ถ้าเด็กคนไหนที่ชอบคิดและรู้จักคิด เขาก็จะกลายเป็นเด็กฉลาด ซึ่งเด็กมีสัญชาตญาณกระหายการเรียนรู้
เพื่อที่จะเติบโต อันเป็นต้นกำเนิดของความฉลาดอยู่แล้วทุกคน เพียงแต่คุณจะทำให้เขาเป็นคนอย่างนั้นต่อไป
โดยไม่ใช่คำว่า อย่ายุ่ง พูดไปลูกก็ไม่เข้าใจหรอก ฯลฯ เพื่อปัดว่าคุณเองก็ไม่รู้ หรือไม่รู้จะอธิบายอย่างไรได้นานเท่าไร
เพราะการที่เด็กรอบรู้มากขึ้น อ่านและเขียนหนังสือได้ ทำให้เขาเป็นเด็กที่ต่างจากเดิมคือ ทำให้เขามีความเข้าใจ
มีจิตใจที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้เกินจริงเลย คุณยังจำวันที่ตัวเองเป็นเด็กได้ไหม ? จำได้ไหมว่าคุณร่ำร้องมากเพียงใดที่จะโตเป็นผู้ใหญ่
คุณอาจเคยได้ยินบางคนพูดว่า คงจะดีถ้าลูกมีอายุ 4 ปีตลอดไป นั่นเพราะพ่อแม่เห็นความฉลาด ใส่ซื่อ
อย่างน่ารักน่าชังของลูก แต่คงเป็นเพียงแค่คำพูดเล่น เพราะคงไม่มีใครต้องการอยู่กับเด็กที่มีสมองเท่ากับเด็ก 4 ปี
ตลอดไปจริงๆ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกป่วยด้านสติปัญญา
Doman เชื่อว่า สัญชาตญาณความช่างคิดมีในเด็กทุกคน
รวมถึงเด็กที่มีปัญหาทางสมองก็มีความคิดเป็นของตัวเองเช่นกัน เด็กปกติจะเติบโตทางความคิดวันต่อวัน
ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ที่น่าปลื้มใจของพ่อแม่ แต่สำหรับเด็กปัญญาอ่อน พ่อแม่ของพวกเขากลับไม่เชื่อว่า
พวกเขาจะเติบโตทางความคิดแบบเดียวกันได้
จากการศึกษานานกว่า 50 ปี Doman ได้แนะนำพ่อแม่ให้นำวิธีของเขาไปใช้กับเด็กป่วย
เพื่อให้ลูกของพวกเขาเติบโตทางความคิดไปถึงเป้าหมายได้ และสามารถปรับตัวเติบโตได้เร็วขึ้น
ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของเด็กแต่ละคน รวมไปถึงแม่ของเด็ก ซึ่งต่างก็ปรารถนาอยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะ
และส่งเสริมให้เขาเป็นได้จากการทำจริง ไม่ใช่ตามตำรา
ตอนที่ Doman เริ่มทำงานในปี พ.ศ.2503 ถ้าเขายึดตำรา ตำราก็จะลากให้เขาเชื่อและทำงานไปอีกทางหนึ่ง
แต่เขากลับเลือกทำตามเหตุการณ์จริง โดยให้ตัวเองเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ทีละเล็กละน้อยมากกว่าจากตำรา
ที่ให้ความเข้าใจได้ทั้งหมดในทันที จนถึงวันนี้พวกเขาค้นพบ และเข้าใจธรรมชาติของเด็กชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
โดยค้นพบว่าเด็กพิการมีจิตใจที่เต็มไปด้วยพลังอันแรงกล้า เด็กตาบอดปรารถนาการมองเห็น เด็กหูหนวกปรารถนาการได้ยิน
เด็กเป็นใบ้ปรารถนาการพูดได้ และเด็กที่มีปัญหาทางสมอง ถ้าปล่อยให้เขาได้ช่วยเหลือตัวเอง IQ
ของพวกเขาก็จะสูงขึ้นกว่าเด็กปกติได้
