ท้องถนน หยุดอันตรายให้ลูกเถอะ


ทุกปีคนไทยราวหนึ่งหมื่นห้าพันคนต้องจบชีวิตลงบนท้องถนน !
ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ประมาณ 1,000 คน
การศึกษาในต่างจังหวัดพบว่าเด็กขับขี่ หรือโดยสารมอเตอร์ไซค์มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต
แต่การศึกษาในกรุงเทพมหานครพบว่าร้อยละ 60 ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเกิดจากการถูกรถชน ซึ่งมากกว่าการโดยสารและการขับขี่


กรณีศึกษา : ตัวอย่างเหตุการณ์

น้องเอ เพิ่งจะอายุได้เพียง 1 ปี 6 เดือน นั่งเล่นทรายที่หน้าบ้าน ถนนหน้าบ้านเป็นถนนถอยหลังจากถนนใหญ่ซึ่งอยู่ติดกับถนนในซอยนี้เข้ามาจอดหน้าบ้าน แล้วคนขับรถก็ไปทำธุระ ครู่ต่อมาคนขับเดินขึ้นรถ สตาร์ทรถขับถอยหลังมาทับศีรษะน้องเอเสียชีวิตทันที

น้องใหม่ อายุ 2 ปี แม่และพ่อได้พามานั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ริมถนน เมื่ออิ่มกันเรียบร้อยแล้ว คุณแม่ได้ไปเข้าห้องน้ำในร้าน เมื่อออกจากห้องน้ำและกำลังเดินกลับมาที่โต๊ะ ต่อหน้าต่อตานั้นเองคุณแม่เห็นน้องใหม่ก้าวลงจากเก้าอี้เดินไปที่ริมถนน คุณแม่จะตะโกนเรียกอย่างไร น้องใหม่ก็ไม่หยุด ทันใดนั้นเองน้องใหม่ได้วิ่งหลุดไปที่นอกถนน ซึ่งขณะนั้นมีรถเมล์วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ชนอย่างแรง น้องใหม่เข้าไปใต้ท้องรถ และถูกล้อหลังทับที่ศีรษะ

แม่น้องก้อย เดินเข้าไปในบ้าน ขณะที่น้องก้อยกำลังขี่ๆ ไถๆ จักรยานสามล้อเล่นอยู่ที่หน้าบ้านกับเพื่อนอีก 2 คน ขณะนั้นมีรถกระบะบรรทุกเหล็กถอยหลังเข้าไป เมื่อขนเหล็กลงมาหมดแล้ว คนขับรถได้เข้าไปในรถและสตาร์ทรถออกมาอย่างเร่งรีบ จึงไม่ได้มองให้ดี ขณะที่เลี้ยวซ้ายล้อรถข้างซ้ายได้ทับน้องก้อยพร้อมจักรยาน ส่วนเด็กอีก 2 คนวิ่งหนีได้ทัน

น้องอินตา อายุ 5 ปี 2 เดือน เดินจากบ้านตัวเองไปหาป้าซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนักในหมู่บ้านเดียวกัน หมู่บ้านเพิ่งจะได้รับการปรับปรุงพื้นผิวถนนให้กว้างขึ้น ถนนใหม่กว้างติดรั้วบ้านไม่เหลือทางเท้าให้คนเดิน ก่อนนี้อินตาเคยเดินระหว่างบ้านเป็นประจำ พ่อแม่ก็ไม่คิดว่าสภาพแวดล้อมใหม่นี้จะเพิ่มความเสี่ยงอะไร ขณะที่อินตาเดินอยู่บนขอบถนนอยู่นั้น มีมอเตอร์ไซค์ 2 คันขับคู่กันมาด้วยความเร็ว ไม่ทราบว่าเสียหลักอย่างไร มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งได้เข้ามาเฉี่ยวชนเด็กลอยขึ้นไป ตกลงมาศีรษะกระแทกพื้น

น้ององุ่น อายุ 2 ปี 10 เดือน แม่พาข้ามถนนเพื่อซื้อลูกโป่ง องุ่นยืนอยู่ทางซ้ายมือของแม่ที่ริมถนนเพื่อที่จะรอข้ามมีรถยนต์ขับมาและจอดรถให้ข้าม แต่มีมอเตอร์ไซค์ขับหลบรถยนต์มาทางซ้ายชนที่ศอกขวาของแม่ และชนองุ่นกระเดินไปประมาณ 5-6 เมตร (คนขับและคนซ้อนเมาหล้า) องุ่นเสียชีวิตหลังจากนั้นอีก 3 วัน จากภาวะเลือดออกในสมอง


