เพื่อนสาวคนหนึ่งมีเรื่องทุกข์ใจ โทรมาเล่าให้ฟังว่า ถ้าไม่เพราะวันนี้ไปรับลูกกลับจากโรงเรียนเร็วกว่าปกติ
เธอก็คงจะไม่ได้สังเกตลูก เมื่ออยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ เธอไปเห็นเจ้าตัวเล็กนั่งเล่นขายของอยู่กับเพื่อนผู้หญิง
เอาตะหลิวลงไปผัดในกระทะ แถมจีบปากจีบคอพูดเสียดิบดี
หากเป็นลูกผู้หญิงก็คงจะไม่ดูทะแม่งๆ นัก แต่นี่ลูกของเธอเป็นผู้ชายค่ะ
เมื่อเอามารวมเข้ากับประวัติของเพื่อนร่วมงานที่เป็นกะเทย เคยเล่าให้เธอฟังว่า
เขารู้ตัวเองว่าเป็นก็ตอนอยู่อนุบาลปลายๆ และจะไม่ชอบเล่นโลดโผน ซนเป็นทโมน
แต่ชอบจะเล่นกับเด็กผู้หญิงมากกว่า สองเรื่องช่างตรงกันเหมาะเจาะแบบนี้
เธอเลยยิ่งกังวลหนักเข้าไปใหญ่
ฉันมันก็เพื่อนที่แสนดีเสียด้วย ปลอบเธอให้ใจเย็นๆ ก่อน
อย่าเพิ่งตีโพยตีหากว่าลูกชายจะไม่เป็นแมนสมชาย แล้วฉันจะไปสอบถามผู้รู้มาให้
น.พ.ดุสิต ลิกขณะพิชิตกุล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต
กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รู้คนแรกที่ฉันนึกถึง อาจเพราะคุณหมอมีลูกชายอยู่ในวัยอนุบาล
จึงน่าจะเข้าใจถึงความกังวลของพ่อแม่เป็นอย่างดี
ฉันเริ่มข้อสงสัยข้อแรกว่า จริงหรือที่เด็กอนุบาลจะมีสิทธิเบี่ยงเบนทางเพศได้
คุณหมอตอบสั้นๆ ว่า "ได้" อาจเพราะช่วงวัยดังกล่าวเป็นช่วงที่เด็กเจริญเติบโต
และมีพัฒนาการสมบูรณ์พร้อมทุกด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และจิตใจ
เด็กจึงมีความสามารถในการเลียนแบบ และถ่ายแบบบทบาททางเพศของพ่อกับแม่ได้อย่างเข้มข้น
ผิดจากก่อนหน้านี้ ที่เด็กยังรู้สึกว่าตัวเขากับตัวพ่อหรือแม่เป็นคนเดียวกัน
แต่พอ 3 ขวบไปแล้ว เด็กจะเริ่มรู้ว่าเขาคือเขาเอง เด็กผู้หญิงก็เริ่มสำรวจว่าตัวเองเหมือนแม่
และแตกต่างจากพ่อ ส่วนเด็กผู้ชายก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนพ่อ และแตกต่างจากแม่
คนมีลูกคงนึกภาพออกนะคะ ถึงวิธีการสำรวจของลูกโดยเฉพาะเด็กผู้ชาย
บางคนชอบเปิดกระโปรงแม่ หรือเพื่อนผู้หญิง บางคนแอบดูใต้กระโปรง เอ๊ะ! มีอะไร
ทำไมเพื่อนใส่กระโปรง แม่ใส่กระโปรง แต่เขาไม่ใส่ บางคนแอบดูพ่อทำธุระในห้องน้ำ
พ่อมีอะไรบางอย่างเหมือนเขาด้วย เหตุการณ์แบบนี้ใช่ว่าลูกทะลึ่ง เราต้องเข้าใจใหม่ว่าเขาอยากรู้
อยากสำรวจ ท่าทีของพ่อแม่ทำได้ง่ายๆ คือ อธิบายความจริงกับลูกด้วยความรู้สึกปกติธรรมดา
