การคุมกำเนิดฉุกเฉินมีหลายแบบดังบทความเรื่องยาคุมฉุกเฉินในหมวดการคุมกำเนิด
เมื่อปีที่แล้ว เดือนพฤศจิกายน 25003 ได้มีการประชุมสูตินรีแพทย์ทั่วโลก ที่เมือง Santiago
ประเทศ Chili มีแพทย์ไทยไปประชุมหลายท่าน หนึ่งในนั้นคือนายแพทย์สุวชัย อินทรประเสริฐ
ท่านได้กรุณาเล่าเกี่ยวกับความก้าวหน้าของยาคุมฉุกเฉินที่มีการประชุมที่นั่นซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
เรื่องแรกที่ได้มีการพูดถึงคือเรื่องการคุมเนิดแบบฉุกเฉิน (Emergency Contraception)
ประเทศทางด้านยุโรปมีความก้าวหน้าไปมาก มีการยอมรับ RU 486 (Mifepristol)
ใช้ร่วมกับยาในกลุ่ม prostaglandin ในการยุติการตั้งครรภ์ มีรายงานว่าได้ผลดีมาก
และมีการยอมรับกันมากขึ้น
ส่วนเรื่องยาคุมฉุกเฉินนั้น Dr. J.J. Espinos จาก Spain
ได้บรรยายว่ายาคุมฉุกเฉินที่ใช้กันมาก 2 วิธีคือ high dose progestogen
ได้แก่ levonorgestrel (LNG) ขนาด 750 ไมโครกรัม (* ชื่อการค้าในเมืองไทย
คือ postinor และ madonna) รับประทาน 2 เม็ดโดยใช้ครั้งละเม็ด ห่างกัน 12 ชั่วโมง
เม็ดแรกเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และอีกวิธีคือ Yuzpy regimen
ซึ่งใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มี ethinylestradiol 50 ไมโครกรัม
ร่วมกับ levonorgestrel 250 ไมโครกรัม หรือ norgestrel 500 ไมโครกรัม
รับประทานภายหลังร่วมเพศไม่เกิน 72 ชั่วโมง ครั้งแรก 2 เม็ด
และอีก 12 ชั่วโมงต่อมาให้อีก 2 เม็ด
ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินจะคิดเป็นร้อยละ ไม่ได้คิดเป็น 100 women-years
อย่างวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ การหาประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด
ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก (placebo) เหมือนการทดลองการคุมกำเนิดอื่นๆ
การหาประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินนั้นคิดจากจำนวนตั้งครรภ์เมื่อเปรียบเทียบกับโอกาสตั้งครรภ์
(expected pregnancy) ยกตัวอย่าง ยาคุมฉุกเฉินชนิดหนึ่งป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 75 % ไม่ได้แปลว่า
ถ้าใช้วิธีนี้แล้วจะเกิดการตั้งครรภ์ 25 % (ซึ่งเป็น%ที่สูงมาก) แต่การคิดนั้นคิดจากว่า
ถ้าไม่มีการคุมกำเนิดในช่วงนั้นในคู่ร่วมเพศ 100 ครั้ง จะมีโอกาสตั้งครรภ์เท่าไหร่
โดยทั่วไปก็ประมาณร้อยละ 8 ดังนั้น 75 % ของ 8 ก็เท่ากับ 6 = 2 %
ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินขึ้นกับชนิดของฮอร์โมนและระยะเวลาตั้งแต่ร่วมเพศจนถึงเวลาเริ่มกินยา
กลุ่มที่ใช้ high dose progestogen (postinor, madonna) จะมีประสิทธิภาพสูงกว่ากลุ่มที่ใช้ Yuzpy regimen
ถ้าเริ่มให้ยาในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังร่วมเพศ อัตราล้มเหลว(ไม่ได้ผล)จะต่ำกว่าใช้ยาในชั่วโมงที่ 49-72 (วันที่ 3)
วิทยากรท่านต่อมาคือ Pak Chung Ho จากฮ่องกง ท่านผู้นี้ศึกษาเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินมามาก
และมีผลงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย ท่านได้บรรยายว่า Yuzpy regimen นั้น
สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 74 %ของโอกาสการตั้งครรภ์ (expected pregnancy)
แต่จะเกิดอาการแทรกซ้อน คือ คลื่นไส้อาเจียนมาก จากการศึกษาช่วงหลังๆพบว่า
การให้ levonorgestrel (LNG) ในปริมาณสูงๆและการใช้ mifepristol (RU 486)
จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูงถึง 85 % และอาการแทรกซ้อนน้อยกว่า Yuzpy regimen อย่างชัดเจน
การศึกษาแบบหลายศูนย์ (multicenter)โดยองค์การอนามัยโลกพบว่า การใช้ LNG 1.5 มิลลิกรัม
(750 ไมโครกรัม 2 เม็ด)ครั้งเดียว จะได้ผลเท่ากับการใช้ 750 ไมโครกรัม 1 เม็ด ห่างกัน 12 ชั่วโมง
ส่วน mifepristol (RU 486)นั้น ได้มีการทดลองลดขนาดยาลง จาก 600 มิลลิกรัมเหลือเพียง 10 มิลลิกรัม
ก็พบว่าได้ผลดีพอๆกับการใช้ LNG ขนาดสูง คือป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 85 % ท่านได้ให้ข้อสังเกตว่า
