เทศกาลปีใหม่ไม่ว่าครั้งไหนๆ ลูกโป่งมักได้รับเชิญให้เป็นพระเอกของงาน
เด็กทุกคนก็ชอบเล่นลูกโป่งอีกต่างหาก แต่รู้มั้ยว่าลูกโป่งสีสวย หน้าตาเย้ายวนใจแบบนี้
แฝงไว้ด้วยอันตรายที่ต้องระวังเหมือนกันครับ
อีกปีหนึ่งกำลังจะผ่านไป จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วฉบับส่งท้ายปีเก่า เพิ่งบ่นกับคุณพ่อคุณแม่ไปว่า
อะไรกัน!! ใกล้สิ้นปีแล้วหรือนี่ วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วดังสายลม ยังไม่ทันไรต้องมาบ่นประโยคเก่ากันอีกแล้ว
ถึงแม้เราจะแก่ลงไปอีกหนึ่งปี แต่ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ก็คงดีใจกับการเจริญเติบโตของลูกเรา
ที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งปีเช่นกัน เจ้าตัวน้อยที่เติบโตขึ้นแต่ละปี สักวันคงปีกกล้าขาแข็ง
เอาตัวรอดได้ด้วยตัวเองได้ และนั่นคือความหวังสูงสุดของพ่อแม่อย่างเรา แต่ในวันนี้...ปีนี้เขายังเล็กอยู่
ความอยู่รอดปลอดภัยของเขา เป็นสิ่งที่เราต้องดูแล
ว่าแล้วคืนนี้คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ จึงต้องนัดฉลองปีใหม่กันสักหน่อย ตั้งใจจะรวมญาติมิตร
หลานๆ อีกหลายคนฉลองร่วมกันเพื่อความสนุกสนาน ตระเตรียมกันไว้หลายอย่าง เช่น อาหารอันเอร็ดอร่อย
ขนมเค้ก ของขวัญจับฉลาก และที่ลืมไม่ได้เลย คงเป็นของตกแต่งงานให้มีสีสัน สวยสดงดงาม ไม่แพง
และยังเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเด็กๆ ทุกคน นั่นก็คือ ลูกโป่ง
นอกจากใช้ลูกโป่งในการตกแต่งงานเลี้ยง ประดับประดาให้มีสีสันแล้ว
พ่อแม่สามารถใช้ประโยชน์จากลูกโป่งในการเล่นเกมสร้างความสนุกสนาน
กระตุ้นพัฒนาการเด็กได้หลายอย่าง เช่น ให้เด็กเล่นเกมตีลูกโป่งอย่าให้ตกพื้น จับเวลากัน
ดูว่าใครได้นานกว่ากัน ให้ลูกวาดตา ปาก จมูกบนลูกโป่ง หากมีลูกโป่งสัก 10-20 ลูก ให้ลูกบอกสีลูกโป่ง
หรือจัดแบ่งสีเป็นกลุ่มๆ แนะนำให้ลูกทำเรือเหาะโดยใช้กระดาษเบาๆ มาพับเป็นเรื้อหรือถ้วยเล็กๆ
แล้วเอาลูกโป่งหลายๆ ใบที่ลอยได้ มาผูกเพื่อให้ลอยขึ้นไป ลูกโป่งใส่น้ำแล้วแบ่งคู่โยนรับลูกโป่งกัน
(รับก็ยาก โยนก็ยากครับ...สำหรับลูกโป่งใส่น้ำ เคยลองกันบ้างหรือยังครับ!) ใครทำตกแตกแพ้ตกรอบ