เด็กก็จะเติบโตและมีพัฒนาการเรื่องเพศเป็นปกติ
หากจะให้ฟังธงกันถึงสาเหตุของพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
คุณหมอดุสิตบอกว่า ถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีงานวิจัยใด ที่จะบ่งบอกได้อย่างแน่ชัด
เพียงแต่มีข้อสันนิษฐาน 2 ข้อ คือ
1. การเลี้ยงดู
2. ความผิดพลาดทางธรรมชาติ
ซึ่งข้อสันนิษฐานที่พ่อแม่จะเข้าไปจัดการได้ก็มีอยู่ข้อเดียว คือข้อแรก
เพราะธรรมชาติเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการจัดการ เราคงไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้
" ในเมื่อพูดถึงปัญหากลัวลูกจะเป็นตุ๊ด เราจะเอาลูกชายเป็นตัวตั้ง
หากพ่อแม่ได้พยายามยับยั้งพฤติกรรมของอีกเพศหนึ่งอยู่เสมอๆ หลักๆ
ก็คือพฤติกรรมใดก็ตามที่ค่อนไปทางขั้วหวาน อ่อนโยน นุ่มนวล ถ้ามันมากไป
ต้องพยายามตะล่อมกลับเข้ามา โอกาสที่จะมีปัญหาก็จะไม่สูง
พฤติกรรมที่หันเข้าหาขั้วอ่อน เป็นแนวโน้มของฝ่ายหญิง
แต่พฤติกรรมที่หันเข้าหาขั้วเข้มก็เป็นแนวโน้มของฝ่ายชาย
เมื่อไรก็ตามที่จะให้ลูกทำพฤติกรรมที่ออกไปทางขั้วอ่อน ต้องทำด้วยความระมัดระวัง มีสตินิดหนึ่ง
อย่างเอาผู้ชายมาแต่งหน้า แต่งตัวสวย มันก็จะเอียงไปอีกข้างหนึ่ง ซึ่งในในวันนี้เราไม่ควรทำ
เด็กอาจสับสนได้ พ่อแม่น่าจะปรับตรงนี้ตั้งแต่ลูกอายุ 3-4-5-6 ขวบ
มารยาทและบทบาททางเพศตามกรอบที่ว่าด้วยเพศของลูกควรเป็นอย่างไร
ผู้ชายไม่พูดค่ะ ไม่ทำกรีดกรายนิ้วมือ"
หรือจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็คือเลี้ยงลูกให้อยู่ตรงกลางนั่นเองค่ะ อย่างที่คุณหมอเปรียบไว้ว่า
ความเป็นหญิงเหมือนกับขั้วอ่อน (หวาน) ส่วนความเป็นชายคือขั้วเข้ม (เผ็ด)
หากรู้สึกว่าลูกชายชักจะกรีดกรายเกินเหตุ ก็ต้องดึงกลับบ้าง เติมความเผ็ดลงไป
ให้เขาเอียงในข้างที่เหมาะสมกับตัวเขาเอง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมว่าท่าทีในการแก้ของพ่อแม่
จะต้องเป็นบวกด้วย ไม่ใช่ว่าพอเห็นลูกชายเล่นตุ๊กตาก็รีบกระชากออกจากมือลูก ดูให้ดี
บางทีแกอาจจะสมมติว่าตัวเองเป็นพ่ออยู่ก็ได้ ก่อนจะหักหาญอะไรไป ลองใคร่ครวญสักนิด
ซึ่งไม่เฉพาะแค่เรื่องนี้ แต่สามารถใช้ได้กับทุกๆ เรื่อง
- เริ่มแก้ก่อนอนุบาล ยังไม่สาย
อย่างที่เล่าในตอนต้นว่า เพื่อนกระเทยรู้ตัวเองว่าเป็นกระเทยตอนอยู่อนุบาล ข้อสมมติฐานนี้
