จะทำอย่างไรดีล่ะอยู่ๆ เจ้าหนูของเรา ก็กลายเป็นเด็กไม่พูดไม่จาไปซะเฉยๆ
ทั้งๆ ที่เวลาอยู่กับแม่กับพ่อน่ะ ช่างจ้ออย่าบอกใครเชียว !!
" อีกไม่นานเจ้าต้นก็จะไปโรงเรียนแล้ว" นั่นเป็นเสียงรำพึงของคุณนายติ๋ม แม่เจ้าต้นที่ดังมาพร้อมๆ
กับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตอนแรกไม่เข้าใจค่ะว่า ทำไมคุณนายติ๋มต้องกลุ้มใจซะขนาดนั้นกับแค่ลูกจะไปโรงเรียน
คุยไปคุยมาเลยได้ความว่า เจ้าต้นน่ะไม่ยอมคุยกับใครง่ายๆ นอกจากพ่อกับแม่และคนคุ้นเคยเท่านั้น
คุณนายติ๋มถึงกับเป็นกังวลกลัวว่าเมื่อเจ้าต้นไปโรงเรียนแล้วน่ะ จะไม่ยอมพูดจากับคุณครู และไม่มีเพื่อนยังไงล่ะคะ
จะว่าไปแล้วหลายๆ บ้านก็คงเจอปัญหาแบบนี้เหมือนกันค่ะ แล้วก็ทำให้พ่อแม่เป็นกังวล
กลัวไปสารพัดว่าลูกจะมีปัญหาบ้างล่ะ ผิดปกติบ้างล่ะ บางคนลูกเข้าโรงเรียนมาระยะหนึ่งแล้วก็ไม่ยอมพูดยอมจากับเพื่อน
เพิ่มดีกรีความกลุ้มกันเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นก่อนความกังวลจะพุ่งถึงขีดสุด
ฌานนิจจึงรับอาสาลดความกังวลในหัวใจของพ่อแม่ให้เองค่ะ
ทำไมลูกไม่ยอม "พูด"
การที่เจ้าหนูของเราไม่ยอมพูดจานั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาการที่เรียกว่า ขี้อาย ค่ะ
ซึ่งเป็นพัฒนาการในเด็กวัย 3-4 ขวบ โดยเด็กแต่ละคนจะขี้อายมากน้อยต่างกัน
ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยค่ะ เด็กบางคนโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีคนเต็มบ้าน
ญาติพี่น้องเยอะไปหมด จึงมีโอกาสพูดคุยปรับตัวกับการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากได้ง่าย
ในขณะที่เด็กบางคนโตมาในสภาพลูกคนเดียว ไม่ค่อยได้เล่นกับใครก็ต้องมีบ้างล่ะที่เขาอาจจะกลัวคนแปลกหน้า
ตื่นคน ไม่พูดไม่จา แต่สักพักเมื่อเขารู้สึกคุ้นเคย ก็จะเริ่มเข้าหาและสามารถปรับตัวได้มากขึ้น
เราจะเรียกอาการแบบนี้ว่า ขี้อายชั่วคราวค่ะ
การขี้อายแบบชั่วคราวมักเกิดขึ้นเมื่อเด็กต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
ยิ่งในวัยนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของการไปโรงเรียน ซึ่งจะต้องเจอกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
หรืออะไรก็แล้วแต่ที่แตกต่างไปจากความคุ้นเคยแบบเดิมๆ ของเด็ก
เขาจึงเกิดความกังวลเพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ดังนั้นเด็กจึงแสดงออกโดยการไม่ยอมพูดยอมจา
เงียบ เกาะติดอยู่กับพ่อแม่ หรืออาจจะเก็บตัวไม่ยอมพูดจาเล่นหัวกับเพื่อนก็ได้ค่ะ
อีกสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากความไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่
ที่สกัดกั้นไม่ให้ลูกทำในสิ่งที่เด็กวัยนี้ควรจะได้เรียนรู้ลองทำด้วยตัวเองบ้าง อย่างเช่น
งานบ้านเล็กๆ น้อยๆ หรือห้ามทำโน่นทำนี่ ตำหนิติเตียน เลยส่งผลให้เขาขาดความมั่นใจในการแสดงออกไงคะ
