เกือบสามปีที่ผมไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน แต่เมื่อกลับมาทุกอย่างก็ดูเหมือนเดิม
ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายสีขาวที่ทอดยาวตัดกับทะเลสีครามเข้ม ต้นมะพร้าวที่เรียงรายตลอดสองทางเข้าบ้าน
ตัวบ้านสองชั้นยังคงดูแข็งแรงจะต่างก็ตรงที่ผมเจอสมาชิกใหม่ 2 คน ลูกของพี่ชาย แป๋วแหวว
หลานสาวตาคมผมหยิก อายุ 3 ขวบครึ่ง กับ ปุ๊บปั๊บ หลานชาย อายุ 1 ขวบเศษที่กำลังหัดเดิน หัดพูด
เด็กๆ คือชีวิตวิญญาณของบ้าน...คุณแม่ผมดูสดชื่นแข็งแรงชื่นชมอยู่กับหลานทั้งสองคนที่ดูร่าเริงอยู่ตลอดเวลา
แป๋วแหววนั้นมองผ่านผมและยิ้มแล้วก็เดินแกมวิ่งผ่านไป พร้อมส่งเสียงพูดอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่ถนัด
พี่ชายผมบอกว่า แป๋วแหววชอบเลียนเสียงตัวละครต่างๆ ในวีดีโอเทปที่เธอชอบดู ผมพยายามฟังว่าเธอพูดภาษาอะไร
เพราะพี่ชายผมเคยตั้งใจว่า เมื่อมีลูกเขาจะหัดให้ลูกพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็กเท่าๆ กับที่พี่สะใภ้ของผมจะไม่ให้พูดภาษาปักษ์ใต้
โตขึ้นจะได้ไม่พูด ทองแดง (พูดภาษากลางติดภาษาถิ่น) ผมสงสัยจริงๆ เพราะพี่เลี้ยงของเด็กๆ นั้นพูดปักษ์ใต้แน่นอน
อีกทั้งปู่ย่าก็พูดปักษ์ใต้ แถมยังพูดปักษ์ใต้ผสมภาษาจีนด้วย พี่ชายบอกว่าให้ผมฟังเองว่าแป๋วแหววพูดภาษาอะไร
คุณย่าบอกว่า แป๋วแหววพูดภาษามนุษย์ต่างดาวฟังไม่รู้เรื่อง มีแต่แม่ที่ฟังเข้าใจ...ผมชักเอะใจ
เย็นนั้น พี่ชายผมยื่นกระดาษขาวบางๆ มาให้ผมดูบอกว่า เป็นผลตรวจของหมอที่ดูแล้วไม่รู้เรื่อง
เพราะลูกสุขภาพดีทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง แต่หมอเขียนว่า pre-autistic พี่ชายบอกว่า พรี-ออ นี่ มันอะไร
ถามว่าเป็นโรคอะไร ฉีดยากินยาหายไหม หมอปฏิเสธและแนะนำให้ไปหาหมอจิตเวชที่โรงพยาบาลรามาธิบดีหรือโรงพยาบาลจุฬาฯ
เมื่อพี่ชายผมเข้ากรุงเทพฯ แต่เผอิญในช่วงนี้ไม่ว่างและพี่สะใภ้ผมก็ติดราชการแป๋วแหววจึงยังไม่ได้ไปหาใครทั้งสิ้น
ไม่มีอะไรน่าวิตก พี่ชายผมบอก แป๋วแหวว กินได้นอนหลับดี
ผมมีเวลาอยู่ที่บ้านเพียง 2 วัน แต่ก็สังเกตเห็นว่า แป๋วแหววมีภาษาเฉพาะที่แม่เข้าใจจริงๆ เช่น
เธอจะล้มตัวล้มนอนแล้วพูดว่า คอยๆ แม่ก็จะเอานมมาให้ ผมถามว่า รู้ได้อย่างไร คอย ของแป๋วแหวว
คือขอนม พี่สะใภ้ผมหัวเราะแล้วบอกว่า ตอนมีน้องปุ๊บปั๊บ แม่จะบอกให้แป๋วแหวว คอย เมื่อเธอต้องการนม
แต่แม่ให้นมน้องก่อน... ผมถึงบางอ้อ! โถ! แล้วจะมีภาษาเฉพาะกันอีกกี่คำนะ
