ถึงเป็นแม่ที่วันๆ ในหัวมีแต่เรื่องลูก ก็ยังต้องเปิดหูเปิดตาคอยติดตามข่าวสารให้ทันโลกอยู่เสมอ
ไม่งั้นตกยุคค่ะ ยุคนี้เป็นโลกของการแข่งขัน อย่างที่ผู้นำของเราชอบย้ำบ่อยๆ
ยิ่งทำให้พ่อแม่ต้องคอยติดตามกระแสด้วยอารมณ์ป่วนปั่นหวั่นไหว
จะเอายังไงดี กระแสแข่งขันมาแรง เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีศรีสังคม
ลูกจะเอาตัวรอดในโลกที่ผู้คนแก่งแย่งแข่งขันแบบนี้มั้ยเนี่ย ?
แล้วก็ยากนะ ที่จะเลี้ยงลูกให้ทั้งเก่ง ดี มีสุข ตัวพ่อแม่เองยังเอาตัวไม่รอด
ตกอยู่ในกระแสแข่งขันอันเชี่ยวกรากเหมือนกัน เกิดอาการวิตกจริต กลัวว่าลูกจะสู้คนอื่นไม่ได้
จะไม่ได้เข้าโรงเรียนดีๆ จะเอนท์ไม่ติด ฯลฯ แล้วก็ไปเร่งเร้าลูกให้ลงสู่ลู่แข่งขันแต่เล็ก
จนลูกคิดเอาชนะคนอื่นตลอดเวลา
นี่ไม่ได้เว่อร์ไปนะคะ อย่าง
เจ้าแจ๊บ เรียนอยู่ ป.6 สอบได้เลยตัวเดียวมาตลอด
มาขอแม่ไปเรียนพิเศษแบบเรียนล่วงหน้า
" เดี๋ยวเรียนในห้องก็เบื่อแย่สิ" แม่ท้วง
" ไม่เบื่อหรอกครับ ใครๆ เขาก็เรียนกัน ห้องเด็กเก่งครูจะสอนเร็วกว่าห้องอื่น"
หรืออย่างตอนคุณยายไม่สบาย ถามหาหลายชายคนโปรด แม่ชวนแจ๊บไปเยี่ยม
" แจ๊บ วันนี้หยุดเรียนไปเยี่ยมคุณยายกันเถอะ คุณยายถามหาแน่ะ"
" ไม่ได้หรอกครับแม่ เดี๋ยวเรียนไม่ทันเพื่อน วันนี้มีวิชาที่ต้องจดเยอะด้วย"
" ขอยืมเพื่อนจดสิลูก เอ๊ดไง
เห็นสนิทกันไม่ใช่เหรอ"
" มันไม่ให้ยืมหรอกแม่ เอ๊ดมันงกเรียนจะตาย แล้วแจ๊บโกรธมันด้วย อุตส่าห์ติวเลขให้
แต่มันดันสอบได้คะแนนมากกว่า"
ฟังคำเจ้าแจ๊บ แม่จะพูดอะไรได้ แม่ได้หน้าได้ตาก็เพราะลูกเรียนเก่ง ครูก็ชื่นชม คนข้างบ้านก็ยกย่องว่าลูกบ้านนี้ดี๊ดี แต่บางครั้งรู้สึกว่ามากไปค่ะเรื่องแข่งขันเนี่ย
แม้แต่ตอนเล่นนายเอ๊ดคู่ขาเล่นเกมโกรธเจ้าแจ๊บไปพักนึง
โทษฐานเพี่อนรักอุบเทคนิคเอาชนะเกม
นี่มันเรื่องเล็กน้อยที่แม่ควรปล่อยวาง หรือว่าควรอธิบายให้เขาเห็นความสำคัญของคำว่า "เพื่อน"
ที่ต้องมีผลัดกันให้ผลัดกันรับ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ และสายสัมพันธ์ในครอบครัว ที่เขามีคุณยายที่รักเขา คิดถึงเขา
ขี้เกียจมาก แม่ก็คิดว่า ช่างมันเถอะ ลูกรักเรียนก็ดีแล้ว ไม่ไปเยี่ยมคุณยาย ไม่มีเพื่อน
ก็ไม่น่าจะมีผลอะไร เรียนเก่งซะอย่าง
แต่เมื่อลงมือคิดอย่างจริงๆ จังๆ ก็ได้คำตอบให้ตัวเองอย่างนี้ค่ะ
จริงอยู่ที่ว่า ลูกเรียนเก่งเป็นสิ่งปรารถนาของพ่อแม่ทุกคน และเป็นพื้นฐานที่ดีที่จะทำให้ลูกมีโอกาสมากกว่าคนอื่น