การศึกษาวิจัยเด็กถูกรถชนเสียชีวิตในกรุงเทพมหานครของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็กคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า สามารถแบ่งออกตามเหตุการณ์การเกิดได้เป็น 4 แบบคือ
ชนิดที่ 1 เกิดในเด็กเล็กขณะเล่นอยู่ใกล้ถนน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการใช้ถนนเพื่อการเดินทาง (ร้อยละ 15 ของการตายในคนเดินถนน) : ผู้ตายเป็นเด็กเล็ก นั่งหรือเดินเล่นใกล้ถนน ส่วนใหญ่อยู่หน้าบ้านหรือในละแวกบ้าน มีผู้ดูแลตั้งใจที่จะดูแลใกล้ชิด แต่ผู้ดูแลเผลอชั่วขณะเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ เช่น กรณีน้องเอ น้องก้อย เป็นต้น

ชนิดที่ 2 ถูกชนขณะอยู่บนทางเท้า หรือเดินขอบถนน เด็กมีวัตถุประสงค์ที่จะใช้ถนนเพื่อการเดินทาง (ร้อยละ 33) : กรณีนี้อาจเกี่ยวข้องกับความบกพร่องของผู้ขับขี่ หรือเกี่ยวข้องกับการออกแบบทางเท้าที่แคบ หรือการสร้างถนนชุมชน โดยที่ไม่มีทางเท้าเลย

ชนิดที่ 3 เด็กพุ่งออกสู่ถนนเกินความคาดหมาย (dart out) (ร้อยละ 40 ของการตายในเด็กเดินถนน อายุของเด็กอยู่ระหว่าง 2-9 ปี) : บางกรณีมีผู้ดูแลอยู่ใกล้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้ดูแลเด็กไม่คิดว่าเด็กจะวิ่งออกสู่ถนนอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถหยุดรถในระยะกระชั้นชิด บางครั้งผู้ขับขี่เห็นเด็กตั้งแต่ยืนอยู่ขอบถนนแล้ว แต่ไม่คิดว่าเด็กจะพุ่งออกสู่ถนน เช่น ในกรณีน้องใหม่

ชนิดที่ 4 ถูกชนขณะข้ามถนน (ร้อยละ 13) : กรณีนี้อาจเกิดได้จากการขาดทักษะในการข้ามถนนของเด็กเอง หรือเกิดจากความบกพร่องของผู้ขับขี่ เช่น กรณีน้ององุ่น ซึ่งข้ามกับผู้ใหญ่ บนทางข้าม โดยมีรถคันหนึ่งจอดให้ข้าม แต่ขณะข้ามมีรถอีกคันหนึ่งแซงขึ้นมาชน
เหตุการณ์ทั้ง 4 แบบนี้ น่าจะป้องกันได้ บางอย่างป้องกันได้ในระดับครอบครัว การดูแลเด็ก การสอนเด็ก แต่บางอย่างต้องอาศัยความร่วมมือกันของชุมชนและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของผู้ขับขี่ และการออกแบบทางเท้าในชุมชน หมู่บ้าน


จากเหตุการณ์หวาดเสียว สถิติและงานวิจัยที่เล่ามานี้จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาคุยกันถึงเรื่องการป้องกัน และการสอนการฝึกเด็กๆ เพื่อการใช้ถนนให้ปลอดภัย
1. คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กควรเตรียมพื้นที่เล่นของเด็กให้ปลอดภัย อยู่ห่างไกลพื้นผิวถนน มีรั้วกั้น ไม่ให้เด็กวิ่งทะลุออกไปได้

2. คิดอยู่เสมอว่าเด็กเล็ก ตัวเตี้ยกว่ากระจกหลัง กระจกข้าง ผู้ขับขี่ทุกคนแม้แต่จะเป็นคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องระวังในการถอยหลัง หรือเลี้ยวออกจากบ้าน ห้างสรรพสินค้า ที่จอดรถ ท่านอาจทับเด็กซึ่งมองไม่เห็นจากกระจกทุกด้านได้ และเด็กคนนั้นอาจเป็นลูกของเราเอง

