เพื่อประหยัดเนื้อที่และไม่เยิ่นเย้อ ขอแนะนำให้รู้จักกับวิธีการคุมกำเนิดมาตรฐานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง
เรียงตามลำดับไปเลยจะดีกว่า...
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวม
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดนี้ ก็เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดในแผงที่จำหน่ายกันทั่วไปตามร้านขายยา
และสามารถที่จะไปรับบริการจากสถานบริการทางสาธารณสุขของทางราชการ
และตามโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกทั้งหลาย
ยาเม็ดคุมกำเนิดนั้น ได้รับการพัฒนาและมีวิวัฒนาการกันมายาวนาน
ในระยะแรกๆ ที่ยาเม็ดคุมกำเนิดออกมาใช้กันใหม่ๆนั้น ปริมาณของฮอร์โมนในเม็ดยามีค่อนข้างสูง
ทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ได้หลายอย่าง เช่น อ้วน เป็น สิว ฝ้า ฯลฯ หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
แต่ในปัจจุบัน ยาเม็ดคุมกำเนิดได้รับการพัฒนาจนมีปริมาณฮอร์โมนในเม็ดยา มีขนาดต่ำมาก
จนอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ดังกล่าวหายไปหมดแล้ว หรือเกือบหมด
ต้องบอกว่าเกือบหมด ก็เพราะผู้หญิงบางคนอาจจะไวต่อฮอร์โมนเพศในยาเม็ดคุมกำเนิด
ทำให้ยังคงเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ตามมา
คำว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมนั้น เป็นคำเรียกหาที่ตรงกับความเป็นจริง
เพราะในยาเม็ดคุมกำเนิดแต่ละเม็ดนั้น จะมีฮอร์โมน 2 ตัวรวมกันอยู่ คือฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า
เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ในปริมาณเท่ากันทุกเม็ดในแผง 21 เม็ด
แต่ในชนิดแผง 28 เม็ดนั้น จะมีอีก 7 เม็ดเป็นวิตามิน เหตุผลที่เติมเข้าไปอีก 7 เม็ด
ก็เพื่อความสะดวกในการรับประทาน กล่าวคือ สามารถที่จะรับประทานต่อเนื่องได้ตลอดเวลา
ไม่ต้องหยุดรอประจำเดือนมาแล้วค่อยเริ่มแผงใหม่ เหมือนชนิดแผง 21 เม็ด
ขอไม่กล่าวถึงวิธีการรับประทานก็แล้วกัน เพราะในฉลากกำกับยาเม็ดคุมกำเนิดแต่ละชนิด
ก็มีการแจกแจงในรายละเอียดดีอยู่แล้ว
เพียงแต่จะทำความเข้าใจกับคุณผู้หญิงถึงกลไกในการออกฤทธิ์คุมกำเนิดของยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม
ที่ใช้กันในปัจจุบันว่า การที่ยาเม็ดคุมกำเนิดสามารถป้องกันการตั้งครรถ์ได้ ก็เนื่องมาจาก
- ฮอร์โมนในยาเม็ดคุมกำเนิดนั้น มีปริมาณสม่ำเสมอเท่ากันทุกเม็ด
จึงมีระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายสม่ำเสมอตลอดเดือน ทำให้มีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่จากรังไข่
เมื่อไม่มีการตกไข่เสียแล้ว การตั้งครรภ์ก็ไม่เกิดขึ้น
- ฮอร์โมนในเม็ดยาคุมกำเนิดเนื่องจากมีปริมาณต่ำ จึงไม่กระตุ้นการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูก
ทำให้ไม่หนาตัวพอที่จะเป็นที่ฝังตัวของตัวอ่อน ถึงแม้ว่าจะหลงตกไข่ออกมาผสมกับตัวอสุจิเป็นตัวอ่อน
โอกาสที่จะฝังตัวเจริญเติบโตก็น้อย
- นอกจากนี้ ยังทำให้มูกของปากมดลูกข้น โอกาสที่ตัวอสุจิจะว่ายผ่านเข้าไปในมดลูกยากขึ้น
เรียกว่าเป็นความปลอดภัยถึง 3 ชั้นทีเดียว!!
แต่สิ่งที่ต้องจำเอาไว้ก็คือ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมในปัจจุบันนี้นั้น มีปริมาณฮอร์โมนต่ำ
จึงมีเพียงพอที่จะคุมกำเนิดได้ โดยไม่ควรลืมรับประทาน!