คุณหมอดุสิตก็บอกว่าจริง เพราะเป็นช่วงที่เริ่มเห็นปัญหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
การเบี่ยงเบนทางเพศจะเริ่มที่วัยนี้ เพราะเมื่อเจ้าตัวเองรับรู้ว่าเป็นเมื่อวัยอนุบาล
นั่นแสดงว่าการเบี่ยงเบนทางเพศก็น่าจะก่อตัวตั้งแต่ก่อนวัยอนุบาลด้วยซ้ำไป
" ช่วงวัยที่สำคัญของชีวิต ผมจึงไม่นับตอน 3 ขวบ ผมเริ่มตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 ขวบเลย
เพราะไม่อยากตีวงแคบๆ ถ้าถามว่าหากแก้ไขกันในช่วงนี้ ลูกจะหายมั้ย
ตรงนี้ก็ไม่สามารถบอกได้ชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์อีก เพราะมันอยู่ที่ประเด็นว่าเรายังไม่รู้ข้อเท็จจริง
ได้แต่สันนิษฐานกันไป ถ้าพูดแบบนักวิทยาศาสตร์ มันก็มีแนวโน้มได้ทั้งสองอย่าง
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำ ก็คือทำเถอะ แก้ไปก่อน ให้เริ่มตั้งแต่ก่อนอนุบาล
สอนบทบาทที่ถูกไปตั้งแต่ต้น พอเริ่มเห็นท่าทางไม่ดี ก็รีบลงมือเสียหน่อย
แก้ไปตลอด จับตาดูไปเรื่อยๆ"
คุณหมอยกตัวอย่างลูกชายวัยอนุบาลของตัวเอง แม้จะไม่มีท่าทีอะไรแสดงให้เห็น
แต่คุณหมอก็พยายามเติมความเป็นแมน ลงไปในความนุ่มนวล เช่น เวลาทำกับข้าว
แทนที่จะให้ลูกชายนั่งเรียบร้อยแกสลักผลไม้ ก็ให้ลูกช่วยตำกระเทียม ออกแรงโขลกมากๆ
หรือทอดของร้อนๆ หั่นผักด้วยมีดจริงๆ แต่คอยดูคอยบอกให้ลูกระมัดระวัง
ซึ่งทุกวันนี้คุณหมอเองบอกว่าทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และก็รู้สึกสบายใจ
เพราะลูกไม่ได้แสดงสัญญาณอะไรออกมาให้น่าเป็นห่วง
จะว่าไป เรื่องนี้ยังมีความไม่รู้อีกเยอะค่ะ คุณหมอดุสิตเองก็ย้ำอยู่ตลอดว่า
เป็นแต่เพียงข้อสันนิษฐาน เมื่อไรก็ตามหากคุณไปรับข้อมูลประเภทที่เขาสรุปมาว่าใช่ ใช่ ใช่
ให้ตระหนักไว้เถอะค่ะว่ามันยังไม่ใช่ มันยังไม่จบ ก็เหมือนกับลูกเพื่อน
ที่ไม่ชอบเล่นโลดโผน มันก็อาจเป็นอุปนิสัยตามธรรมชาติของเด็ก ที่ติดจะนุ่มนวล
เรียบร้อย ดูเผินๆ นึกว่าเป็นกระเทย แต่ไม่ได้เป็นก็มี
ยังไงให้ตอบโจทย์ของเราวันนี้ ด้วยการเลี้ยงลูกชายของเราให้ดี
และถูกบทบาทของเขาที่สุดก็แล้วกัน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง
- ปัญหาคาใจ จะทำอย่างไรดี ถ้า
ลูกชายชอบค้อน ชอบแต่งหน้าทาปาก แต่งตัวเลียนแบบแม่