แต่นั่นจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงหรือเปล่า เป็นเรื่องน่าคิด โลกของการแข่งขันที่ให้คุณค่าชื่อเสียง เงินทอง
มากกว่าคุณงามความดี มิตรภาพ ความซื่อสัตย์จริงใจ มักจะพาพ่อแม่ไขว้เขวในการตั้งเป้าหมายความสำเร็จในชีวิตของลูก
เพราะในโลกของการแข่งขัน เราอาจจะได้คนเก่งที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียง เงินทอง
ประสบความสำเร็จ แม้จะต้องโกง เอาเปรียบคนอื่น ทอดทิ้งครอบครัว และไม่มีความสุขที่แท้จริง
เพราะไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก
แล้วในโลกของการแข่งขัน เมื่อมีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้ (ผู้แพ้มีมากกว่าผู้ชนะหลายเท่าเสียด้วย)
เราอาจได้คนที่แพ้ไม่เป็น แล้วทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นจนหมดอนาคต หรือว่าเราอาจได้คนที่รู้รสความพ่ายแพ้มาตั้งแต่เด็ก
จนขาดความมั่นใจไปตลอดชีวิต
ถ้าอย่างนั้น ไม่แข่งขันได้มั้ย
โดยธรรมชาติเด็กๆ มีแรงกระตุ้นภายในให้แข่งขันอยู่แล้ว โดยเฉพาะในวัยพรีทีนที่เด็กชอบเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนๆ ในทุกเรื่อง เมื่อมาเจอสิ่งแวดล้อมภายนอกที่แข่งขันกันมาก ยิ่งถูกเร่งเร้าให้ต้องแข่งขันไปทุกเรื่อง ทั้งระบบการศึกษาแบบ "แพ้คัดออก"
ที่ครูรัก ชื่นชม และให้โอกาสที่ดีกับเด็กเรียนเก่ง ค่านิยมของสังคม ที่ชื่นชมคนหล่อคนสวย ผิวขาว เสื้อผ้า
รองเท้าแบรนด์เนม มือถือ ฯลฯ
กระแสแบบนี้ละที่ทำให้พ่อแม่วิ่งไปหาที่กวดวิชา ส่งลูกเรียนนั่นนี่จนไม่มีเวลา หรือไม่ก็ตระหนกเสียจนสับสน
แต่ถ้าตั้งสติดีๆ จะเห็นว่า
แข่งขันได้ แต่แข่งกับตัวเองดีกว่า
มองโลกในแง่ดีว่าการแข่งขันก็มีด้านบวก โลกเราพัฒนามาถึงทุกวันนี้ มีสิ่งประดิษฐ์หรืออะไรใหม่ๆ
เกิดขึ้นตลอดเวลาก็เพราะการแข่งขันนี่ละค่ะ เป็นการแข่งขันกับตัวเองที่จะเอาชนะอุปสรรค
หรือพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น แทนที่จะคาดหวังว่าลูกจะต้องสู้คนอื่นให้ได้ มาส่งเสริมให้ลูกต่อยอดในสิ่งที่ลูกชอบหรือถนัดดีกว่า
คอยให้กำลังใจลูกให้ทำดีขึ้นกว่าเดิม ให้ความเชื่อมั่นว่าลูกสามารถทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้
และชื่นชมในความพยายามที่ลูกทำได้ดีขึ้น
ให้ลูกตั้งเป้าหมายด้วยตัวเอง
แทนที่พ่อแม่จะเป็นคนคาดหวังหรือตั้งเป้าหมายว่าลูกจะต้องสอบเข้าที่นั่นที่นี่