พี่สะใภ้เล่าว่า แป๋วแหววเป็นเด็กที่มีความจำดี ใครจะมาเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ในห้องนอนไม่ได้
เธอจะโกรธ ทุกอย่างจะต้องวางที่เดิม เธอชอบอาบน้ำมาก เมื่อเธอเล่นน้ำจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เธอชอบนั่งรถและเล่นม้าหมุนเป็นพิเศษ บ่อยครั้งที่เธอจ้องมองโมบายที่แขวนเหนือเตียงน้อง
เธอไม่ชอบให้ใครมาจับมาอุ้ม เธอจะเดินด้วยปลายเท้าคล้ายๆ จะเต้นบัลเลต์ ซึ่งพี่สะใภ้บอกว่าเธอเลียนแบบจากวีดีโอ
และเธอก็มีนาฬิกาทรายเล็กๆ ของโปรดที่จะถือติดตัวตลอด และจะเฝ้ามองเม็ดทรายเทียมสีชมพูร่วงลงอย่างพอใจ
3 เดือนหลังจากนั้นพี่ชายผมโทรศัพท์มาหาบอกว่า จะขึ้นมากรุงเทพฯ ให้ช่วยติดต่อหมอจิตเวชให้หน่อย
เนื่องจากโรงเรียนเขาจะให้แป๋วแหววออก เพราะแป๋วแหววไม่สนใจใคร ไม่นั่งในห้องเรียน จะเดินไปรอบๆ
ถ้าให้นั่งก็จะนั่งเพียงครู่เดียว เธอไม่เล่นกับใคร ไม่สนใจร่วมกิจกรรมใดๆ ที่สำคัญครูบอกว่า สื่อความกันไม่ได้
เพราะแป๋วแหววพูดภาษาของตัวเอง
พี่สะใภ้และพี่ชายผมเป็นคนมีประวัติการเรียนดีทั้งคู่ จึงไม่ค่อยกังวลกับการที่ครูบอก แต่มองว่าครู...เด็กเกินไป
ประสบการณ์น้อย ไม่เข้าใจเด็ก ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ทั้งสองไม่กระตือรือร้นจะไปหาหมอตามนัด โดยบอกว่า
จะพาลูกไปศูนย์การค้าก่อน เพราะลูกอยากดูของ ผมรู้สึกฉุนมาก เพราะคิดว่าปัญหาของแป๋วแหววนั้น ไม่ธรรมดา
เมื่อฟังคำอธิบายแล้ว ทั้งสองคนจึงรู้สึกว่า ปัญหาของแป๋วแหววควรต้องรับการแก้ไขโดยด่วน
แต่ทั้งสองก็ห่วง งาน และขอให้ผมรับดูแล แป๋วแหวว ไปก่อน ผมและภรรยาไม่ขัดข้อง
แต่คืนแรกนั้นเอง... แป๋วแหววกรีดร้องโหยหวนขึ้นมาเมื่อทุกคนปิดไฟเข้านอน
เราทุกคนวิ่งไปที่เตียงแป๋วแหววซึ่งวางคู่กับลูกสาวผม เธอเอามือปิดหน้าร้องตัวสั่น อยู่ที่มุมเตียงด้านหนึ่ง
เมื่อภรรยาผมเข้าไปประคอง เธอสะบัดหนีและกรีดร้องดังมากกว่าเดิม เราตกใจมากโดยเฉพาะลูกสาวผม
ซึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ เรายืนอยู่พักใหญ่ๆ พยายามเรียกชื่อเธอแต่ก็ดูไร้ผล ผมจึงพูดว่า คอยๆ
และเอาขวดนมให้เธอ เธอชะงักค่อยๆ เอามือออกจากใบหน้า ถามเธอว่าจะเอาอะไร เธอก็ไม่ตอบ
ภรรยาผมเห็นเหงื่อเธอชุ่มตัวจึงเข้าไปถอดเสื้อให้ เธอยิ้มและรีบถอดชุดนอนออกทันที และล้มตัวลงนอนหลับตาพริ้ม
เราเรียนรู้ในวันต่อๆ มาว่า เธอชอบนอนโดยไม่สวมเสื้อผ้าและชอบนอนเปิดไฟ