เพราะถ้าลืมไป โอกาสเกิดการตั้งครรภ์ก็จะมีขึ้นได้... ไม่ต้องตกใจว่าถ้าเกิดการตั้งครรภ์แล้ว
ลูกที่เกิดมาจะเป็นอะไรไป เนื่องจากข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มีปริมาณฮอร์โมนต่ำรุ่นใหม่ๆ นี้
จะไม่เป็นอันตรายกับทารกถ้าเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น
ไม่เหมือนยาเม็ดคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ ซึ่งมีปริมาณฮอร์โมนสูง ชนิดนั้นถ้าพลาดพลั้งตั้งครรภ์ขึ้น
ทารกอาจเกิดความผิดปกติได้
และสำหรับคุณๆ ที่กลัวลืม ทำไมไม่ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดแทนเล่า... ปลอดภัยเช่นกัน
ยาฉีดคุมกำเนิด
เป็นการคุมกำเนิดโดยการฉีดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เรียกว่า
DEPO MEDROXY PROGESTERONE ACETATE ในขนาด 150 มิลลิกรัม
การฉีดยาฉีดคุมกำเนิดแต่ละครั้งจะสามารถคุมกำเนิดไปได้นาน 3 เดือน
โดยฮอร์โมนในยาฉีดคุมกำเนิดนั้น จะออกฤทธิ์คล้ายกับยาเม็ดคุมกำเนิด
แต่จะทำให้ไม่มีประจำเดือน เพราะไม่มีการกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้หนาตัว
และลอกออกมาเป็นประจำเดือนตามรอบเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด
คุณๆ ที่ฉีดยาคุมกำเนิดอยู่แล้วไม่มีประจำเดือนมา ก็ไม่ต้องกลัวเลือดแห้ง
และไม่ต้องกลัวว่าจะมีของเสียงอะไรตกค้างอยู่ในร่างกาย
ดีเสียอีก ไม่มีประจำเดือน... จะไปไหนๆ ก็สบาย ไม่ต้องกังวลใจว่าจะตรงกับวันนั้นของรอบเดือน
ไม่รบกวนความสุขของคุณทั้งสองด้วย ว่าจะมีสัมผัสรักกันในวันไหนๆ
แต่ต้องจำเอาไว้เสมอๆ ว่า ถ้าจะมีบุตรหลังหยุดฉีดยาคุมแล้ว ต้องวางแผนให้ดีๆ
ไม่ใช่หยุดฉีดปุ๊ป ตั้งครรภ์ปั๊ป เหมือนการคุมโดยวิธีรับประทานยาคุมกำเนิด
สำหรับยาฉีดคุมกำเนิดแล้ว หลังครบกำหนดฉีดแล้ว ถ้าคุณคิดจะหยุดคุมกำเนิดก็ไม่ต้องไปฉีดอีก
แต่ส่วนใหญ่แล้วต้องใช้เวลาหลังหยุดฉีดยาคุมกำเนิดประมาณ 3-6 เดือน กว่าจะเกิดการตั้งครรภ์ได้
เพราะจะต้องรอให้รังไข่กลับมาตกไข่ก่อนและเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว จึงจะเริ่มมีการตั้งครรภ์ได้
พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องรอให้มีประจำเดือนมาก่อน จึงจะตั้งครรภ์... บางคนก็เร็วบางคนก็ช้า
แต่ก็กลับมาตั้งครรภ์ใหม่ได้ทุกคนแหละครับ ไม่ต้องกังวลใจอะไรไป
ทีนี้บางคนไม่ค่อยถูกโรคกับยาฉีดคุมกำเนิด ฉีดไปแล้วเกิดมีเลือดออกกะปริบกะปรอยตลอดเดือน
ทำให้เป็นกังวลไปต่างๆนานา ไหนกลัวแฟนจะไม่พอใจเพราะมีอะไรกันไม่ได้ หรือทำให้หมดอารมณ์
บางคนก็กลัวกลายเป็นโน่นเป็นนี่ไปอีก เลยทำให้หมดความสุข
เรื่องแบบนี้ง่ายมาก แค่ปรึกษาคุณหมอ และรับฮอร์โมนมาปรับความสมดุล
ไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นปกติเหมือนเดิม
อาจจะดีกว่าเดิมก็ได้ ใครจะรู้
แต่ถ้าคุณเป็นโรคกลัวเข็ม หรือไม่มีเวลาจะไปหาหมอให้ฉีดยาคุมแล้วละก็
ไปฝังยาคุมกำเนิด... ที่ฝังแต่ละครั้งก็สามาถรคุมกำเนิดไปได้ 3 ปีจะดีกว่า
ยาฝังคุมกำเนิด
เป็นยาคุมกำเนิดที่เป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เช่นเดียวกับยาฉีดคุมกำเนิด
ออกฤทธิ์เหมือนกัน ได้ผลดีเท่าเทียมกัน
สะดวกกว่าตรงที่ไม่ต้องไปฉีดทุกเดือน
เพราะฮอร์โมนที่ใช้ในการคุมกำเนิดชนิดฝังนั้น เขาจะบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกอ่อนเล็กๆ
เพียงหลอดเดียว ซึ่งเมื่อฝังที่ท้องแขนเหนือข้อพับข้อศอกแล้ว ก็จะอยู่ตรงนั้นตลอดไป
แพทย์จะทำการฝังยา 1 หลอดดังกล่าวในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
หลังจากนั้นฮอร์โมนในหลอดยาจะค่อยๆซึมออกวันละเล็กวันละน้อย สม่ำเสมอ
เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์
ฝังครั้งหนึ่งใช้ไปได้ตั้ง 3 ปีทีเดียว ...น่าสนใจสำหรับคนขี้ลืมทั้งหลาย
เมื่อครบกำหนด 3 ปีแล้ว หรืออยากจะตั้งครรภ์ก่อน แค่ไปให้คุณหมอถอดเอาหลอดยาออก ก็เรียบร้อย
การฝังยาและถอดออกดังกล่าวนั้น แค่ฉีดยาชาไม่ให้เจ็บก็ทำได้แล้ว
โดยไม่มีอันตรายอะไรเลย ไม่กี่นาทีก็เรียบร้อย
ใครสนใจก็ไปรับบริการกันเอาเองก็แล้วกัน... ดีแล้วก็ช่วยบอกต่อด้วย
แต่ถ้าอยากหมดห่วงก็ลองใส่ห่วงอนามัยดู
ยาฉีดคุมกำเนิด
จริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้เป็นรูปห่วงอะไรหรอก คำนี้มาจากภาษาอังกฤษว่า IUD
หรือ INTRAUTERINE CONTRACEPTIVE DEVICE เขาออกแบบเป็นรูปตัว T บ้าง
หรือเป็นรูปเหมือนสมอรือบ้าง เพื่อที่เวลาใส่เข้าไปในโพรงมดลูกแล้วจะได้คงอยู่ภายในได้
ไม่ถูกบีบหลุดออกมา
ห่วงอนามัยดังกล่าว มีขนาดเล็กมาก เพื่อที่จะทำให้ไม่เจ็บปวด และใส่ถอดได้ง่าย
จริงๆ นะ เพราะการใส่ห่วงอนามัย 2-3 นาทีก็เสร็จแล้ว หลังใส่เสร็จออกฤทธิ์ในการคุมกำเนิดได้ทันที...
แฮปปี้ดีไหม! ไม่ต้องรอออกฤทธิ์เหมือนยาฉีดเข็มแรก ที่ต้องรอสัก 2 อาทิตย์ เช่นเดียวกับ
ยาคุมกำเนิดแผงแรก
เวลาจะเอาออก ไปหาคุณหมอให้ถอดออกครึ่งนาทีก็เสร็จแล้ว
ไม่ต้องใช้ยาชงยาชาอะไรด้วย
และข่าวลือทั้งหลาย ที่เจ้ากรมข่าวลือปล่อยออกมาว่าใส่ห่วงอนามัยแล้วจะเกิดอาการปวดมดลูก
และปวดประจำเดือน ประจำเดือนออกมาก สามีเจ็บ รับรองได้ว่า ไม่จริง เป็นแต่ข่าวลือ
รักชอบแบบไหน ก็ลองเลือกสักแบบนะครับ... ไม่อย่างนั้น คงต้องพึ่งบริการถุงยางอนามัย!!
(update 16 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา...
เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 610 วันที่ 9 - 15 ก.พ. 2547 ]
|