พฤติกรรมที่สวิงไปสุดขั้วแบบนี้ แม้จะเป็นแค่การเลียนแบบแม่เท่านั้น แต่ไม่ควรปล่อยไว้
ให้รีบสอนเด็กทันทีว่า การนุ่งกระโปรง ใส่รองเท้าส้นสูง หรือเอาลิปสติกแม่มาทาปาก
เป็นเรื่องของผู้หญิง ผู้ชายไม่ทำอย่างนี้ ซึ่งเมื่อเด็กอยู่อนุบาลต้น ก็เริ่มสอนได้แล้ว
ว่าผู้ชายทำอะไร ผู้หญิงทำอะไร สอนซ้ำๆ ทุกวัน พออนุบาลกลางๆ (อนุบาลสอง)
เด็กจะรู้ว่านี่เรื่องของผู้ชายเท่านั้น เรื่องนี้ผู้หญิงเท่านั้น หรือเรื่องนี้ได้ทั้งชายและหญิง
ลูกชายชอบแอบเปิดกระโปรงแม่
ข้อแรกสุด ต้องยกประโยชน์ให้เด็ก ว่าเป็นความอยากรู้อยากเห็น
แต่ถามว่าทำไมต้องเป็นกระโปรงด้วยล่ะ ก็อธิบายได้ต่อว่าความอยากรู้อยากเห็น
ย่อมเกิดแก่สิ่งที่ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ เพราะฉะนั้นท่าทีที่พ่อแม่แสดงออก
ก็ควรเป็นท่าทีมาตรฐานกับที่ใช้ตักเตือนลูกในกรณีอื่นด้วย
อย่าไปใส่ท่าทีพิเศษเข้าไปในความประพฤติชุดนี้ เพราะถ้าใส่ท่าทีพิเศษ
ความอยากรู้อยากเห็นจะเพิ่มขึ้น เอ๊ะ! ทำไมเปิดกระโปรงแล้วแม่จะต้องกระโดดโลดเต้นกว่าธรรมดานะ
เด็กก็จะยิ่งอยากทำอีก แต่คุณแม่แค่ปิดกระโปรง บอกลูกว่าไม่ควรทำ ไม่เปิดกระโปรงแม่ต่อหน้าคนอื่น
และไม่ควรทำกับคนอื่นด้วย
ลูกบอกว่าไม่ชอบพ่อ เพราะพ่อดุกว่าแม่
ทางแก้ง่ายๆ คือ พ่อก็ควรดุให้น้อยลง ปรับตัวเองให้ลูกรู้สึกอยากเข้าหามากขึ้น
กลัวว่าการฝีมือที่โรงเรียนจะทำลูกชายกลายเป็นลูกสาว
ถ้าไปดูโรงเรียนอนุบาลสมัยนี้ เราจะเห็นว่าครูมักให้เด็กชาย-หญิงทำกิจกรรมหลากหลาย
โดยไม่แบ่งแยกเพศ โดยกิจกรรมนั้นก็มาจากประสบการณ์ใกล้ตัวเด็กนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นงานปัก
งานร้อยดอกไม้ ทำอาหาร เด็กผู้ชายก็ต้องทำเหมือนกับเด็กผู้หญิงทำ
จุดมุ่งหมายหลักของตัวกิจกรรมนี้ ไม่ใช่ให้เด็กทำเพื่อเกิดความชำนาญ
แต่เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้เรียนรู้เท่าๆ กัน ตามความสนใจที่เด็กแต่ละคนได้เห็นมา
แล้วเด็กๆ ลงมือทำเองจนเกิดเป็นความเข้าใจในตัวงานนั้นๆ เพราะเขาได้คิดเอง
แก้ปัญหาเองและเมื่อทำงานสำเร็จ เด็กเกิดความมั่นใจตามมา
ส่วนที่ว่าการทำกิจกรรมลักษณะนี้จะทำให้เด็กเบี่ยงเบนทางเพศหรือไม่
ไม่เกี่ยวกับกิจกรรมในวัยอนุบาลนี่หรอกค่ะ หากแต่เกิดจากความรู้สึกมั่นคงภายในใจเด็ก
และการได้เห็นบทบาทชายหญิงที่ถูกต้องจากพ่อแม่ต่างหาก
ยังไง้ ยังไง ลูกชายก็ไม่ชอบเล่นโลดโผน แต่ชอบจะเล่นเงียบๆ เรียบร้อย