ภรรยาผมเป็นคนเอาแป๋วแหววไปฝึกพูดและปรับพฤติกรรม ผมเริ่มสนใจเด็กประเภทนี้ ด้วยไม่เคยรู้มาก่อน
โชคดีในช่วงนั้นมีการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง เด็กออทิสติก : การเข้าใจและช่วยเหลือ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒประสานมิตร
โดยมีวิทยากรระดับนานาชาติ คือ Dr.Lawrence Bartak นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเมลเบอร์น ประเทศออสเตรเลีย
นอกจากความรู้ความเข้าใจที่ผมได้รับในช่วงนั้นแล้ว ผมยังมีโอกาสได้อ่านหนังสือชื่อ Nobody Nowhere
ซึ่งผู้เขียนคือ Donna William ซึ่งเป็นเด็กออทิสติก ที่ได้รับการบำบัดจาก Dr.Bartak
โดยทั่วไป เราจะมองเด็กออทิสติกจากพฤติกรรมภายนอก แล้วพยายามตั้งข้อสรุป แต่การได้อ่านเรื่องของ Donna
ซึ่งได้เล่าเรื่อง ของตัวเองทำให้เราเข้าใจเด็กประเภทนี้ได้แจ่มชัดขึ้น Donna นั้น คงจะเป็นอัจฉริยะ
ออทิสติกที่สามารถเขียนเล่าเรื่องราวของเธอได้อย่างละเอียด เพราะธรรมชาติของเด็กออทิสติกนั้น
จะมีปัญหาสำคัญคือ ภาษาและสังคม
Dr.Bartak ได้สรุปรูปแบบพฤติกรรมของเด็กออทิสติกไว้ให้สังเกตว่า ถ้าเด็กมีอาการ 8 อย่าง
จาก 16 อย่าง โดยมีลักษณะสองอย่างจากกลุ่ม A หนึ่งอย่างจากกลุ่ม B และหนึ่งอย่างจากกลุ่ม C
ก็จัดได้ว่าเด็กคนนั้นอยู่ในภาวะของออทิสซึม หรือเป็นเด็กออทิสติก ดังนี้
กลุ่ม A ด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
1. ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น
2. ไม่เข้าหาหรือแสดงท่าทีว่าต้องการความรัก ความอบอุ่นจากแม่
3. ไม่เป็นผู้เริ่มต้นสนทนากับคนอื่น
4. ไม่เล่นกับเพื่อน
5. ไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักคำว่า เพื่อน
กลุ่ม B ด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
1. ไม่มีการสนทนา ไม่พยายามสื่อความกับใคร
2. มีการสื่อความหมายที่ผิดปกติ บางคนอาจพูดไม่ชัด แม้จะมีการเปล่งเสียงออกมา แต่ไม่เป็นภาษา
3. ไม่มีการเล่นเลียนแบบ หรือเล่นแบบจินตนาการ
4. มีระดับเสียงที่ผิดปกติ
5. ใช้คำพูดไม่ถูกต้อง เช่น การใช้สรรพนาม ฉันเป็นเธอ เธอเป็นฉัน
6. มีการพูดคุยที่ใช้ภาษาเฉพาะ ซึ่งผู้อื่นไม่เข้าใจหรือไม่มีการพูดคุยเลย
กลุ่ม C พฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจง
1. มีการเคลื่อนไหวที่เป็นแบบซ้ำๆ เช่น แกว่งมือ, โยกตัว