3. หากคุณพ่อคุณแม่ขับรถส่งลูกไปโรงเรียน ระหว่างทางควรใช้เวลาชี้ชวนลูกดูถนนหนทาง และชวนลูกคุยเรื่องความปลอดภัยในการข้ามถนน กฎจราจร (แต่ระวังอย่าจ้ำจี้จ้ำไชลูกจนเบื่อหน่าย หรือหวาดกลัวจนเกินเหตุ !) หากขณะนั้นพบเหตุการณ์ใดๆ พอเป็นตัวอย่าง ก็ยกมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เช่น คนที่ไม่ยอมข้ามถนนทางม้าลาย สะพานลอย นักเรียนที่ไม่ยอมเดินบนฟุตบาท แถวหยอกล้อกันบนถนน คนที่ข้ามถนนด้วยการวิ่ง คนที่ลุกลี้ลุกลนจะข้ามถนนในขณะสัญญาณไฟเขียวให้รถไป รถมอเตอร์ไซค์ที่แซงซ้ายป่ายขวา ฯลฯ
สำหรับเด็กเล็กๆ 3-4 ขวบ ก็สอนให้รู้จักสะพานลอย ทางม้าลาย สัญญาณไฟจราจร เพื่อให้เด็กคุ้นเคย

4. หากลูกอายุน้อยกว่า 10 ปี สอนลูกให้ข้ามถนนพร้อมผู้ใหญ่เสมอ หรือใช้สะพานลอย หรือข้ามทางม้าลายที่มีตำรวจดูแลอยู่ แม้ว่าจะเสียเวลาสักหน่อย แต่ขอให้คิดถึงความปลอดภัยไว้เป็นประการแรก เด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี พัฒนาการในการกะระยะ ความสามารถในการมองเชิงมิติ การมองรอบทิศทาง ความรับรู้สิ่งเคลื่อนไหวด้านข้าง การตัดสินใจ ยังไม่พร้อมที่จะข้ามถนนด้วยตนเอง

5. ในเด็กโตกว่า 10 ปี เช่น ป.5 ป.6 สอนลูกว่าเมื่อจะข้ามถนนทุกครั้ง ไม่ว่าถนนเล็กหรือใหญ่ ต้องหยุดที่ขอบถนนก่อน ยกมือขวาขึ้น เพื่อให้ผู้ขับมองเห็นชัดเจนว่ากำลังจะข้ามถนน มองซ้ายและมองขวา (ไม่ใช่มองซ้ายหรือมองขวา !) เพื่อดูว่ามีรถมาหรือเปล่า ต้องปฏิบัติอย่างนี้ให้เคยชินในทุกเวลาที่ข้ามถนน เพราะปรากฏว่ายังมีเด็กอีกหลายคน วิ่งจู๊ดข้ามถนนทันทีที่เห็นเพื่อน หรือวิ่งไล่เก็บลูกฟุตบอล

6. ไฟแดง-หยุด ไฟเหลือง-เตรียมตัว ไฟเขียว-ไปได้ สัญญาณไฟจราจร 3 สี ที่เด็กนักเรียนทุกคนย่อมจำได้อยู่แล้ว ขอเพียงอย่าสับสีจนสับสน และเวลาข้ามถนนก็อย่ามองเสาสัญญาณผิดอัน ! ดูให้แน่ใจว่าเป็นสัญญาณไฟของรถยนต์หรือของคนข้ามถนน ! (ไฟสัญญาณให้คนข้ามจะอยู่ตรงหน้าคนข้าม และไฟสัญญาณขึ้นจะเห็นรูปคนเป็นสัญลักษณ์) แต่แม้ว่าจะมีทางม้าลายหรือมีไฟให้คนข้ามครบถ้วนก็ยังไม่ควรประมาท เพราะรถที่วิ่งฝ่าไฟแดง หรือฝ่าทางม้าลายทั้งๆ ที่มีคนกำลังข้ามก็มักเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรไว้วางใจ 100% ต้องดูให้แน่ใจว่า รถคันนั้นชะลอลงมาและจะหยุดจริงๆ

7. สอนลูกว่าก่อนจะข้ามถนน หากด้านขวามีรถที่จอดนิ่งอยู่ (โดยเฉพาะรถคันโตๆ) ก่อนจะข้ามชะเง้อมองก่อนว่าไม่มีรถ (โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์) วิ่งมาด้านขวา เพราะเจ้าของรถคันที่จอดนิ่งอยู่นั้น มักจะบังสายตาของรถที่วิ่งฉิวมา จนคนขับบางคนไม่ระวังเลยว่าจะมีคนเดินโผล่ออกมา

8. สอนลูกว่าการเดินข้ามถนน คือช่วงเวลาแห่งการใช้สติ และมีสติพอสมควร ดังนั้นจึงไม่ควรเหม่อลอย ล้วงแคะแกะเกา หรือหยิบของ เช่น ขนม สมุดโน๊ต เงิน ฯลฯ ขึ้นมาดู (ที่เคยเห็นมาจริงๆ ก็คือเดินอ่านหนังสือข้ามถนนเฉยเลย !)

