สุดสัปดาห์ทีไรคุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักหาเวลาว่างพาเจ้าจอมซนไปเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า สวนสนุก สวนสาธารณะ ฯลฯ
ทั้งกิน ทั้งเที่ยวกันอย่างสนุกสนานใช่ไหมคะ แต่ไฉน? พอกลับมาถึงบ้านเจ้าหนูกลับมีอาการตัวร้อน ไอ จาม
ปวดท้องท้องเสีย ฯลฯ เป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมว่า ทำไมร่างกายเจ้าจอมซนถึงได้อ่อนแอ
เกิดอาการเจ็บป่วยง่าย ต่างจากคุณที่กลับไม่เป็นอะไรเลย หรือหากเจ็บป่วยบ้าง อาการก็ไม่รุนแรงมากนัก
พักผ่อนสักวัน สองวันก็หายดี
- ทำไมลูกน้อยจึงเจ็บป่วยง่ายจัง
การที่เราไม่เจ็บป่วย เพราะร่างกายของเรามีภูต้านทาน (ระบบภูมิคุ้มกัน) (Immune System)
ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวเองอย่างหนึ่งของร่างกาย เมื่อมีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ปรสิต หรือเจ้าเชื้อราตัวเล็กๆ
ที่เรามองไม่เห็นหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเจ้าภูมิต้านทานจะออกมาต่อต้าน
ทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นทำให้ร่างกายเป็นปกติสุข ในทางกลับกันเจ้าหนูอายุยังน้อยระบบต่างๆ
ในร่างกายที่เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ประกอบกับยังไม่เคยสัมผัสกับเชื้อโรคชนิดต่างๆ มากเท่ากับผู้ใหญ่
จึงส่งผลให้มีระดับภูมิต้านทานที่ต่ำไปด้วย เมื่อเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายจึงทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่ายเช่นกัน
ถึงตอนนี้เรามาเรียนรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาวุธสำคัญที่สยบเชื้อโรคต่างๆ ในร่างกาย
ว่าเป็นอย่างไรกันดีกว่าค่ะ
- วิธีเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ลูกน้อย
เมื่อเชื้อโรคที่มีอันตรายเข้าไปในร่างกายเจ้าหนู เชื้อโรคนั้นจะเจริญเติบโตในเนื้อเยื่อของอวัยวะ
ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งทำให้เนื้อเยื่อนั้นเกิดอาการอักเสบ ในขณะที่ร่างกายจะพยายามต่อสู้กับเชื้อโรค
ถ้าเจ้าหนูมีภูมิต้านทานดี ร่างกายก็จะเอาชนะเชื้อโรคได้ แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอเชื้อโรคก็จะแพร่กระจาย
ทำให้เจ้าหนูเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อนั้นๆ ในกรณีที่ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคบ้าง แต่ไม่สูงพอที่จะกำจัดเชื้อโรคได้บ้าง
เชื้อนี้ก็จะคงอยู่ในร่างกายและเจริญเติบโตอย่างช้าๆ บางครั้งเจ้าหนูก็อาจมีอาการเจ็บป่วยแต่ไม่รุนแรง
วิธีการสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันและปราบปรามเชื้อโรคต้องทำเป็นกระบวนการดังนี้ค่ะ
สมมติว่าเจ้าหนูที่เคยเป็นโรคหัดแล้วครั้งหนึ่งร่างกายจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ขึ้น
เด็กจะไม่เป็นโรคนี้อีกเลยตลอดชีวิต สารที่ร่างกายของเจ้าหนูสร้างขึ้นและมีฤทธิ์เป็นภูมิคุ้มกันโรค
เรียกว่า แอนตี้บอดี้ (Antibody) ซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีนชนิดพิเศษที่อยู่ในเลือด
ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้และฆ่าเชื้อโรคที่เข้ามารุกรานในร่างกาย จึงทำให้เจ้าหนูไม่เป็นโรคนั้นๆ
ซึ่งแอนตี้บอดี้แต่ละชนิดจะสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรคได้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น
เช่น แอนตี้บอดี้ของโรคหัดก็จะต่อสู้ได้เฉพาะเชื้อไวรัสโรคหัดอย่างเดียว ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไอกรนได้ เป็นต้น
เมื่อเจ้าหนูเป็นโรคหัด ร่างกายจะเริ่มสร้างแอนตี้บอดี้ต่อต้านเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคและจะสร้างแอนตี้บอดี้ต่อไปตลอดชีวิต
