อยู่ๆ ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ยายเปรี้ยว ลดดีกรีความเซี้ยวไปเยอะทีเดียว
นึกขึ้นมาได้ว่าปีนี้อายุ 12 เข้าวัยพรีทีนแล้วสินะ เลิกซุกซนซอกแซกถามโน่นนี่แบบตอน 7-8 ขวบ
หันมากระตือรือร้นต่อโลกกว้าง เรื่องนอกบ้านละเธอรู้ไปหมด ตอนนี้เพลงไหนใครดัง
ถามยายเปรี้ยวได้
เห็นทำตัวมาดเข้มแบบคนโตๆ อย่างนั้น แต่แท้จริงในใจลูกวัยนี้มีเรื่องให้กังวล
ทดท้อถดถอยได้บ่อยๆ เหมือนกัน เพราะโลกภายนอกมันซับซ้อนกว่าที่คิดมานัก
แถมยังมีเรื่องของการเรียน สอบเข้า (ม.1) รวมถึงเป้าหมายในอนาคตมาให้หนักใจด้วย
ลองดูกิจกรรมต่อไปนี้สิคะ คุณสามารถนำไปใช้แก้ไขจุดด้อยและเสริมสร้างลูกได้
ตั้งแต่เรื่องของบุคลิกภาพ ความมั่นใจในตัวเอง การเป็นตัวของตัวเอง ความรู้สึกดีกับตัวเอง
ทัศนคติในการมองโลก ทักษะในการสื่อสาร จนถึงเรื่องของการตั้งเป้าหมายในอนาคต
ลบความอาย สร้างความมั่นใจ
เด็กวัยนี้มักจะเกิดความอาย ไม่มั่นใจในตัวเองได้บ่อยๆ ในหลายๆ สถานการณ์
เป็นความรู้สึกด้อยที่ทำให้อึดอัดคับข้องใจ โดยเฉพาะกำลังเป็นวัยที่ต้องการเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ
กิจกรรมนี้จะช่วยลูกเรียนรู้วิธีการจัดการกับความอาย ซึ่งก่อนอื่นจะต้องให้ลูกยอมรับเสียก่อนว่าเขาอายอะไรบ้าง
ชวนลูกไล่เรียงสถานการณ์ที่ทำให้ลูกรู้สึกอาย เช่น อายเมื่อต้องออกไปพูดหน้าชั้น
เมื่อต้องพูดกับเพื่อนต่างเพศ ไม่กล้าปฏิเสธหรือบอกความต้องการที่แท้จริงกับเพื่อน
ไม่กล้าไปซื้อของคนเดียว ฯลฯ
หยิบเอาสักประเด็นมาถกเถียงกัน เช่น เพื่อนๆ นัดจะไปเที่ยวกัน ลูกอยากจะไปด้วย
แต่ไม่มีใครชวนเพราะไม่สนิทกับกลุ่มนี้ แล้วช่วยแนะทางออกให้ลูก เช่น
ลองเข้าไปบอกคนในกลุ่มที่ดูมีนิสัยน่ารักว่า "อยากไปด้วย ขอไปด้วยได้มั้ย"
และให้ลูกเตรียมใจว่าคำตอบที่ได้อาจไม่เป็นดังหวัง แต่ก็ดีกว่าไม่ลองเสียเลย
อีกวิธี ลองให้ลูกได้ฝึกความกล้าอย่างง่ายๆ เช่นไปถามพนักงานขายของในห้างว่า
สินค้าที่เราต้องการซื้ออยู่แผนกไหน หรือถามครู ถามเพื่อนเรื่องนั้นเรื่องนี้
แล้วค่อยขยายเป็นสถานการณ์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ความสำเร็จเล็กๆ
ในขั้นต้นจะสร้างความมั่นใจให้ลูกทีละเล็กละน้อย
แต่ห้ามขาดเชียว อย่าผลักดันลูกขี้อายให้ออกไปแสดงอะไรบนเวที
หรือต่อหน้าฝูงชนโดยไม่ได้ฝึกลูกจากขั้นง่ายๆ ก่อน
ควบคุมตัวเองได้ดี
คนเราเกิดความรู้สึกโมโหโกรธากันได้บ่อยๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดา
บอกลูกว่าคนเราสามารถแสดงความโกรธได้ แต่การแสดงออกย่างก้าวร้าวรุนแรง
ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา
พูดคุยกับลูกว่า ควรจะแสดงออกอย่างไรเมื่อรู้สึกโกรธ เช่น อยู่ๆ เพื่อนที่สัญญาว่าจะไปเป็นเพื่อน
มาบอกเลิกนัดกะทันหัน หรือน้องมาทำของขวัญที่เพื่อนสนิทให้แตกเสียหาย
เราสามารถบอกเพื่อนหรือน้องตรงๆ ว่าเขาทำให้เราโกรธ
