วัยรุ่น วัยขัดแย้ง


เหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับวัยรุ่น 3 ประการ
เวลาไม่แมทช์ จริยธรรมสูงส่ง และการลอกคราบ

ทำไมวัยรุ่นถึงได้ขัดแย้งกับพ่อแม่อยู่เรื่อยๆ ?
เพราะว่าเรื่องขัดแย้งตามธรรมชาติมีรออยู่แล้วสามประการ ประเภทเรื่องขัดแย้งแบบไม่ควรมี แต่ตัววัยรุ่นหรือพ่อแม่ขยันหากันมาเองเป็นเรื่องต่างหาก
มีคุณแม่ท่านหนึ่งเอ่ยถามเจ้าลูกชายที่กำลังเดินออกจากบ้าน "จะไปไหนอีก"
"ไปซ่องสุ่ม" เจ้าลูกชายตอบ
แบบนี้เรียกว่าเป็นความขัดแย้งแบบแส่หากันมาเอง

เรื่องขัดแย้งตามธรรมชาติข้อแรกคือเรื่อง เวลา ทำนองว่าเวลาของสองวัยไม่แมทช์กัน
อธิบายอย่างนี้นะครับ ตอนที่ลูกเขายังเล็กๆ อยากให้พ่อแม่เล่นด้วย พ่อแม่ส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาเล่นด้วย เพราะอยู่ในวัยกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวกันทั้งนั้น พูดแบบไม่เกรงใจก็คือ มัวหาเงิน ลืมดูลูก
และลืมคิดไปว่า เงินที่หามาได้จะหมดไปเพราะไล่แก้ปัญหาให้ลูกที่ขยันมีปัญหา

หากแบ่งเวลาให้ลูกเล็กมากขึ้น ทำมาหาเงินได้ลดลงกลับจะได้ลูกดีมีวินัยไม่ผลาญเงิน เงินที่มีน้อยไปหน่อยก็จะไม่สูญหายโดยใช้เหตุ

ตานี้พอลูกโตเป็นวัยรุ่นแล้ว ก็ให้บังเอิ๊ญบังเอิญพ่อแม่ก็พอมีฐานะกันบ้างแล้ว อยากควงลูกชายลูกสาวไปไหนมาไหนบ้าง แบบว่าพอมีเวลาให้…เจ้ากรรมบังเอิ๊ญบังเอิญลูกวัยรุ่นก็กำลังเป็นวัยต้องการอิสรภาพพอดีเป๊ะ ไม่ต้องการเดินตลาดกับพ่อแม่อีกแล้ว อยากซ่องสุม เอ๊ย อยากรวมแก๊งกับเพื่อนๆ มากกว่า
กลายเป็นความขัดแย้งตามธรรมชาติประการที่หนึ่ง

เรื่องขัดแย้งตามธรรมชาติข้อที่สองคือเรื่อง จริยธรรม ทำนองว่ามาตรฐานทางจริยธรรมของสองวัยไม่สามัคคีกัน

อธิบายอย่างนี้ครับ ตอนที่ลูกเขายังเล็กๆ เขาเห็นพ่อแม่เป็นเทพ นัยว่าดีเลิศประเสริฐศรี ดลบันดาลได้ทุกอย่างตามด้วยถูกต้องเสมอ
ลูกเขาเห็นพ่อแม่เป็น 'เทพ' นะ มิใช่เป็น 'เทพเจ้า' เวลาพูดว่าเห็นเป็นเทพเจ้ามันฟังดูเหมือนเห็นจริงเห็นจังจับต้องลูบคลำได้ แบบนี้ไม่ขลัง
แต่เห็นเป็น 'เทพ' ฟังดูไม่ค่อยรู้เรื่อง เบลอ ไม่ชัดเจน เป็นนามธรรม ศักดิ์สิทธิ์กว่าเยอะ