ถ้ามีการร่วมเพศซ้ำอีก ประสิทธิภาพของการป้องกันการตั้งครรภ์จะลดลง
ในกรณีเช่นนี้ท่านแนะนำให้ใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (copper IUD) น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพราะนอกจากจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูงถึง 90 %แล้ว ยังสามารถคุมกำเนิดต่อไปในระยะยาวได้
ยกเว้นในรายที่มีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานหรือที่ปีกมดลูก ก็ไม่ควรใช่ห่วงอนามัย
ต่อข้อสงสัยที่ว่า การใช้ LNG ในขนาดสูงหรือ Yuzpy regimen มีกลไกการป้องการการตั้งครรภ์อย่างไร
ในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ H.B. Croxatto จาก Chili ผู้ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ไว้มาก
กล่าวว่าในอดีตหรือในหลายๆประเทศคิดว่ายาดังกล่าว เป็นการทำแท้งจึงไม่อนุญาตให้ใช้
แต่ก็พบแล้วว่า การใช้ยาดังกล่าวไม่ใช่การทำแท้ง เพราะยังไม่ตั้งครรภ์(ยังไม่มีฮอร์โมน เบต้า HCG)
และในกรณีที่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ยานี้ก็ไม่ได้ผล คือไม่ทำให้มีการแท้งเกิดขึ้น
อีกทั้งยังไม่พบว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวอ่อน (* ถ้ากินไปแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา
ก็ไม่ต้องมาถามว่ามีผลกับเด็กไหม) ท่านได้ศึกษาในทางคลินิกร่วมกับการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า
LNG ทำให้การเคลื่อนไหวของ sperm ในระบบสืบพันธุ์สตรีเปลี่ยนไป จึงไม่เกิดการปฏิสนธิ
และถ้าได้กินยานี้ก่อนมีการตกไข่ ตัวยาก็จะไปยับยั้งไม่ให้ไข่ตกด้วย
หรือมีผลให้การทำงานของรังไข่เปลี่ยนไปจนป้องกันการตั้งครรภ์ได้ จากการศึกษาพบว่า
ยานี้ไม่มีผลกับเยื่อบุโพรงมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
ดังนั้นถ้าให้ยาช้าก็อาจตั้งครรภ์ได้
ผลกระทบต่อสังคมและสุขภาพของการนำยาคุมฉุกเฉินมาให้บริการนั้น Dr. D.A Grimes
แห่ง Family Health International จากสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า ผลกระทบมากที่สุดก็คือ
การป้องกันการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม การใช้ห่วงอนามัย (copper IUD)
เป็นการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินในบางประเทศจะมีผลกระทบต่ออัตราการเกิดในระดับชาติอย่างเห็นได้ชัด
ท่านได้ยกตัวอย่างตัวเลขในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 2000 การใช้การคุมกำเนิดแบบนี้
สามารถลดการทำแท้ง(Induce abortion)ได้ 51,000 ราย
การคุมกำเนิดฉุกเฉินไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ อาการแทรกซ้อนมีน้อยและเป็นแค่ชั่วคราว
ไม่เคยมีรายงานว่ามีใครใช้แล้วเกิดอันตรายรุนแรงหรือเสียชีวิตเลย
การศึกษาในหลายประเทศพบว่าการให้บริการคุมกำเนิดฉุกเฉิน
ไม่ทำให้บริการคุมกำเนิดแบบปกติลดลง ในทางกลับกันจะช่วยเสริมบริการคุมกำเนิดแบบปกติ
ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกด้วยในกรณีถุงยางอนามัยรั่วหรือแตก หรือลืมไปฉีดยาคุมกำเนิด
หรือลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด 2 - 3 วันเป็นต้น นอกจากนี้การใช้ยาคุมฉุกเฉิน
ยังไม่มีข้อห้ามที่สำคัญและไม่มีปฏิกิรยายาตีกันแบบยาคุมปกติ
สุดท้าย ศาสตราจารย์ H. Van Hertzen จากองค์การอนามัยโลก
ได้มาสรุปถึงประสิทธิภาพของวิธีคุมกำเนิดฉุกเฉินที่ได้พัฒนามาจนปัจจุบัน LNG 750 ไมโครกรัม 1 เม็ด
ห่างกัน 12 ชั่วโมง หรือ 2 เม็ดรับประทานครั้งเดียวก็ได้ผลดีใกล้เคียงกัน
รวมทั้งการลดขนาดยา mifepriron (RU486) จาก 600 เหลือ 50, 25 หรือ 10 มิลลิกรัม
ก็ได้ผลดีเท่าๆกับยาขนาดสูง และผลแทรกซ้อนก็น้อยกว่า รวมทั้งปัจจุบันได้ขยายเวลาจาก 72 ชั่วโมง
ไปเป็น 120 ชั่วโมง ซึ่งพบว่าอัตราการตั้งครรภ์หรือความล้มเหลวเพิ่มขึ้นกว่าให้ใน 72 ชั่วโมงอีกเล็กน้อย
แต่มีประโยชน์และยังแนะนำให้ใช้ถ้ามีข้อห้ามในการใช้ห่วงอนามัย
(update 16 มิถุนายน 2004)
|