2. ติดกับสิ่งของและชอบเอาไปไหนมาไหนด้วย ชอบสิ่งของแปลกๆ เช่น เศษพลาสติก
เส้นลวด หรือพวกกุญแจ ถ้าเอาออกไปจะกรีดร้อง และเอาหัวโขกพื้น
3. ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
4. ไม่ชอบทำอะไรเป็นกิจวัตร
5. มีความสนใจที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น เคยเดินทางไปถนนสายใดก็จะพอใจเช่นนั้น
ถ้าเปลี่ยนเส้นทางเด็กก็จะกรีดร้องด้วยความกลัว และเอาหัวโขกรถ เป็นต้น
6. อาการทั้งหลายจะพบในเด็กทารกหรือวัยเด็กตอนต้น แต่บางคนอาจพบเมื่ออายุ 2-3 ปีไปแล้ว
แต่เดิมเด็กกลุ่มนี้คิดว่าเป็นเด็กโรคจิต หรือปัญญาอ่อน
ดังนั้นในรูปแบบของพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กออทิสติกก็คือ เด็กมีปัญหาในการเข้าใจสิ่งต่างๆ
แต่จะจดจำได้ดี เด็กจะไม่สามารถเข้าใจถึงอารมณ์และความรู้สึกของคนอื่นและเนื่องจากเด็กไม่มีภาษา
จึงไม่สามารถพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเวลาก็เป็นเรื่องยาก เด็กไม่เข้าใจการรอคอย
ถ้าต้องการอะไรก็อยากได้เดี๋ยวนั้น ถ้าไม่ได้ก็จะกรี๊ดร้อง ทำร้ายตัวเอง ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
อย่างไรก็ดี พ่อแม่ของเด็กกลุ่มนี้ต้อง เข้าใจ และอดทนอย่างมากจึงจะช่วยให้ลูกฝ่าวิกฤตชีวิตไปได้
และการตั้งความคาดหวังก็ต้องอยู่บนรากฐานความเป็นจริงเพราะ เด็กออทิสติกหลายคนที่มิได้ ฉลาด , เรียนเก่ง
จึงไม่ควรตั้งความหวังในการเรียนรู้สูงเกินไป แต่ก็สามารถพัฒนาให้ช่วยตัวเองได้
และหากได้รับการช่วยเหลือที่ถูกทางก็จะพัฒนาความสามารถบางอย่างที่มีอยู่ในตัวให้เป็นประโยชน์ได้
ผมแบ่งปันความรู้นี้ให้ครอบครัวของพี่ชาย ซึ่งตัดสินใจรับแป๋วแหววกลับไป...
เธอก็เพียงอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นออทิสติก... วันเวลาที่พ่อแม่ช่วยกันให้ความช่วยเหลืออย่างเข้าใจจึงมีค่ายิ่งนัก
ปัจจุบันแป๋วแหววเข้าเรียนในโรงเรียนปกติและเรียนได้ดี ผมคิดว่าเธอได้รับการช่วยเหลือที่ทันการ
พี่ชายผมบอกว่า การที่หมอบอกพ่อแม่ว่าเด็กเป็น พรี-ออ (pre-autistic) นั้น
เป็นภาษาที่ไม่สื่อความกับพ่อแม่เช่นกัน
ผมหวังว่า ...เด็กๆ กลุ่มนี้จะได้รับความเข้าใจจากสังคม
Words on the wind.
When they calling you in.
The words have no meaning.
When the thoughts have no feeling.
(Donna William : Nobody Nowhere)
(update 16 กันยายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มิถุนายน 2547 ]
|