9. สอนลูกว่าระหว่างการเดินทางข้ามถนนอยู่นั้น หากบรรดาสมบัติส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นเงิน (เหรียญ แบงก์) กระเป๋าสตางค์ กิฟต์ติดผม สมุด ดินสอ หล่นลงกับพื้นถนน ไม่ต้องก้มหา ไม่ต้องเก็บให้เดิมข้ามถนนต่อไปให้ปลอดภัย (รักษาชีวิตไว้ก่อน)

10. การยืนรอเพื่อข้ามถนน เราจะไม่ยืนบนพื้นผิวกลางถนน แต่จะยืนบนฟุตบาท หรือเกาะกลางถนน

11. สอนลูกว่าให้เดินบนฟุตบาทเสมอ อย่าเดินริมขอบถนน เพราะเสี่ยงที่จะโดนรถชนหรือเฉี่ยว (แต่เท่าที่เคยเห็นอยู่เสมอก็คือหลังเวลาเลิกเรียนจะพบเด็กนักเรียนมัธยมเดินเรียงแถวหน้ากระดานเรียง 4 โดย 2 คน เดินบนฟุตบาท และอีก 2 คนเดินบนถนน แถมบางครั้งก็เห็นหยอกล้อตบหัวกันเล่นซะอีก !)

12. โดยสามัญสำนึกยามข้ามถนน ผู้ใหญ่ควรจูงมือเด็ก แต่ก็มีหลายท่านที่ปล่อยให้เด็กเดินจูงมือเรา ซึ่งเสี่ยงเกินไปเพราะเด็กจะปล่อยมือเราได้เสมอ ไม่ว่าเป็นเพราะตกใจหรือพบสิ่งน่าสนใจอื่นๆ และอย่าลืมอีกข้อหนึ่งก็คือ การจูงมือเด็กนั้น เราควรอยู่ด้านที่รถวิ่งมานะครับ

13. ข้อที่ควรห้ามเด็ดขาดก็คืออย่าตะโกนเรียกผู้ที่กำลังข้ามถนน ลองคิดดูก็แล้วกันว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเขาหยุดเดินกึก และหันมากะทันหัน ในขณะที่รถกำลังพุ่งเข้ามา

14. สอนลูกว่าเมื่อนั่งรถ ก่อนจะลงนั้นให้รถจอดสนิทก่อนจึงค่อยเปิดประตูแล้วค่อยๆ ก้าวลง และจะไม่ลงรถด้านขวา ซึ่งจะมีรถวิ่งแซงวิ่งผ่านเสมอ
หรือแม้แต่ก่อนจะเปิดประตูรถด้านซ้าย ก็ควรหันมองก่อนว่ามีรถแซงหรือวิ่งมาทางด้านซ้ายหรือไม่ (โดยมากเป็นมอเตอร์ไซต์ซึ่งบางคนมักง่ายไม่ยอมทำตามกฎกติกา)

สุดท้ายต้องขออ้อนวอนบรรดาท่านผู้ขับขี่รถทุกท่าน กรุณาใช้ความระมัดระวังให้มาก ให้มีสติ มีสมาธิทุกครั้งที่นั่งหลังพวงมาลัย พร้อมทั้งโปรดมีน้ำใจ และเอื้อเฟื้อต่อคนข้ามถนน

ในขณะเดียวกันคนที่ข้ามถนน ก็อย่าลืมส่งยิ้มและขอบคุณ ผู้ที่หยุดรถให้เราข้าม
เพื่อที่สังคมของเราจะยังคงเป็นสังคมที่สงบเย็น มีเมตตา เอื้ออาทรต่อกัน และยังเป็น... ไทยแลนด์ แดนสไมล์... ตลอดไป...


(update 9 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูกปีที่ 21 ฉบับที่ 248 กันยายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600