เด็กคนหนึ่งเมื่อเกิดมาแล้ว จะมีธรรมชาติของเขาอยู่ ถ้าเราฝืนธรรมชาติไปไกลเกินกว่าที่เขาเป็น
เขาก็ไปไม่ได้ แต่เราจะต้องดันเขาไปในขั้วที่ถูกต้อง โดยให้ธรรมชาติเขาเป็นพื้นอย่างเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
เกิดมาด้วยธรรมชาติที่จะเรียบร้อย พาเขาไปชกมวย ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าพาเขาไปเล่นเทนนิส
ไปเล่นตะกร้อ เขาอาจจะไป
อย่าลืมว่าเด็กแต่ละคนต่างก็มีจุดแตกต่างอยู่ในตัวเอง
พ่อแม่จึงต้องเห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเด็ก วิธีพัฒนาที่ดีก็คือพัฒนาจุดแข็ง
แล้วก็ค่อยๆ สลายจุดอ่อน ขั้นที่สอง ก็คือสอนให้เด็กเห็นทั้งจุดอ่อนจุดแข็งของตัว
และขั้นที่สามคือให้เด็กรู้จักเลือกใช้ในสภาวะที่เหมาะสม เมื่อใดควรอ่อนก็อ่อน
เมื่อใดควรแข็งก็แข็ง เมื่อนั้นเด็กก็จะปรับตัวได้กับทุกๆ สิ่งแวดล้อมที่เข้ามา
- แล้วถ้าลูกเป็นตุ๊ดขึ้นมาจริงๆ
ต่อให้เลี้ยงดูถูกต้องแค่ไหน เจ้าลูกชายก็ยังจะเอนเอียงมาทางขั้วหวานอยู่ดี ทีนี้จะทำยังไงกันล่ะ
1. ก่อนอื่นต้องไม่โทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายใด เพราะอย่างที่บอกว่าแม้จะลงมือเลี้ยงอย่างถูกต้องแค่ไหน
ถ้ามันเป็นเพราะความผิดพลาดทางธรรมชาติ คงแก้ไขอะไรไม่ได้
2. ยอมรับลูกอย่างที่ลูกเป็น เพื่อให้ชีวิตครอบครัวดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และอยู่ร่วมกันได้
นึกถึงเวลาเราคบเพื่อนที่เบี่ยงเบนทางเพศสิคะ คำว่ามิตรภาพของเรากับเขา ไม่ได้เกี่ยวกับชนชั้น
วรรณะ หรือรสนิยมทางเพศ เราก็สามารถกิน เที่ยว หรือทำงานร่วมกับเขาได้ แล้วลูกเรา
สายเลือดเราแท้ๆ เพียงแต่เราเปิดใจรับ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น
3. ไม่คาดหวังในตัวลูกว่าจะต้องเป็นอย่างที่พ่อแม่อยากให้เป็น เมื่อนั้นพ่อแม่ก็จะมีความสุข
ไม่ทุกข์กับสิ่งที่ลูกสนองความคาดหวังไม่ได้
4. อย่าลืมสอนลูกเรื่องการวางตัวให้เหมาะสมถูกกาลเทศะ และรู้จักรักษามารยาท
ซึ่งคนที่เบี่ยงเบนทางเพศไม่จำเป็นต้องแสดงออก หรือประกาศตัวกับใครๆ ด้วยท่าทีที่เกินขอบเขต
เพราะเราไม่รู้ว่าอาจมีใครหมั่นไส้อยู่ และคนอื่นจะได้คบหากับลูกเราอย่างสบายใจด้วย
(update 17 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 244 พฤษภาคม 2546 ]
|