เจ้าหนูจะมีภูมิคุ้มกันเรื่อยๆ จนไม่เป็นโรคหัดอีกเลย แอนตี้บอดี้ชนิดที่ร่างกายของเด็กสร้างขึ้นเองนี้ เรียกว่า
แอคทีฟแอนตี้บอดี้ (Active antibody) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นโดยการติดเชื้อโรคตามธรรมชาตินี้
เรียกว่า ภูมิคุ้มกันโรคธรรมชาติ (Natural Active Immunity)
นอกจากร่างกายของเจ้าหนูยังสามารถสร้างแอคทีฟแอนตี้บอดี้ขึ้นได้ในระหว่างที่เจ็บป่วยโรคนั้นๆ แล้ว
เราอาจกระตุ้นให้เจ้าหนูสร้างแอคทีฟแอนตี้บอดี้ได้อีกวิธีหนึ่ง โดยการฉีดเชื้อโรคชนิดนั้นเข้าไปในร่างกาย
ในปริมาณเพียงเล็กน้อย เชื้อโรคที่ใช้ฉีดเข้าไปกระตุ้นการสร้างแอนตี้บอดี้ต้องผ่านกรรมวิธีทางห้องทดลองวิทยาศาสตร์
เพื่อให้ตัวเชื้อโรคตาย หรืออ่อนฤทธิ์ลงเสียก่อน เพื่อลดอันตรายที่เกิดขึ้น เราเรียกยาที่ฉีดว่า วัคซีน
และเรียกภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดโดยวิธีการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอคทีฟแอนตี้บอดี้นี้ว่า
ภูมิคุ้มกันโดยการสร้างเสริม ซึ่งการให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเองเป็นวิธีสร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด
แต่ร่างกายจะต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์หรือมากกว่านี้จึงจะสร้างแอนตี้บอดี้ได้เพียงพอ
บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เจ้าหนูโดยเร็ว เพราะเจ้าหนูเกิดติดเชื้อโรคขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน
เช่น มีบาดแผลซึ่งอาจติดเชื้อบาดทะยัก วิธีนี้ทำได้โดยการฉีดยาที่เรียกว่า แอนตี้ท๊อกซิน (Antitoxin)
ซึ่งมีแอนตี้บอดี้ต่อเชื้อโรคชนิดนั้นๆ ให้แก่เด็ก แต่แอนตี้ท๊อกซินเป็นแอนตี้บอดี้ที่ได้จากบุคคลหรือสัตว์อื่น
โดยการเตรียมทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสร้างภูมิคุ้มกันโรคโดยวิธีนี้ร่างกายไม่ได้สร้างแอนตี้บอดี้ขึ้นเอง
จึงเรียกว่า เป็นการให้ภูมิคุ้มกันแบบรับจากภายนอก (Passive Immunisation) ตัวอย่างเช่น
การฉีดแอนตี้ท๊อกซินต่อเชื้อบาดทะยักในเด็กที่มีบาดแผล ซึ่งจะทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อบาดทะยักทันทีที่ได้ฉีดยาเข้าไป
แต่ฤทธิ์ของยาจะอยู่ได้ไม่นาน และจะหมดฤทธิ์ไปประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ร่างกาย
จะเริ่มสร้างแอนตี้บอดี้ต่อเชื้อบาดทะยักและสร้างต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าฤทธิ์ของยาที่ฉีดจะหมดแล้วก็ตามค่ะ
ช่วงที่อยู่ในครรภ์เจ้าหนูยังไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานได้เอง แต่จะได้รับภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางรก
เมื่อคลอดออกมาแล้ว ภูมิต้านทานจากแม่ก็ยังมีความสำคัญกับลูกน้อย โดยเฉพาะ น้ำนมแม่ จะมีน้ำข้นสีเหลืองๆ
ที่เรียกว่า น้ำนมเหลือง (Colostrum) ประกอบไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ และไขมัน
ถ้าเทียบกับน้ำนมแม่สีขาวแล้ว สารอาหารต่างๆ ในน้ำนมเหลืองจะมีน้อยกว่า แต่กลับมีสาร ลิมโพไซท์ (Lymphocyte)
และไลโซไซม์ (Lysozyme) ซึ่งเป็นสาร Antibodies มากกว่าและเป็นภูมิต้านทานเริ่มแรกที่แม่จะถ่ายทอดมาสู่ลูกน้อย
ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกป่วยง่าย ท้องเสีย ท้องเดิน หรือปวดท้อง แต่น้ำนมเหลืองจะอยู่ในลูกได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น
ระหว่างนี้เจ้าหนูก็จะเจริญเติบโตเรื่อยๆ และสามารถสร้างภูมิต้านทานได้ด้วยตนเอง และจะขยายมากขึ้นเมื่อโตขึ้น
(update 26 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฎาคม 2547 ]
|