ หกเดือน Limbic System
จะมีลักษณะคล้ายวงแหวนที่หุ้มสมองส่วนแรก ซึ่งมีลักษณะเป็นแกนเอาไว้ หน้าที่ของสมองส่วนนี้ก็คือ
ทำให้ทารกเกิดความจำ โดยเฉพาะความจำที่เกี่ยวกับใบหน้าแม่ จำกลิ่นแม่ได้ ทำให้มนุษย์รู้จักตัวเอง
มีอารมณ์ต่างๆ มันจะเป็นตัวที่ทำให้ทารกร้องไห้โยเยเรียกร้องความสนใจ
แสดงอารมณ์ความรู้สึก สมองส่วนที่สองนี้ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์เลื้อยคลานเช่นกิ้งก่า ปลาฉลาม
ซึ่งมีเพียงแค่สัญชาตญาณแต่ปราศจากความรู้สึกและอารมณ์ อย่างไรก็ตามตอนที่ทารกคลอดออกมา
สมองส่วนนี้เพิ่งสร้างเสร็จไปเพียง 50% เท่านั้น มันจะเจริญเติบโตต่อไป โดยเฉพาะในช่วงสี่ขวบปีแรกของชีวิต
สมองส่วนที่สองจะได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมประมาณ 50% ส่วนอีก 50% ที่เหลือนั้นพัฒนาตามสภาพแวดล้อม
ประสบการณ์และการเรียนรู้ช่วงตั้งแต่ขวบปีแรกจนถึงปฐมวัย สมองส่วนนี้สำคัญมากตรงที่เป็นตัวกำหนดพื้นอารมณ์
ซึ่งเป็นบุคลิกภาพของปัจเจกคน การที่เด็กจะเติบโตเป็นคนที่ฉลาดมีมนุษยสัมพันธ์ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในปฐมวัย
และการพัฒนาของสมองส่วนนี้เป็นสำคัญ
สมองส่วนที่สาม Neocortex คือ สมองที่พบได้เฉพาะในสัตว์ชั้นสูงที่มีเปลือกหุ้มสมองใหญ่เท่านั้น
เช่น มนุษย์ ปลาโลมาและสัตว์ประเภทวานร ลิง เป็นต้น สมองส่วนที่สามนี้จะมีลักษณะคล้ายเปลือกหุ้มสมอง
หุ้มส่วนที่หนึ่งและส่วนที่สองเอาไว้ ตอนที่ทารกคลอดออกมาใหม่ๆ สมองส่วนนี้ยังไม่พัฒนาเลย
มันจะเริ่มก่อร่างสร้างตัวและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมากในช่วงสามปีแรกของชีวิต
จนกระทั่งเมื่อเด็กอายุได้หกขวบจึงเจริญเติบโตราว 80% เก้าขวบจะเติบโตราว 90%
และจะเจริญเติบโตต่อไปกระทั่งอายุ 25 ปี สมองส่วนที่สามจะได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมน้อยมาก
แทบจะเรียกได้ว่าพันธุกรรมควบคุมมัน 10-20% เท่านั้น เพราะมันมาเจริญเติบโตหลังคลอด
พัฒนาการของสมองส่วนนี้จึงได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่
สมองส่วนที่สามเปรียบได้กับหน้าต่างของโอกาสที่จะส่งเสริมให้เด็กฉลาด
โดยการกระตุ้นการรับรู้จากประสบการณ์การเรียนรู้ อาหาร การสัมผัส
เพราะฉะนั้นเรื่องการเลี้ยงดูเด็กในช่วงสามขวบปีแรกจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
เพราะในช่วงนี้สมองจะเจริญเติบโตจากที่ไม่มีอะไรเลยกระทั่งเติบโตได้ถึง 80%
บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : เพราะเหตุใดสมองส่วนหน้าผาก
จึงมีความสำคัญมากจัดเป็นสมองชั้นสูง เป็นนายของสมองทั้งหมดคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : สมองด้านหลังหน้าผากของมนุษย์ หรือ Prefrontal Cortex คือ สมองส่วนที่สาม
สาเหตุที่ทำให้สมองส่วนนี้มีความสำคัญจัดเป็น CEO ของสมองทั้งหมดเพราะเป็นสมองส่วนที่เกิดทีหลังสุด
เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงสองขวบปีแรกเท่านั้นเอง ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับสมองที่ที่สร้างมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด
สมองส่วนนี้จะได้รับเส้นประสาทมาจากสมองส่วนต่างๆ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ในช่วงที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น
จะเป็นส่วนที่ควบคุมร่างกายและจิตใจทั้งหมด ทำให้เราเหมือนมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวมีเจ้านายคนเดียวสั่งงาน
