กลิ่นกายวัยแรกรุ่น


หลังจากเทียนลูกชายวัย 12 หายเข้าไปในห้องกับเพื่อนร่วมแก๊งอีก 4-5 คน นานเป็นชั่วโมงๆ และเงียบผิดวิสัย ยังความสงสัยแก่คุณนายมะลิผู้เป็นแม่ยิ่งนัก อดรนทนไม่ไหวแอบย่องไปเปิดประตูดูให้รู้แน่แก่ใจว่าลูกทำอะไรกันอยู่ เมื่อเปิดประตูเข้าไป…!?!…คุณนายมะลิถึงกับลมใส่…แต่ไม่ใช่เพราะเห็นเด็กๆ ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมหรอกค่ะ หากเพราะกลิ่นสารพัดที่อวลอยู่ในห้องเล็กๆ นั่นมากกว่า

ถ้าใครเคยพบเหตุการณ์ทำนองนี้ ก็คงพอนึกออกนะคะ ว่ากลิ่นนั้นไม่น่าอภิรมย์เลย และคงรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า พวกเด็กๆ เขา ไม่ได้กลิ่น เหล่านี้กันบ้างหรือไงนะ

เรื่องนี้ ต้องทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่า กลิ่นกาย หรือ กลิ่นตัว นี้ ก็เป็นอีกหนึ่งผลพวงจากการปรับฮอร์โมนในร่างกาย ขณะเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น เช่นเดียวกับการมีประจำเดือนของเด็กผู้หญิง หรือเสียงแตกของเด็กผู้ชาย และการที่เด็กๆ มักไม่ค่อยได้กลิ่นตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะว่าประสาทรับรู้กลิ่นนั้นอ่อนล้าง่าย (เคยชิน) ไม่ว่าจะหอมหรือเหม็น เมื่อดมนานเข้าก็จะไม่รับรู้กลิ่นเดิม กลิ่นตัวจึงมีลักษณะดมติดเป็นนิสัย คนอื่นรู้สึก แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึก

รู้อย่างนี้แล้ว ต่อไปก็คงเป็นหน้าที่ของคุณแม่แล้วละค่ะ ว่าจะจัดการอย่างไรให้ลูกรู้ตัว และใส่ใจดูแลสุขอนามัยของตัวเองให้มากขึ้น แต่ตอนนี้ เรามาทวนความรู้เรื่องกลิ่นตัวกันก่อนดีไหมคะ


  ตามหาจุดปล่อยกลิ่น…
ตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้า ล้วนเป็นจุดปล่อยกลิ่นได้ทั้งนั้นค่ะ เพราะสาเหตุสำคัญของ กลิ่นตัว มาจากต่อมเหงื่อ ซึ่งในร่างกายเรามีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ ต่อมเหงื่อน้ำใส เป็นเหงื่อน้ำใสๆ ที่ผุดตามผิวหนัง ฝ่ามือฝ่าเท้า แผ่นหลัง ต่อมเหงื่อชนิดนี้ไม่มีกลิ่นหรอกค่ะ ตัวการของกลิ่นน่ะ อยู่ที่ ต่อมเหงื่อน้ำข้น ที่มีเฉพาะจุด เช่น ศีรษะ รักแร้ หัวนม อวัยวะเพศ รูหูส่วนนอก หนังตา ฯลฯ แต่ประสิทธิภาพการปล่อยกลิ่น…สุดยอด

เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน ในช่วงเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่หนุ่มสาว ต่อมเหงื่อน้ำข้นก็จะเริ่มทำงาน และโปรตีนกับไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบของเหงื่อชนิดนี้จะถูกขับออกมาตามรูขุมขน เมื่อเหงื่อสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย ก็จะเกิดการเน่าเปื่อยของหนังกำพร้า และมีกลิ่นตามมา โดยเฉพาะบริเวณที่มีขนและอับชื้น ที่มักจะได้กลิ่นกันจะๆ ก็คือ
  • หนังศีรษะ (เส้นผม) เป็นส่วนที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนังเจริญได้ดี พวกแบคทีเรียต่างๆ มักจะเกาะอยู่บนไขมันที่ผิวหนังขับหลั่งออกมา จนเกิดเป็น กลิ่นผม หรือ กลิ่นขี้หัว นอกจากนี้ ผม ยังมีคุณสมบัติในการเก็บและกระจายกลิ่นอีกด้วย คราวนี้ถ้าลูกถามว่า ทำไมต้องสระผมสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง คุณแม่คงตอบได้นะคะ