เพื่อนสะท้อนให้ลูกเห็นภาพจริงชัดเจนยิ่งขึ้น บอกให้ลูกสังเกตอาการโกรธของคนเราเวลาดูหนังดูละคร
เขามีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง ทั้งหน้าตา มือไม้ ท่าทาง และชี้ให้เห็นว่าอารมณ์โกรธอาจนำไปสู่ทางออกที่รุนแรง
เช่น ใช้อาวุธฆ่าฟันกัน แล้วถามลูกว่าเมื่อลูกโกรธลูกมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง ให้เขาได้ทบทวนตัวเอง
และถามว่า "ลูกได้พยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะพูดหรือด่าว่าหรือเปล่า"
"เคยถึงกับควบคุมตัวเองไม่ได้ แผดเสียงกรีดร้อง หรือใช้กำลังเข้าทำร้ายบ้างไหม"
"ลูกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม"
ฉันเป็นฉันเอง
เคยสังเกตบ้างไหมคะว่า บ่อยครั้งทีเดียวที่เราปล่อยให้คนอื่นมาตัดสินตัวเรา
ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง ยิ่งเด็กๆ ซึ่งยังอ่อนประสบการณ์จะถูกกระแสของเพื่อน
สังคมรอบข้างมากำหนดได้มากและง่าย หากเราไม่ช่วยลูกพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง
ลูกอาจตกเป็นเหยื่อของการริลองกินเหล้า สูบบุหรี่หรือเสพยาเสพติด
เพียงเพราะอยากให้เพื่อนยอมรับ
ชี้ให้ลูกเห็นว่า บางครั้งเราก็มักจะทำอะไรเพื่อให้คนอื่นชื่นชมพอใจมากกว่าที่จะทำเพราะเราอยากทำจริงๆ อาจจะเริ่มจากพูดคุยกับลูกเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของลูกก็ได้ว่า ทำไมถึงเลือกแต่งตัวแบบนี้
"ลูกชอบสีนี้ แบบนี้เหรอ หรือว่าเพื่อนๆ เขาแต่งกันแบบนี้" "ถ้าเพื่อนๆ เขาไม่ใส่กันแบบนี้ล่ะ
ลูกจะยังใส่มันมั้ย"
แล้วพูดเลยไปถึงเรื่องเหล้า บุหรี่ว่า ลูกอาจถูกเพื่อนกดดันให้ลองเข้าสักวันก็ได้
ถ้าลูกไม่เป็นตัวของตัวเอง ยอมทำตามเพื่อนแบบนี้
วิสัยทัศน์กว้างไกล
เด็กวัยนี้อยากเป็นคนหูตากว้างไกล ไม่ตกข่าว เพลงของใครติดท็อปชาร์ตประจำสัปดาห์
หรือว่าดาราคนไหนเป็นแฟนใคร ใครไม่รู้เชยค่ะ ลองใช้ความกระหายใคร่รู้เรื่องโลกภายนอกของลูกให้เป็นประโยชน์สิคะ โดยใช้กิจกรรมต่อไปนี้ช่วยกระตุ้นวิสัยทัศน์ของลูกให้กว้างไกล
ตัดข่าวจากหนังสือพิมพ์สัก 2-3 ข่าว ที่เป็นข่าวต่างประเทศ เช่น ข่าวการแข่งเทนนิสวิมเบอดัล
ข่าวโจรก่อการร้ายวางระเบิดในต่างประเทศ เป็นต้น แล้วพูดคุยเชื่อมโยงมาถึงตัวลูก
เช่น "ถ้าลูกชอบและตั้งใจจริงจังอย่างภราดร ลูกก็อาจจะเก่งอย่างเขา จนมีโอกาสได้ไปแข่งระดับโลกแบบนั้นบ้างก็ได้นะ"
หรือ "คงเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นในบ้านเรา บ้านเราคนไทยพุทธกับไทยมุสลิมอยู่ด้วยกันอย่างสันติ
ลูกว่ามั้ย"
หรืออาจจะเป็นข่าวที่ใกล้ตัวมีผลกระทบต่อตัวลูกจริงๆ เช่น ข่าวปฏิรูปการศึกษา
อาจถามลูกว่า "ลูกคิดว่าที่โรงเรียนของลูกปฏิรูปแล้วหรือยัง มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างมั้ย"
งานอาสาสมัคร