ต่อไปจะต้องเรียนอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ลูกเป็นคนตั้งเป้าหมายเองดีกว่าเพื่อเขาจะได้แข่งกับตัวเอง
และด้วยความยินยอมพร้อมใจไม่ถูกกดดัน โดยพ่อแม่คอยให้ข้อมูลและทางเลือกหลายๆ ทางกับลูก
แล้วให้ลูกเป็นคนเลือกเอง เช่น ถามลูกว่าอยากเรียนที่ไหน เพราะอะไร ถ้าสอบเข้าที่นี่ไม่ได้ ยังมีที่ไหนให้เข้าได้บ้าง
หรือให้ลูกวางเป้าหมายระยะสั้น เช่น เทอมนี้คะแนนเลขไม่ดี ถามลูกว่าอยากปรับปรุงให้ดีขึ้นไหม
จะให้ลูกไปเรียนพิเศษเอาไหม หรือให้ลูกตั้งเป้าว่าวันนี้ดูหนังสือได้แค่นี้ พรุ่งนี้พยายามให้มากขึ้นอีกเท่าไร
สร้างภูมิต้านทาน ยากมากทีเดียวค่ะที่เด็กๆ
จะยืนอยู่ท่ามกลางกระแสการแข่งขันในเมื่อความเป็นตัวของตัวเองของเขายังไม่แข็งแรงพอ
วัยนี้สิ่งสำคัญพ่อแม่ต้องปูพื้นฐานให้ลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง ชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในกระแสของการแข่งขัน สอนลูกให้เห็นว่าความเก่งอย่างเดียวไม่ช่วยให้เราไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงได้
เช่น ถ้าลูกเรียนเก่งแต่ไม่มีเพื่อนจะเป็นอย่างไร ปลูกฝังจริยธรรม คุณค่าของความดีงาม เพื่อเป็นหลักให้ลูกยึด
ช่วยให้ลูกมั่นคงไม่หลงไปตามกระแส สามารถเติบโตเป็นทั้งคนเก่งที่นึกถึงคนอื่น รักครอบครัว และมีความสุข
ทบทวนเป้าหมายชีวิต พ่อกับแม่พูดคุย ทบทวนกันบ่อยๆ ว่า
เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร ความสุข ความสำเร็จ ความสมดุลของครอบครัวของเราคืออะไร
การดำเนินชีวิตไปตามกระแสทำอย่างที่เขาทำๆ กัน เช่น ลูกจะต้องเข้าโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้
เพราะคนมีชื่อเสียงเขาเรียนกัน อาจสร้างความไม่สมดุล ความทุกข์ให้กับทุกคนในครอบครัว
และยากที่จะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทีนี้ก็ไม่ยากแล้วนะคะ ว่าควรสอนลูกให้เห็นความสำคัญของเพื่อน หรือคนในครอบครัวหรือไม่ เชื่อแน่ว่า
เราต่างต้องการเห็นลูกเติบโตเป็นคนเก่งที่นึกถึงพ่อแม่ คนในครอบครัวและโอบอ้อมอารี มีมิตรแท้ด้วย
ครอบครัวที่ทบทวนเป้าหมายในชีวิตอยู่เสมอ ไม่หลงไปตามกระแส เด็กๆ จะเกิดความเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาเป็น
ในสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะยืนอยู่ที่ใดในโลกของการแข่งขัน เขาก็จะไม่กลัวว่าจะแพ้ค่ะ
(update 24 สิงหาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 87 มิถุนายน 2546 ]
|