ลูกเล็กๆ เขาเห็นพ่อแม่ดีไปหมด ทำอะไรไม่เคยผิด ตัวเขาก็กลัวพ่อแม่ด้วย ไม่กล้าทำอะไรผิดเพราะกลัวถูกด่า ถูกตี และที่กลัวมากที่สุดคือ กลัวพ่อแม่ไม่รัก
พอโตมาหน่อยลูกๆ ก็จะชอบได้ขนม ได้รางวัลจากพ่อแม่ เวลาที่เขาทำความดี นัยว่าเทพประทาน
แต่พอลอกคราบเป็นวัยรุ่นนี่สิ ชักยุ่ง

พอลอกคราบเป็นวัยรุ่น ตานี้ไม่เหมือนเด็กเล็กแล้ว ไม่กลัวการทำโทษ และไม่ติดการให้รางวัล พ่อแม่อยากทำโทษก็ทำไป ไม่มีเอ็ฟเฟ็กต์ อยากให้รางวัลก็ให้มา มีผลกระทบน้อย เพราะธรรมชาติกำหนดให้เขามีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงขึ้นอีกหนึ่งขั้นแล้ว นั่นคือทำความดีเพราะมีอุดมคติ
จะทำดีก็เพราะทำดี ไม่มีเหตุผล ไม่ต้องการคำชมมากนัก และไม่ต้องการรางวัลมากนัก

ถึงตอนนี้พ่อแม่บางท่านอาจจะเถียง ไม่เห็นมันจะมีอุดมคติที่ตรงไหน อันที่จริงพวกเขามีอุดมคติอยู่ในใจกันทุกคนครับ เพียงแต่ว่าการให้เหตุผลและการกระทำอาจจะแปลกๆ ไปบ้างตามยุคสมัย
เช่น วัยรุ่นสมัยก่อนรณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น อันนี้เพราะอุดมคติ ต่อต้านเผด็จการ มาตรฐานทางจริยธรรมสูงส่งสู้แหลกไม่มีประนีประนอม

วัยรุ่นสมัยนี้ต้องมีมือถือ เห็นเพื่อนไม่มีก็จะจับใส่มือให้ใช้โทรบอกบ้านว่าเย็นนี้กลับดึก "ใช้ของกู ตามสบาย" อันนี้ก็อุดมคติ รักกันไม่ต้องคิดเล็กคิดน้อย
คนที่ไม่มีมือถือก็จะเกรงใจคนอื่น ใช้ของคนอื่นได้ไม่นาน ก็ต้องไปหามาครอบครองเองจนได้ มิเช่นนั้นตนเองจะดูเหมือนคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ใช้ของคนอื่น ไม่มีให้คนอื่นใช้ เวลาเงินหมดแบ็ตหมด อันนี้ก็เพราะจริยธรรมสูง ละอายใจเอาแต่รับของเพื่อนไม่ได้

เชื่อหรือยังว่าพวกเขาเป็นคนดีมีอุดมคติ
ตานี้เจ้ากรรม เขามีสติปัญญาและสายตาไม่สั้น เริ่มมองเห็นว่าพ่อแม่ที่ดีดั่ง 'เทพ' นั้น เอาเข้าจริงชักจะยังไงๆ อยู่นา
พ่อขายของเอากำไรเยอะ แม่เมาธ์เยอะ พ่อกินเหล้า แม่เผลอพูดไม่จริงให้เห็น
วัยรุ่นเห็นเหตุการณ์เหล่านี้โดยที่ยังขาดความสามารถในการประนีประนอมเหตุการณ์ทั้งหมดนี้กับการเข้าสังคมของพ่อแม่ เขายังไม่เก็ตว่าพ่อจำเป็นต้องตั้งราคาสินค้าเช่นนั้น "แม่ที่ไหนก็ขี้เมาท์ยังงี้แหละน่า" "พ่อกินเหล้านี้นิดเดียวเฉพาะกับคนรู้ใจ" "แม่ไม่ได้โกหกเพียงแต่เอาตัวรอดให้ได้ในสังคมเท่านั้นเอง"