  • รักแร้ กลิ่นรักแร้นี้จะมาพร้อมกับขนที่งอกออกมาเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น และกลิ่นจะแรงมากขึ้นเมื่อเป็นวัยรุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนบางอย่างคอยกระตุ้นต่อมขับหลั่งและต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ที่แม้จะทำความสะอาด้วยการอาบน้ำ ทาแป้ง หรือใช้โรลออนดับกลิ่นแล้วก็ปกปิดกลิ่นได้ เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น กลิ่นจะยังไม่หายไปอย่างถาวร
นอกจากนี้ ในเด็กผู้หญิงกลิ่นรักแร้ก็จะเปลี่ยนไปตามช่วงการมีรอบเดือนด้วย

  อย่าให้ 'เต่า' เรียกแม่นะลูก!
เรื่องดูแลสุขอนามัยในลูกสาวนั้นไม่น่าหนักใจเท่าไร เพราะเป็นเพศที่รักสวยรักงามอยู่แล้ว แต่กับลูกชายแล้ว…โอละพ่อกันเลย บางคนกว่าจะลากถูลู่ถูกังกันเข้าไปอาบน้ำได้แต่ละทีทั้ง หว่าน ด้วยคำพูดก็แล้ว ล้อม ด้วยสองแขน (ต้อนเข้าห้องน้ำ) ก็แล้ว เฮ้อ…เล่นเอาเหนื่อย จากนั้นก็ต้องคอยดูด้วยว่าอาบน้ำจริงๆ ไม่ได้วิ่งผ่านน้ำ ต้องให้เห็นกับตาว่าถูทุกซอกทุกมุมจนสะอาดแล้วนั่นละ ถึงจะวางใจได้

ในหนังสือ ปทานุกรมสุขภาพ แนะเคล็ดลับการกำจัดกลิ่นตัวไว้ว่า ให้อาบน้ำโดยถูสบู่เพียงสัปดาห์ละสองครั้งก็พอ การใช้สบู่ทุกวันจะไปชะล้างน้ำมันธรรมชาติในตัว ซึ่งปกป้องผิวจากแบคทีเรีย และให้ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้งที่มีตัวยา นีโอไมซิน 0.5% ทาใต้รักแร้ทุกวันหลังอาบน้ำ และไม่ควรใช้ยาระงับกลิ่นตัวชนิดระงับเหงื่อ (anti-perspiration) ซึ่งจะไประงับการชะล้างของเสียออกจากร่างกายไปด้วย อันนี้คุณแม่อาจนำมาประยุกต์เป็นแนว ในการเลือกยาดับกลิ่นตัวให้ลูกๆ ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าจะให้ประโยชน์สูงประหยัดสุดก็สารส้มค่ะ สุดยอด เดี๋ยวนี้ออกแบบมากลมเกลี้ยงใช้สะดวกไม่ต่างจากโรลออน

ส่วนผสมของยาดับกลิ่นตัวที่มีจำหน่ายทั่วไป ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ยาลดเหงื่อ (สารส้มกับกรดบอริก) ทำให้หลอดเลือดตรงรักแร้หดตัวเพื่อยับยั้งการมีเหงื่อ และยายับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างก็คือ น้ำหอม ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นนั่นเอง แต่การใช้ยาดับกลิ่นก็มีข้อควรระวังอยู่นิด คือ อาจเกิดอาการแพ้ ผิวหนังอักเสบได้

นอกจากจะแก้ปัญหากลิ่นตัวด้วยการรักษาสุขอนามัยแล้ว เรื่องอาหารการกินก็มีส่วนอยู่มาก การกินเนื้อสัตว์ ไขมันหรืออาหารเผ็ดร้อน เค็มจัด หวานจัด หรือกินอาหารซ้ำๆ ไม่เป็นเวลา ล้วนแต่เร่งให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมากขึ้นด้วย

พยายามให้ลูกกินผักผลไม้จะดีกว่าค่ะ แต่สำหรับบางรายที่กลิ่นตัวแรงมาก คุณแม่อาจพาลูกไปพบแพทย์ด้านผิวหนังค่ะ

ทบทวนความรู้กันมาถึงตรงนี้แล้ว คุณแม่หรือคุณลูกอาจจะนึกสงสัยอยู่บ้างว่า ทำไมคนเราต้องมีกลิ่นตัวด้วยนะอ๊ะ…อ๊ะ อย่าลืมนะคะ ว่ามนุษย์เราวิวัฒนาการมาจากสัตว์ ซึ่งอาศัยการปล่อยกลิ่นเพื่อกิจกรรมในการสืบพันธุ์ ระบบต่างๆ ในร่างกายเราไม่ได้วิวัฒนาการตามสภาพสังคม ไม่ได้เตรียมถูกตีตราว่า กลิ่นนั้นหอมกว่ากลิ่นนี้เช่นปัจจุบัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ บทบาทของกลิ่นกายแท้ๆ ที่เคยน่าอภิรมย์ แสนจะดึงดูดเพศตรงข้าม ก็กลายกลับเป็นชวนคลื่นเหียนเวียนหัว สำหรับแม่ไปจนได้…

(update 8 มกราคม 2003)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 62 พฤษภาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600