สังเกตดูจะเห็นว่าช่วงวัยเด็กเล็ก เด็กๆ จะเล่นตามประสาสะเปะสะปะไปตามสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น
เหมือนไม่มีการควบคุมการสั่งงาน แต่พอเราโตขึ้นชีวิตเริ่มมีการวางแผน สมองส่วนนี้นี่เองที่จะคอยควบคุม
กำหนดให้มนุษย์มีการวางแผนงานล่วงหน้า มีความรับผิดชอบ มีสมาธิ ทีมงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไอโอวา
นำโดยประสาทแพทย์ชื่อ ดร.อันโตริโอ ดีแมสซิโอ และภรรยา ดร.ฮันนา ดีแมสซิโอ
ได้ทำการวิจัยติดตามเด็กเล็กที่เมื่ออายุประมาณขวบหรือขวบครึ่งเคยได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
เช่น หกล้มศีรษะส่วนหน้าผากฟาดล้มไปข้างหน้า ทำให้สมองบริเวณนั้นเกิดอาการช้ำ
ทีมงานวิจัยติดตามเด็กกลุ่มนี้ไปจนกระทั่งวัยรุ่นแล้วพบว่า เด็กกลุ่มนี้จะมีอาการทางประสาท
ที่จิตแพทย์เรียกว่า Fronto lopesyndome คือ เด็กที่สมองส่วนหน้าทำงานไม่สมบูรณ์
ทำให้ประสบปัญหาเรื่องการเรียนแม้ว่าบางคนจะมี IQ สูงก็ตาม เนื่องจากมีสมาธิสั้น
ไม่สามารถที่จะทำอะไรนิ่งๆ อยู่กับที่นานๆ ได้ ไม่มีความรับผิดชอบ เด็กวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่ดี
แต่มีพฤติกรรมเป็นอันธพาลนั้น เมื่อศึกษาลึกลงไป ส่วนใหญ่ จะพบว่ามีสาเหตุนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้น จึงควรดูแลป้องกันระมัดระวังไม่ให้ศีรษะส่วนนี้ของเด็กทารกได้รับบาดเจ็บ
บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : ปัจจัยใดที่กำหนดให้เด็กแต่ละคนมีความสามารถเฉพาะด้านต่างกันคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : สมองประกอบไปด้วยหลายๆ ส่วน บริเวณต่างๆ ในสมองจะทำให้มันมีหน้าที่เฉพาะ
เช่น บริเวณหนึ่งเกี่ยวข้องกับภาษา บริเวณหนึ่งเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ตรรกวิทยา บริเวณหนึ่งเกี่ยวกับดนตรี
อารมณ์ ศิลปะ ความรัก ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่กำหนดให้สมองแต่ละส่วนเจริญเติบโต
เราได้ความรู้เรื่องนี้มาจากการศึกษาสมองของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดยละเอียดหลังจากที่เขาได้เสียชีวิตแล้ว
โดยทีมงานนักวิชาการระดับสูงมาก เพื่อศึกษาดูว่าอะไรที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้มีระดับสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก
จากการศึกษาทำให้เราได้เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไม่ได้มีสมองที่ใหญ่กว่ามนุษย์คนอื่นเลย
สมองบางส่วนกลับเล็กด้วยซ้ำ แต่มีสมองบางส่วนของเขาที่ใหญ่กว่าคนอื่นจริง โดยเฉพาะสมองด้านที่เกี่ยวกับตรรกวิทยา
กาลเวลา สถานที่ ทำให้เขามีความสามารถรับรู้และเข้าใจในทฤษฎีสัมพันธภาพที่มนุษย์ทั่วไปมองไม่เห็นมาก่อน
ทำให้เขาเป็นอัจฉริยะในด้านนั้น แต่ถ้าถามว่าไอน์สไตน์จีบผู้หญิงเป็นไหม ทำอาหาร หรือแม้แต่ปั่นจักรยานได้ดีไหม
เก่งไหม คำตอบก็คือ ไม่
บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : EQ (Emotion Quotient)
มีผลต่อการพัฒนา IQ (Intelligence Quotient) หรือไม่คะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : แน่นอนครับ จริงๆ แล้ว EQ ไม่ใช่เรื่องใหม่คนที่ศึกษาเรื่อง EQ จริงจังมาก่อนใครก็คือ
พระพุทธเจ้า แต่ EQ เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายโดยบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ชื่อ ดร.ดาเนียล โกแมน