เมื่อ Doman ได้ทำงานรักษาเด็กป่วยด้วยโรคทางสมอง โดยก่อนการรักษา เด็กเคยตัวเล็กกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
ไม่ว่าจะเป็นขนาดของศีรษะ รอบอก น้ำหนักตัว แต่ขณะที่การรักษาดำเนินไป อยู่ดีๆ ร่างกายของพวกเขาก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
บางคนร่างกายโตขึ้นมากเป็น 2 เท่าครึ่งจากเดิม จนมีร่างกายเติบโตเท่าเกณฑ์เฉลี่ยเด็กปกติ
ปรากฏการณ์ในการรักษานี้เกิดขึ้นกับแพทย์ผู้ทำการรักษาในสถาบันของ Doman บ่อยมาก
จนมีคำศัพท์เฉพาะว่า Catch up Phenomenon หรือร่างกายที่ใหญ่โตขึ้นปุ๊บปั๊บ เป็นการพิสูจน์ว่า
เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งล้มป่วยลง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย หรือสติปัญญา ร่างกายของเขาจะเจริญเติบโตช้าลง
แล้วแต่ว่าการล้มป่วยนั้นจะเป็นวงกว้างมากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อได้รับการรักษา
ร่างกายของเขาจะเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
Doman สอนให้เด็กป่วยทางสมองจำคำศัพท์ และสอนให้อ่านหนังสือออก
ด้วยการรักษาลองเขียนแผ่นตัวอักษรขนาดใหญ่มากมาให้เด็กดู
ไม่น่าเชื่อที่เด็กรับรู้ได้จากวิถีที่เติบโตขึ้นตามธรรมชาติของเขา
สำหรับเด็กตาบอดจะได้รับการสอนให้คลำรูปร่างของตัวอักษรเบลล์
จนอ่านหนังสือออกเช่นกัน
คนทั่วโลกส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่า สมองของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่พอที่จะอ่านหนังสือออก
และเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ แต่ที่สถาบันของ Doman เด็กป่วยเป็นโรคทางสมองอายุ 3-4 ขวบ หลายร้อยคน
ถูกสอนจนอ่านหนังสืออก อ่านหนังสือภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา และเข้าใจข้อความที่เขาอ่านด้วย
ทำให้เด็กเหล่านี้ได้รับความรู้รอบตัวมากกว่าเด็กปกตินอกสถาบัน ที่ได้รับการเลี้ยงดูปกติตามเกณฑ์เฉลี่ย
ที่ไม่ได้รับการสอนให้อ่านหนังสือออก
เราจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นจริงนี้ว่าอะไร เด็กพวกนี้ยังเป็นเด็กอายุ 2-4 ขวบ มิหนำซ้ำยังเป็นเด็กป่วยทางสมอง
วิธีการรักษาก่อนหน้านี้เป็นโปรแกรมรักษาด้วยวิธีสะกดจิต โดยไม่เคยมีใครมีความคิดที่จะสอนให้เด็กได้มีโอกาสใช้สมองคิด
เพียงเพราะพวกเขาเป็นเด็กป่วยทางสมอง นั่นมันย่อมทำให้พวกเขาไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเหนือกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
เพียงแต่ผู้ใหญ่ให้โอกาสเด็กพวกนี้ได้เรียนรู้การอ่าน
อาจจะจริงที่ขนาดและสัดส่วนของร่างกายมนุษย์ถูกกำหนดโครงสร้างมาแล้ว แต่ก็ไม่ควรลืมความจริงอีกข้อหนึ่งว่า
