เตือนก็ไม่ได้ สอนสั่งก็ไม่ได้ สั่งสอนยิ่งไม่ได้ใหญ่
ปัญหามิได้อยู่ที่วัยรุ่นฝ่ายเดียว แน่นอนว่าในหลายๆ ครั้งวัยรุ่นเป็นผู้ก่อเหตุ
แต่ตอนที่ปัญหาเริ่มต้นครั้งแรกนั้นมักเป็นคุณพ่อคุณแม่ต่างหากที่ก่อเรื่อง
วันที่คุณพ่อคุณแม่สัมผัสได้ว่าลูกวัยพรีทีนวัยรุ่นของเราชักจะกวนทีน
และวุ่นกับเรื่องไม่เป็นเรื่องมากขึ้นทุกทีๆ คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะออกปากเตือน
หรือสอนสั่งเหมือนทุกครั้ง
แต่ครั้งนี้ไม่ได้ผลเหมือนทุกครั้ง!
เป็นเวลาสิบปีที่ลูกเล็กน่ารักของเราเชื่อฟังคำพ่อแม่ พูดอะไรก็ครับ ว่าอะไรก็ค่ะ
แม้กระทั่งเมื่อต้นปีก็ยัง "ครับๆ" "ค่ะๆ" ดีๆ อยู่เลย พอปลายปีทำไมคำตอบถึงเปลี่ยนไป
" ฮื้อ! ไม่ครับ เพื่อนเขาว่าไม่ต้องไปก็ได้"
วาจาแปลกปลอมที่ร่วงจากปากลูกมักมีคำว่า "ไม่" และ "เพื่อนเขาว่า" ประสมเข้ามาเสมอๆ
อันเป็นสัญญาณเตือนว่าหมดเวลาสำหรับเราแล้ว
หมดเวลาว่าน่าเสียดายแล้ว ยังมีอะไรที่น่ากลัวกว่าหมดเวลาอีกครับ
นั่นคือหมดอำนาจ!
จากที่คุณพ่อคุณแม่สามารถออกปากเตือนหรือสอนสั่งได้ตลอดมากลับกลายเป็นเตือนก็ไม่ได้
สอนสั่งก็ไม่ได้ สั่งสอนยิ่งไม่ได้ ทำได้แค่นั่งลง รับฟัง คุยกัน ต่อรอง แล้วกัดฟันรอฟังคำตัดสินใจของลูก
ว่ามันจะเอายังไง
แม้กระทั่งการคุยกัน ก็อย่างที่รู้ๆ กันแหละครับว่าไม่ควรต้อนลูกวัยรุ่น
ให้เลือกได้แค่สองช้อยซ์คือ "เยส" ออร์ "โน" แต่ควรเจรจาต่อรอง
ให้มัลติเพิลช้อยซ์กับลูกสักสามสี่ทางเลือก แบบว่าให้เรากะมันสามารถพบกันได้ครึ่งทาง
ทั้งหมดนี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่จำนวนมากรับไม่ได้ รู้สึกว่าตนเองไม่ขลังเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
อำนาจที่เคยครอบงำหรือกำกับลูกเล็กไม่สามารถใช้กับลูกวัยรุ่นได้ง่ายๆ
คนที่เผชิญปัญหาคนแรกจึงไม่ใช่ลูก เพราะเขาไม่รู้ตัวว่าตนเองพูดคำว่า "ไม่"
ใส่หน้าพ่อแม่ไปบ่อยครั้งเพียงใด คนที่ผจญปัญหาคนแรกกลับเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องปรับตัว
และยอมรับสถานะใหม่ของตนเอง นั่นคือสถานะตกกระป๋อง
เพื่อนๆ ของลูกเป็นผู้กุมอำนาจแทน
จริงหรือไม่ล่ะครับที่ลูกวัยพรีทีนฟังเพื่อนมากกว่าฟังเรา
การปรับตัวและยอมรับว่าเราไร้อำนาจแล้วมิใช่ของง่ายที่จะทำสำเร็จในชั่วข้ามคืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยรีโมตคอนโทรลตลอดมา
จะยิ่งรู้สึกว่าไม่ง่ายจากที่เคยโทรศัพท์กลับบ้านมาสั่งโน่นสั่งนี่ ลูกเล็กก็เชื่อฟังไปหมด
ประเดี๋ยวนี้มันวางโทรศัพท์ตั้งแต่ยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ
กลับมาบ้านเพื่อสั่งนี่สั่งนั่นด้วยตนเองก็ยิ่งพบความจริงว่าไม่ฟัง
คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่เคยให้เวลาลูกมากพอมักจะมาทวงเวลาคืนเอาตอนนี้
ด้วยสำคัญผิดว่าชดเชยเวลาตอนนี้แล้วจะสามารถนำลูกเล็กคนดีคนเก่าคนเดิมคืนมาได้
ไม่ยอมรับว่าตนเองหมดทั้งอำนาจหมดทั้งเวลา
เปรียบเทียบกับคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยตนเองและให้เวลาแก่เขาอย่างเต็มที่สิบปีแรก
พบว่าคุณพ่อคุณแม่กลุ่มนี้สามารถทำใจได้เร็วกว่า เหตุผลหนึ่งเพราะสิบปีก็อิ่มอกอิ่มใจ
อีกเหตุผลหนึ่งคือคุณพ่อคุณแม่กลุ่มนี้วางใจลูกและเคารพการตัดสินใจของลูก
อย่าลืมนะครับ การตัดสินใจเป็นของลูกก็จริง แต่มัลติเพิลช้อยซ์ในแต่ละปัญหายังเป็นของทั้งสองฝ่าย
จะอนุญาตให้ลูกทำกิจกรรมที่โรงเรียนถึงกี่ทุ่ม จะกลับบ้านกับใคร จะให้พ่อไปรับมั้ย
เพื่อนเขาค้างคืนที่โรงเรียนขอค้างด้วยได้มั้ย
ทั้งหมดนี้ควรมีเวลาคุยกับเพื่อนให้ได้ตัวเลือก
ที่ไม่เข้มงวดจนเกินไป แต่ก็ไม่ปล่อยปละละเลยมากเกินไป
คุณพ่อคุณแม่จะนั่งลงคุยเรื่องราวสารพันกับลูกได้ต้องผ่านการทำใจ
และยอมรับว่าเราหมดอำนาจชี้นิ้วบงการเขาแล้ว
ความจริงก็คือลูกเราเปลี่ยนไปแล้ว
ปัญหาระหองระแหงระหว่างพ่อกับลูกชายหรือแม่กับลูกสาวเกิดจากพ่อแม่ทำใจไม่ได้เสียมาก
เพราะทำใจไม่ได้จึงมักออกอาการหงุดหงิดไม่พอใจให้ลูกจับสังเกตได้ ลูก (มันคิดว่ามันโตแล้ว)
ก็ชักยัวะว่าพ่อแม่ไม่ฟังเหตุผลบ้างเลย พอบรรยากาศชักอำมหิต การคุยกันไม่สนุกหาทางออกกันไม่ได้
จบลงที่เขาก็จะตามเพื่อนไป
ทำใจเถอะครับว่าพ่อแม่อย่างเรานั้นมีวันตกจากบัลลังก์ พอทำใจได้วาจาดุดัน
เคี่ยวเข็ญบังคับก็มักจะผ่อนลงได้เอง บรรยากาศคุยกันกะลูกจึงจะทำได้ง่ายขึ้นบ้าง
ทำใจได้วยว่ามัลติเพิลช้อยซ์ที่ให้ลูกเลือกนั้นมิใช่มีแต่ได้กับเสีย หรือได้ครึ่งเสียครึ่ง
ในบางกรณีทางออกของปัญหาวัยรุ่นมีเพียงสามช้อยซ์ คือ เสียหายน้อย เสียหายมาก
และเสียหายมากที่สุด
เลือกเอา
เช่น เรื่องลูกจองโทรศัพท์บ้านคุยทีละสองสามชั่วโมงกับเพื่อน
หากป้องกันพฤติกรรมเช่นนี้ได้ก็ควรป้องกันครับ
ในบ้านที่ป้องกันไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ก็มักพบว่าตนเองไม่มีอำนาจที่จะแก้ไขเหมือนกัน
ทางออกของเรื่องนี้จึงอาจจะมีให้สามตัวเลือกคือ ให้เขาคุยโทรศัพท์ทีละสองชั่วโมงในบ้าน
หรือปล่อยเขาไปคุยโทรศัพท์ทีละสองชั่วโมงนอกบ้าน หรือบ่นจนเขาหนีออกไปหาเพื่อนเสียเลย
ทำใจนะครับ
หมดทั้งเวลา หมดทั้งอำนาจ และมิอาจหวังผลเลิศ
(update 25 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 ตุลาคม 2546 ]
|