คู่ที่เหลือเป็นคู่สุดท้ายเป็นผู้ชนะ อีกเกมหนึ่งยอดฮิตในการเล่นลูกโป่งคือการแข่งขันเหยียบลูกโป่ง
อย่างไรก็ตามลูกโป่งไม่ได้สร้างความสนุกอย่างเดียว ยังสร้างความเสี่ยงต่ออันตรายอีกด้วย
ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้รายงานการตายของเด็กจากลูกโป่งถึง 110 ราย ในเวลาตั้งแต่ปี 1977-2001
สาเหตุการตายเกิดจากการอุดตันทางเดินหายใจ โดยเศษลูกโป่งหรือลูกโป่งที่ยังไม่ได้เป่า
เด็กส่วนใหญ่ที่ตายอายุยังน้อยกว่า 6 ปี อย่างไรก็ตามมีรายงานการอุดตันทางเดินหายใจ
จากลูกโป่งในเด็กที่อายุมากกว่า 6 ปี แต่ช่วยเหลือได้ทัน
พฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการอุดตันทางเดินหายใจโดยลูกโป่งนั้น มี 2 แบบ แบบที่หนึ่งคือ
เด็กเป่าลูกโป่งเอง ในขณะเป่านั้น จังหวะที่เด็กต้องการหายใจเข้าเพื่อเติมลมในปอดนั้นจะต้องดูดอากาศเข้าอย่างแรง
โดยมีลูกโป่งจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก ทำให้เกิดโอกาสที่ลูกโป่งจะถูกดูดเข้าไปในปากและลงไปในหลอดลม
เกิดการอุดตันทางเดินหายใจได้ อีกพฤติกรรมหนึ่งคือ การที่เด็กเอาลูกโป่งที่ยังไม่ได้เป่าเข้าปากแล้วอมไว้หรือเคี้ยวเล่น
การเผลอของเด็ก การวิ่ง ปีนป่าย หรือหัวเราะ อาจทำให้สำลักลูกโป่งที่อมไว้นั้นเข้าปอด เกิดการอุดตันทางเดินหายใจได้
เศษลูกโป่งที่แตกแล้ว ก่อให้เกิดความเสี่ยงแบบเดียวกันได้ทั้งสองกรณี คือ
การเอาเศษลูกโป่งมายืดออกไว้ที่ริมฝีปากและเป่า ในจังหวะหายใจเข้า
เศษลูกโป่งอาจจะถูกดูดเข้าไปในปากและสำลักลงหลอดลมหรือการเอาเศษลูกโป่งอมเคี้ยวในปาก
การอุดตันทางเดินหายใจทำให้สมองขาดออกซิเจน มีเวลาช่วยเหลือเพียง 4-5 นาที
การสำลักลูกโป่งลงไปในท่อหลอดลมแล้วคงไม่ง่ายนักที่จะทำให้มันหลุดออกมา
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องตระหนักระวัง ดูแลเจ้าตัวน้อยให้ดี และสอนเจ้าหนูให้มีพฤติกรรมที่ปลอดภัยดังนี้
1. ไม่อนุญาตให้เด็กๆ อายุน้อยกว่า 8 ปี เล่นลูกโป่งที่ยังไม่เป่า
2. ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนเป่าลูกโป่งให้เด็กๆ ที่อายุน้อยกว่า 8 ปีเท่านั้น
3. ห้าม!