คาถาเสริมความกล้า
ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เป็นกังวลกันจนเกินเหตุค่ะ ทำใจให้สบายให้คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ลูกใครๆ เขาก็เป็นกัน จากนั้นตั้งใจอ่านบทความนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะมีคาถาเสริมความกล้า มาฝากให้ลองใช้กันดู
แต่มีข้อแม้อยู่ว่า คาถานี้น่ะเวลาใช้ต้องใจเย็นๆ นะคะถึงจะเห็นผลเร็ว
- อย่าพูดว่าลูกขี้อาย ต้องพยายามที่จะไม่ใช้คำพูดที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กขี้อาย
เพราะอาจจะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเขาเองกลายเป็นเด็กขี้อายไปจริงๆ แล้วก็อาจกลายมาเป็นข้ออ้างที่เขาจะปิดตัวเอง
ไม่เข้าร่วมสังคมกับคนอื่นได้ค่ะ
- อย่ากดดันลูก ถ้าเขายังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งไปบังคับกดดันให้ลูกพูด ให้ลูกเล่นกับเพื่อน เพราะการทำแบบนี้จะทำให้เขาอึดอัด
รู้สึกเครียดได้มากกว่าเดิม ให้เด็กเรียนรู้ที่จะเป็นผู้เริ่มต้นในการเข้าหาคนอื่นเมื่อเขาพร้อมดีกว่าค่ะ อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง
พ่อแม่ต้องใจเย็นๆ ค่ะ
- อย่าตำหนิลูก รวมถึงการชอบเปรียบเทียบด้วยนะคะ พ่อแม่หลายบ้านไม่รู้ว่าการติเตียน เปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น
นอกจากจะทำให้เด็กรู้สึกแย่แล้ว ลูกอาจจะกลายเป็นเด็กขี้อายไปเลยจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร
ในเมื่อพ่อแม่ไม่หาทางออกให้เอาแต่ตำหนิติเตียน
- มองลูกอย่างเข้าใจ แทนที่จะตำหนิดุว่าก็ใช้วิธีเอาใจลูกมาใส่ใจแม่สิคะ ลองย้อนนึกถึงตัวเอง
เวลาที่เจอสถานการณ์ใหม่ๆ คนใหม่ๆ ก็ตื่นเต้น กังวลเหมือนลูกตอนนี้เหมือนกันล่ะ เพราะฉะนั้นเราต้องให้กำลังใจลูกค่ะ
แบ่งปันประสบการณ์ที่เราเองก็เคยเจอให้ลูกฟังบ้าง ลูกจะได้รู้สึกมีเพื่อน และแม่เองก็เคยเป็นอย่างที่เขาเป็น
ลูกก็จะรู้สึกดีขึ้นค่ะ
- ให้คำชมเชย เวลาที่เขาเริ่มพัฒนาตัวเองแม้จะไม่มาก เช่น เขากล้ายิ้มให้กับญาติผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยมากขึ้น
แม้จะพูดไม่เยอะเหมือนตอนที่อยู่กับเราก็ตาม แต่ก็แสดงว่าเขามีการพัฒนา การให้คำชมเป็นการให้กำลังใจแก่ลูก
เขาจะเกิดความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถทำได้ และจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
- บอกลูกล่วงหน้า เวลาที่พ่อแม่คิดจะทำอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นการพาลูกเข้าโรงเรียน การจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้าน
การจะพาเขาไปเที่ยว บอกให้ลูกรู้ล่วงหน้าว่าลูกจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และลูกจะต้องทำยังไง เขาจะได้ไม่ตื่นเต้นตกใจ
เพราะรู้แล้วว่าสิ่งที่เขาจะต้องเจอคืออะไร ซึ่งจะช่วยลดความตื่นเต้นและความกังวลของลูกลงได้ค่ะ