ร่างกายส่วนที่ถูกใช้งานจะเจริญเติบโต ส่วนร่างกายที่ไม่ได้ถูกใช้งาน ก็จะไม่เจริญเติบโต เช่น ถ้าวันใดคุณเกิดใช้แต่แขนข้างเดียว
ส่วนแขนอีกข้างกลับหนีบไว้ข้างลำตัวตลอดเวลาโดยไม่ใช้งาน ไม่นานแขนข้างนั้นย่อมเล็กลีบลงได้
กฎเกณฑ์นี้รวมถึงการเจริญเติบโตตามเกณฑ์ปกติของสมองด้วย แม้สมองของเด็กที่มีปัญหาทางสมองจะไม่เติบโตเท่าเด็กปกติ
แต่ถ้าไม่กระตุ้นให้เขาใช้มันคิด มันก็จะลีบลงกว่าเดิม แต่ถ้าทำตรงกันข้าม มันก็จะเติบโต ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาขนาดของสมอง
และยังพบอีกว่า กะโหลกศีรษะของเด็กบางคนใหญ่ขึ้นมากด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่า สมองขยายขนาดขึ้น
แพทย์ผู้รักษาประจำที่สถาบันของ Doman เห็นมันกับตา และตื่นเต้นที่เห็นเด็กที่เขารักษา เกิดเจริญเติบโตอย่างปุ๊บปั๊บ
ซึ่งในครั้งแรกที่ผลการรักษาออกมา เขาถึงกลับไม่กล้ารับผลสำเร็จที่เกิดขึ้น Doman ยังได้พบนักวิจัยทางการแพทย์ในเด็กอีกหลายคน
ที่ยังไม่เชื่อว่า สมองของเด็กจะขยายขนาดขึ้น ถ้าได้ให้โอกาสเด็กใช้สมองคิด อาจเป็นเพราะว่า นักวิจัยทางการแพทย์มักทำวิจัยกับสัตว์ทดลอง
เช่น หนู กระต่าย แมว สุนัข เสียมาก
สถาบันของ Doman ยังรักษาเลยไปถึงเด็กที่ตกอยู่ในอาการโคม่ามาแล้วหลายคน ซึ่งเมื่อคุณได้เข้าไปเยี่ยมสถาบันจะรู้สึกแปลกใจ
เมื่อเห็นสถาบันของเขาเปิด VDO ที่มีภาพเคลื่อนไหวให้เด็กที่ตกอยู่ในอาการโคม่าดู เขาทำเช่นนั้นเพื่อคอยกระตุ้นเด็กกลุ่มนี้ให้ใช้สมองคิด
ไม่เช่นนั้นสมองของพวกเขาจะฝ่อ แต่ถ้าให้เขาดูภาพเคลื่อนไหว สมองของเขาก็จะเคลื่อนไหวและเติบโตขึ้นตามธรรมชาติ
มีแพทย์ให้คำจำกัดความว่า โคม่า คือ อาการหมดความรู้สึกแบบไม่สามารถถูกกระตุ้นได้ แต่ Dr.Edward le winn
กลับเขียนหนังสือ Double Day ตีพิมพ์ใน ค.ศ.1985 ไว้ว่า อาการโคม่าคือ อาการคนไข้หมดความรู้สึก เพราะยังไม่ได้รับการกระตุ้น
การกระตุ้นเด็กที่อยู่ในอาการโคม่า ต้องร่วมกันรักษาเป็นทีม รวมถึงจากทุกคนในครอบครัวของเด็กด้วย
Doman ย้ำเสมอว่าการกระตุ้นให้สมองของเด็กคิดต้องตั้งอยู่บนความชัดเจน เรียงลำดับ ไม่ยอกย้อนซับซ้อน
เขาเขียนบัตรคำขนาดใหญ่ให้เด็กที่มีปัญหาทางสมองดู ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่เขาเคยทดลองใช้กับเด็กปกติ
ให้อ่านหนังสือออกอย่างได้ผลมาแล้วก่อนหน้านี้ ฉบับหน้าเราจะมาไขความลับของ Doman ถึงความคิดในการสอน
และวิธีที่จะทำให้เด็กปกติอ่านหนังสือออกในแบบ Doman กันค่ะ
(update 23 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฎาคม 2547 ]
|