เด็กอมลูกโป่งเข้าปาก
4. ลูกโป่งที่แตกแล้ว ต้องเก็บเศษลูกโป่งให้หมดทันที อย่าให้เด็กเล่น โดยเด็ดขาด
5. เด็กที่เล่นลูกโป่งที่เป่าลมแล้วต้องมีผู้ใหญ่เฝ้าดูอยู่ใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เล่นตามลำพัง
6. แขวนลูกโป่งให้สูง อย่าให้เด็กหยิบถึงได้เอง
7. สอนเด็ก อย่าให้เล่นลูกโป่งใกล้หน้า ใกล้ตา เพราะหากเกิดการแตกแรงระเบิดจะเป็นอันตรายต่อใบหน้าและตาได้
ซึ่งการที่จะทำให้พ่อแม่รับรู้ความเสี่ยงได้นั้นผู้ผลิตต้องมีบทบาท ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว
ผู้ผลิตจะต้องมีคำเตือนบนถุงลูกโป่งเสมอ ว่าให้ระวังเรื่องดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
การปฏิบัติการขจัดสิ่งแปลกปลอม ออกจากหลอดลม
การช่วยเหลือเบื้องต้นในเด็กที่มีการอุดตันทางเดินหายใจเป็นสิ่งที่สำคัญ
เนื่องจากเวลาที่จะช่วยกู้มิให้สมองตายนั้นมีเพียง 4 นาที ถ้าลูกโป่งอุดตันหลอดลมแบบสมบูรณ์
ไม่มีทางที่อากาศจะเข้าไปได้ ดังนั้นจะไม่มีหน่วยฉุกเฉินใดช่วยได้ทันเวลา
ผู้ดูแลเด็กจึงต้องมีความสามารถในการปฏิบัติการขจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอดลม
เด็กที่สำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในทางเดินหายใจจะเกิดอาการฉับพลันทันที คือมีอาการไอติดๆ กัน
ขย้อน หายใจเสียงดัง ต่อมามีอาการเสียงแหบ เขียว และหมดสติ
การช่วยเหลือให้แบ่งแยกออกเป็นเด็กเล็กน้อยกว่า 1 ปี และเด็กที่โตกว่า 1 ปี ในกรณีที่เด็กยังรู้สึกตัวดี
หายใจได้ไม่ลำบาก เพียงแต่มีอาการไอ และมีประวัติสงสัยสำลักให้พาไปโรงพยาบาล ในเด็กโตพอที่จะพูดรู้เรื่อง
ผู้ช่วยเหลือควรพยายามให้เด็กไอแรงๆ บ่อยๆ แต่ถ้าเด็กมีอาการบ่งบอกถึงการอุดตันทางเดินหายใจ เช่น
หายใจดัง หายใจลำบาก อึดอัดหรือเขียว ผู้ช่วยเหลือต้องพยายามหาทางแก้ไขภาวะทางเดินหายใจอุดตันนี้
a, b >> ท่าช่วยเหลือที่ใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี คือท่าเคาะหลัง 5 ครั้ง
สลับกับการกดหน้าอก 5 ครั้ง
c >> ท่าที่ใช้สำหรับเด็กอายุมากกว่า 1 ปี คือท่ากดท้องโดยผู้ช่วยเหลือยืนด้านหลัง
หรือหากผู้ป่วยหมดสติจะจัดให้อยู่ในท่านอนราบ แล้วผู้ช่วยเหลือจะนั่งคร่อมและกดบนตำแหน่งใต้ลิ้นปี่
ความสามารถในการปฐมพยาบาลและการปฏิบัติการกู้ชีพเบื้องต้นนี้
จะต้องเป็นความรู้ที่ทุกครอบครัวจะต้องทำได้ ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้ในหมู่บุคลากรทางการแพทย์
พ่อแม่ที่สนใจเข้ารับการอบรมการปฐมพยาบาลและการปฏิบัติการกู้ชีพในเด็ก
ขอเชิญติดต่อศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี หมายเลขโทรศัพท์ 0 2201 2382
เพื่อลงชื่อไว้ก่อนครับ ทางศูนย์ร่วมกับทางคณะพยาบาลศาสตร์ และเครือข่ายเด็กไทยปลอดภัยซึ่งสนับสนุนโดย
สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งบริษัทแปลนฯ ก็ได้ร่วมในเครือข่าวนี้ด้วย ได้จัดการอบรมมาแล้ว 2 ครั้ง
ครั้งที่ 3 คงจะเร็วๆ นี้ครับ ขณะนี้การอบรมแต่ละครั้งไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
และอนาคตอันใกล้นี้โครงการพัฒนาระบบสุขภาพยามฉุกเฉิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สนับสนุนโดย สสส.
คงมาทำให้เกิดการอบรมในวงกว้างมากยิ่งขึ้นครับ
สุดท้ายก็ขอฝากไว้ว่า สนุกสนนาแล้วอย่าลืมระวังความปลอดภัยกันให้ดีนะครับ
เอาละครับก่อนจากกันวันนี้ ขออวยพรแบบหมอๆ ให้คุณพ่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อยสุขภาพแข็งแรง ตลอดปีนี้และปีต่อๆ ไปครับ
(update 10 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 252 มกราคม 2547 ]
|