- สอนลูกผูกสัมพันธ์ รู้มั้ยคะว่าบางทีการที่เด็กไม่ยอมพูดคุยกับเพื่อน หรือคนที่ไม่คุ้นเคย นั่นเป็นเพราะว่า
เขายังไม่รู้จักวิธีการเข้าหาน่ะสิคะ ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นมิตรภาพใหม่ๆ อย่างไรดี ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ต้องช่วยเหลือลูกค่ะ
พ่อแม่บางคนใช้วิธีให้ลูกนำขนมไปแบ่งปันเพื่อน หรือให้ลูกชวนเพื่อนเล่นของเล่นที่โรงเรียน
เพื่อให้ลูกรู้จักการเริ่มต้นมิตรภาพกับคนอื่นๆ
- เสริมกิจกรรมให้ลูก พยายามให้ลูกได้ร่วมกิจกรรมเยอะๆ ซึ่งจะทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเข้าสังคม
ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ รู้จักที่จะปรับตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นถามความสมัครใจของลูกด้วยค่ะ ว่าเขายินดีจะทำหรือเข้าร่วมหรือไม่
เพราะถ้าไปบังคับทั้งที่ลูกไม่อยากทำ ก็ไม่มีผลอะไรหรอกค่ะ ดีไม่ดี เดี๋ยวจะพานเกลียดการทำกิจกรรมเสียเปล่าๆ
โรงเรียน คาถาที่สองของความกล้า
เอาล่ะค่ะเมื่อร่ายคาถาเสริมความกล้าบทที่ 1 มาจากบ้านแล้ว เราต้องมาเสริมคาถาบทที่ 2 จากที่โรงเรียนด้วยค่ะ
บ้านและโรงเรียนต้องทำควบคู่กัน รับรองว่าคาถาเสริมความกล้าจะใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น
- ถ้าพ่อแม่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าหนูของเรามีอาการขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียนล่ะก็
เมื่อถึงเวลาที่ลูกจะเข้าโรงเรียนพ่อแม่ควรบอกกล่าวให้ครูได้ทราบด้วยค่ะ คุณครูจะได้เข้าใจและช่วยดูแลเป็นพิเศษ
- ในเด็กที่ขี้อายมากๆ ครูอาจจะต้องหาเพื่อนสนิทให้เด็กสักคนค่ะ เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
- เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก แต่การแสดงออกต้องค่อยเป็นค่อยไปค่ะ เริ่มแรกอาจต้องมีเพื่อนช่วยก่อน
แต่พอเขาเริ่มพัฒนาความกล้ามากขึ้น เราก็เพิ่มสเต็ปให้เขามากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาสามารถกล้าที่จะแสดงออกคนเดียวได้
- ให้เด็กที่ไม่กล้าแสดงออกได้มีโอกาสแสดงความสามารถบ้าง อย่างเช่น เวลามีงานโรงเรียนอย่าเลือกเอาแต่เด็กที่เก่งๆ
กล้าแสดงออก ขึ้นเวทีอย่างเดียวค่ะ พยายามให้เด็กทุกคน ได้แสดงออกถึงความสามารถที่เขามี
เพราะไม่แน่เหมือนกันว่าเราอาจจะพบพรสวรรค์ดีๆ ในเด็กที่ขี้อายก็ได้ค่ะ
คงไม่มีใครตอบได้ว่าคนตัวเล็กๆ จะหายขี้อายเมื่อไร รู้แต่เพียงว่าภารกิจนี้ต้องใช้เวลาเป็นสิ่งสำคัญ
ซึ่งพ่อแม่จะต้องอดทนและใจเย็นพอเพื่อช่วยลูกให้ขี้อายน้อยลงและกล้าแสดงออกมากขึ้น
ส่วนจะช้าหรือเร็วเพียงใดนั้น สองมือของพ่อแม่นั่นล่ะค่ะคือคำตอบ
(update 20 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 253 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|