ซึ่งได้จับประเด็นเรื่องนี้แล้วเขียนขึ้นมาเป็น Best saler ดังนั้น EQ จึงมีมาก่อนและเป็นฐานของ IQ
ไอคิวทำให้คุณเรียนเก่งได้เหรียญทอง มีโอกาสรับเลือกเข้าทำงานในตำแหน่งที่ดี
แต่ EQ ทำให้คุณได้รับการส่งเสริมได้รับ Promotion ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
เป็นที่รักของคนรอบข้างและทำให้ชีวิตมีความสุข
บันทึกคุณแม่ : บันทึกคุณแม่ : อาจารย์มีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริม
และพัฒนาสมองของเด็กไทยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ไหมคะ
รศ.ดร.นัยพินิจ : ข้อที่หนึ่ง พ่อแม่ต้องเริ่มศึกษาหาข้อมูล หาความรู้เกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์
เวลานี้การพัฒนามนุษย์เป็นความรู้เพื่อชีวิต ไม่ใช่ชีวิตเราอย่างเดียว ชีวิตลูก ชีวิตอนาคต นอกจาก บันทึกคุณแม่
แล้วอยากแนะนำให้อ่านหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการ องค์การยูนิเซฟและหลายๆ หน่วยงานจัดทำขึ้นมาแจกฟรี
แสนกว่าเล่ม คือ Fact for life หนังสือนี้จะบอกถึงพัฒนาการของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย ขณะนี้ผมและอาจารย์นิตยา
(รศ.พญ.นิตยา คชภักดี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว) กำลังทำการแปลฉบับภาษาไทยอยู่ครับ
ข้อที่สอง ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ต้องไปพบแพทย์เรียกว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในการมีบุตร
เวลานี้เรามีโรงพยาบาลที่เป็น Mother Friendly และ Baby friendly เยอะเลย มีคุณหมอ
มีเจ้าหน้าที่พยาบาลคอยให้ความรู้เรื่องการดูแลครรภ์ การเลี้ยงลูกเป็นการลงทุนที่ยิ่งใหญ่
เพราะไม่ใช่ลงทุนเพื่อครอบครัวอย่างเดียวแต่หมายถึงสังคม ประเทศชาติและมนุษยชาติ
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเลี้ยงลูกออกมาเป็นผู้ก่อการร้ายกันหมดเลย นับวันเราจะเจอปัญหาเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าว
ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อที่สาม นำความรู้ที่ได้รับคำแนะนำจากการฝึกอบรมต่างๆ มาปฏิบัติ
ไม่เข้าใจตรงไหนให้ไต่ถาม สมัยโบราณเราอยู่รวมกันเป็นครอบครัวขยาย ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาประสบการณ์ต่างๆ
ที่สั่งสมถ่ายทอดต่อๆ กันมา แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่จะแยกตัวไปเป็น Nucleus family ไปอยู่กันสองคน
ไม่มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการมีครอบครัวขยาย หรือการสนับสนุนทางสังคมที่เรียกว่า Social Support มีเพื่อน
พ่อแม่พี่น้องคอยช่วยเหลือสิ่งนี้สำคัญมากถ้าเราคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ เลี้ยงลูกไม่สำเร็จก็ต้องมีพ่อแม่ญาติพี่น้องมาช่วยกัน
เด็กเมื่อคลอดออกมานอกจากจะต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนแล้ว การเลี้ยงดู ความรักความอบอุ่นก็เป็นสิ่งจำเป็น
เพราะ สมองของมนุษย์ไม่อาจพัฒนาให้มีศักยภาพได้ หากปราศจากความรักและการดูแลเอาใจใส่ที่ดี
ดังนั้น ลูกน้อยจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ พ่อแม่เท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนด
(update 3 ธันวาคม 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฎาคม 2547 ]
|