เวลามีคนแปลกหน้ามาบ้าน หรือคุณพ่อคุณแม่พาลูกไปยังสถานที่ใหม่ๆ
เคยไหมคะที่คุณพ่อคุณแม่ต้องหนักใจที่เจ้าตัวน้อยของเราจะวิ่งไปหลบหลังคุณแม่แจ
หรือถ้ามีคนแปลกหน้ามาพูดคุยด้วยเจ้าหนูของเรากลับร้องไห้จ้า กลัวจนลนลาน อย่างไรก็ตาม
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าลูกไม่ได้แอบอยู่เฉยๆ แต่แกจะลอบมองคนแปลกหน้า
เหมือนกับเฝ้าดูพฤติกรรมของคนแปลกหน้าซะยังงั้น จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะเกิดความสงสัยว่าเหตุใด
เจ้าหนูของเราถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น และเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่ เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าค่ะ
พื้นฐานเด็กไม่เหมือนกัน
เด็กบางคนสามารถเข้าสังคม เล่นและพูดคุยกับเด็กหรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ ได้ดี
แต่บางคนอาจจะค่อนข้างเก็บตัว มักหวาดกลัวเวลาที่ต้องทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ
หรือต้องใช้เวลาในการทำตัวให้คุ้นเคยกับสถานที่ หรือจะพูดคุยกับคนแปลกหน้านานกว่าเด็กคนอื่น
ความแตกต่างเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพื้นอารมณ์และวิธีเรียนรู้ไม่เหมือนกัน เรียกว่า
เป็นพื้นฐานของเด็กแต่ละคน ซึ่งอาจมาจากลักษณะนิสัยและการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันไป
แม่จ๋า...อย่าทิ้งหนู
ไม่ได้หมายถึงแม่ใจยักษ์มาทิ้งลูกตามถังขยะหรอกนะคะ แต่เป็นพฤติกรรมของคุณหนู
ที่มีอาการติดแม่จนไม่กล้าไปทำความรู้จักหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ โดยเด็กในช่วงอายุ 1-2 ปี
จะมีพฤติกรรมที่เรียกว่า "กลัวการพลัดพราก" ซึ่งสามารถสังเกตได้จาก ถ้าลูกของคุณเคยเป็นเด็กที่เล่นกับเด็กคนอื่นๆ
หรือพูดคุยกับคนรอบข้างได้ดีแล้วเปลี่ยนเป็นเด็กที่ขี้อายกังวลใจ ไม่ยอมพูดคุยกับคนแปลกหน้า
ไม่ยอมให้คุณอยู่ห่างหรือพรากไปจากสายตา ถือว่าใช่เลย เด็กส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง
ในช่วงอายุระหว่าง 9-18 เดือน และจะหายไปเมื่ออายุ 3 ปี
ตามใจมากไปรึเปล่า
ถ้าคนในครอบครัวตามใจเด็กมากเกินไป เวลาเด็กกลัว หรือไม่ยอมทำอะไรก็ตามใจไปเสียหมด
เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาลักษณะนี้จึงมักจะไม่ยอมปรับตัวเข้าหาใคร เพราะคนอื่นมักไม่ค่อยตามใจเหมือนพ่อแม่
และคิดว่าทุกคนต้องปรับเข้าหาตนเอง
เคล็ด (ไม่) ลับ
เมื่อทราบถึงที่มาของอาการกลั้ว...กลัวคนแปลกหน้าของหนูแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรหาวิธีการส่งเสริมให้ลูก
มีความมั่นใจในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ รอบข้างได้ดียิ่งขึ้น ลองวิธีเหล่านี้ดูสิคะ
- ต้นแบบคือพ่อแม่ หากพ่อแม่ที่ไม่มีสังคมกับใครเลย อย่าหวังว่าลูกจะมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับคนอื่นๆ ได้ง่ายนะ
เด็กมักจะไม่กล้าพูดหรือทำความสัมพันธ์กับผู้คนใหม่ๆ เช่นกัน อย่าลืมว่าเด็กจะดูพ่อแม่เป็นแบบอย่างค่ะ
- คำพูดสำคัญนะ อย่าพูดว่า "เด็กขี้อาย" เพราะเป็นการตอกย้ำให้เขามีความคิดฝังใจว่าเขาเป็นเด็กขี้อายจริงๆ
คุณพ่อคุณแม่อาจเข้าไปอยู่ร่วมพูดคุย ชวนเล่นระหว่างลูกกับคนแปลกหน้าของลูก
เพื่อลูกจะได้รู้สึกคลายความตื่นเต้นกังวลไปได้ นอกจากนี้ยังควรกล่าวชมเชยทุกครั้งที่เขาเข้ากับญาติๆ
หรือเพื่อนๆ ได้ดี
- หากิจกรรมให้ลูกทำเสมอ ปัจจุบันมีกิจกรรมหลายอย่างที่พ่อแม่สามารถพาลูกไปร่วมได้
การเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ กิจกรรมง่ายๆ จะทำให้เขาปรับตัวได้ง่ายกว่า มีความกังวลน้อยกว่า
เมื่อคุณพาเขาไปเข้ากิจกรรม ไม่ควรบังคับให้เขาลงไปร่วมกิจกรรมโดยที่เขาไม่สมัครใจ
- เมื่อลูกไปทำกิจกรรมครั้งแรก ถ้าจะพาลูกไปเข้ากิจกรรมหรืองานเลี้ยงสังสรรค์
ควรบอกให้ลูกรู้ก่อนว่าเรากำลังจะไปที่ไหน ทำอะไรกันและควรไปก่อนเวลาเล็กน้อย
ก่อนที่เด็กคนอื่นๆ จะมา เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับสถานที่และได้สังเกตสิ่งรอบข้างให้เขารู้สึกคุ้นเคย สบายใจ
และเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วยตัวเองในที่สุด
- สถานที่เป็นใจ ถ้าคุณพ่อคุณแม่พาลูกไปสวนสาธารณะ ไปซื้อของตามร้านค้า ไปโรงพยาบาล
ใช้โอกาสนี้ทำให้ลูกรู้จักสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้เริ่มต้นง่ายๆ โดยการฝึกให้ลูกส่งยิ้มทักทาย หรือ
แม้แต่ตัวคุณเองยิ้มทักทายกับคนอื่นๆ เช่น คุณหมอ พยาบาล หรือพ่อแม่ที่มาพบหมอด้วยกัน เป็นต้น
- อย่ากระตุ้นให้ลูกคุยกับคนแปลกหน้าถ้าเขาไม่พร้อม ไม่ควรจะบังคับหรือกระตุ้นให้ลูกแสดงออกมากเกินไป
หรือใช้เวลาเป็นตัวกำหนด เพราะจะทำให้เขาเกิดความเครียดและกังวล คุณควรจะให้เวลาเขาในการปรับตัวคุ้นเคยด้วยตนเอง
เพราะว่าเด็กแต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน
- เมื่อคนแปลกหน้ามาบ้าน พ่อแม่อาจทำความเข้าใจกับคนอื่นๆ คุยกับญาติหรือคุณครูให้เข้าใจธรรมชาติของลูก
คนแปลกหน้าสำหรับหนูๆ ก็อย่าผลีผลามเข้าไปหาเด็ก ที่สำคัญคือต้องไม่บังคับหรือการแก้ไขก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป
(update 23 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 มกราคม 2547 ]
|