งานอาสาสมัครเป็นหนทางที่ทำให้ลูกได้มีประสบการณ์ชีวิต เห็นชีวิตและโลกในแง่มุมต่างๆ
เรียนรู้ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และที่สำคัญที่สุดเรียนรู้การเป็นผู้ให้ การเสียสละ
ลองกระตุ้นให้ลูกอาสาทำงานในโรงเรียน ชวนลูกไปทำงานอาสาสมัครต่างๆ เช่น
งานเลี้ยงเด็กกำพร้า งานช่วยเหลือเด็กพิการ หรืออย่างน้อยที่สุดให้ลูกได้มีโอกาสช่วยเหลืองานของชุมชน
แม้กระทั่งช่วยเพื่อนบ้านทำโน่นนี่ อ่านหนังสือให้คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายฟัง
การทำให้ผู้อื่นมีความสุขจะทำให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง และมีความสุขด้วย
ลูกจะรู้ว่าความสุขของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุเสมอไป
การทำให้ผู้อื่นมีความสุขจะทำให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง และมีความสุขด้วย
ลูกจะรู้ว่าความสุขของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุเสมอไป
เรียนรู้วิธีทำงานและหาเงิน
เด็กวัยนี้เริ่มอยากมีเงินไว้จับจ่ายสิ่งของที่อยากได้มากขึ้น ให้ลูกลองคิดว่าตัวเขามีความสามารถอะไรบ้าง
หรือทำอะไรได้บ้างนอกเหนือเวลาเรียนและกิจวัตรประจำวัน เช่น รับจ้างเพื่อนบ้านกวาดสนามหน้าบ้าน
เช็ดกระจก อาบน้ำสุนัข รับสอนกีตาร์ รับซ่อมจักรยาน รับพิมพ์รายงาน
รายได้เล็กๆ น้อยๆ ทำให้ลูกภาคภูมิใจในตัวเอง แต่ไม่สำคัญเท่าลูกได้พัฒนาความเป็นคนหนักเอาเบาสู้
และพัฒนาทักษะความสามารถที่มีอยู่ให้ดีขึ้น
วาดฝันถึงอนาคต
ให้ลูกได้เรียนรู้โลกที่เป็นจริงและกระตุ้นให้ลูกวางเป้าหมายในอนาคต
โดยให้เขาได้เรียนรู้ว่าเขามีทางเลือกอย่างไรบ้างในเรื่องของอาชีพการงาน
คุณและลูกตัดบทความเรื่องราวของคนในอาชีพต่างๆ ที่น่าสนใจมาอ่าน
และพูดคุยกันว่าแต่ละอาชีพน่าสนใจอย่างไร ต้องเตรียมตัวอย่างไรจึงจะมาสู่อาชีพเหล่านี้ได้
เปิดโอกาสให้ลูกมองเห็นทางเลือกให้มากที่สุด ไม่จำกัดว่าลูกเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เช่น
ผู้หญิงก็เป็นทหารได้ แต่อาจจะดูว่าผู้หญิงที่เป็นทหารนั้น เขามีหน้าที่อะไรบ้าง
หรือผู้ชายอาจเป็นบุรุษพยาบาล ช่างเสริมสวยก็ได้
หาโอกาสให้ลูกได้พูดคุยกับญาติ เพื่อนฝูง เกี่ยวกับอาชีพการงานที่เขาทำ
หรือหนทางที่นำเขามาสู่การงานอาชีพ เตรียมคำถามให้ลูกสักเล็กน้อย เช่น
"ทำไมถึงเลือกอาชีพนี้" "อาชีพนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร"
"ถ้าอยากจะทำอาชีพนี้ต้องเตรียมตัวหรือทำอย่างไรบ้าง"
นี่แค่เป็นตัวอย่างกิจกรรมที่จะทำให้เด็กโตอย่างยายเปรี้ยวใช้พลัง (ทั้งกายและความคิด)
ที่มีอยู่เหลือเฟือไปในทางที่มีคุณค่า อาจยังมีกิจกรรมอีกมากที่สามารถช่วยพัฒนาทักษะ
และความคิดอ่านให้ลูกวัยนี้ได้ ใครมีไอเดียดีๆ ลองเขียนมาแลกเปลี่ยนกันบ้างนะคะ
(update 26 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 7 ฉบับที่ 82 มกราคม 2546 ]
|