วัยรุ่นเริ่มสับสนกับคำสอนพ่อแม่และของพระที่มีมาแต่เล็กแต่น้อย ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักขโมย ห้ามเจ้าชู้ ห้ามโกหก ห้ามดื่มของมึนเมา ดูๆ ไป พ่อแม่จะละเมิดหมดทุกข้อเหมือนกันนะ มากบ้างน้อยบ้าง ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง

จึงไม่แปลกที่สัญญาณของการลอกคราบคือคำว่า 'ทำไม'
วันไหนที่ลูกเล็กตั้งคำถามกับพ่อแม่ว่า 'ทำไม' วันเอยก็วันนั้นแหละครับ พายุฮอร์โมนวัยรุ่นมาแล้ว
วันไหนที่ลูกเล็กเลิกถามว่า 'พ่อไปไหนมา' แล้วพ่อแม่เองเป็นฝ่ายถามลูกว่า 'ลูกไปไหนมา' อันนี้น่าจะเป็นใต้ฝุ่นฮอร์โมนพัดแล้ว
ประเด็นทางจริยธรรมคือความขัดแย้งตามธรรมชาติประการที่สอง

การลอกคราบ คือความขัดแย้งตามธรรมชาติประการที่สาม
บางครั้งผมคิดว่ามนุษย์เราก็เหมือนแมลงจริงๆ นะครับ นอกจากเรื่องเป็นสัตว์สังคมแล้วก็เรื่องลอกคราบนี่แหละ ดักแด้ลอกคราบได้ผีเสื้อ ซึ่งไม่เห็นจะเหมือนดักแด้ตัวเดิมตัวนั้นที่ตรงไหนเลย สัตว์คนละประเภทชัดๆ ดักแด้ไม่มีปี ผีเสื้อมีปีก คนละตัวแหงๆ มันจะเป็นตัวเดียวกันได้ไง

เด็กๆ ลอกคราบได้ ตัววัยรุ่นออกมาก็เป็นสัตว์ตัวใหม่จริงๆ ครับ ไม่เห็นจะเหมือนเจ้าตัวเล็กตัวเดิมที่ตรงไหนเลย ขนาดมันไม่มีปีกมันยังจะบินให้ได้เลย
บินไปจากพ่อแม่ บินไปเป็นผู้ใหญ่คนใหม่ บินไปแต่งงาน แล้วก็บินไปเป็นพ่อแม่คน
ขณะที่คนเป็นพ่อแม่อย่างไรก็รักก็ห่วง มิอาจวางใจได้เต็มร้อย
เป็นได้ขัดกันเห็นๆ

วันหนึ่งเพื่อนร่วมงานของผมเล่าว่า เขาเห็นลูกชายวัยหนุ่มเดินออกจากบ้านไปคนเดียว ตอนนั้นตัวเขาเองอยู่ในบ้านนอนอ่านหนังสืออยู่ แต่ลูกชายคว้าหมวกกันน็อคเดินไปหน้าบ้าน
'เวลา' ไม่แมทช์
เพื่อนเล่าต่อว่า เห็นลูกชายขึ้นมอเตอร์ไซค์ สวมหมวกกันน็อค สตาร์ทรถ แล้วก็นั่งคร่อมรถเฉยยังไม่ไปไหน เวลาผ่านไปอีกสักครู่หนึ่งจึงเห็นลูกชายลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อคเดินกลับเข้าบ้าน ก้มลงจับ กว่าง ที่นอนหงายท้องพลิกตัวไม่ได้ นำไปวางบนต้นไม้ แล้วจึงกลับไปที่รถใหม่
'จริยธรรม' สูงส่ง
แล้วมันก็บึ้นๆ มอเตอร์ไซค์ไป


(update 24 สิงหาคม 2003)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 8 ฉบับที่ 87 มิถุนายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600