หากวันดีคืนดีเราเกิดไปเห็นลูกเดินจูงมือกับผู้ชายอยู่นอกบ้าน
หรือลูกเดินเข้ามาแล้ว บอกกับเราว่า " แม่ขานี่แฟนหนู"
คุณจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ?
พอลูกเข้าวัยรุ่น เรื่องรักวุ่นๆ ของลูก ก็ตามมากวนใจ พ่อแม่ให้รู้สึกว้าวุ่นอยู่ไม่น้อย
ด้วยอาบน้ำร้อนมาก่อน ก็ย่อมจะรู้ว่า รักในวัยนี้ช่างหอมหวนชวนให้ลิ้มลองขนาดไหน
ถ้าลองได้รักแล้วก็ยากที่จะหักห้าม และถ้ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ แต่ครั้นจะปล่อยเลยตามเลย
ก็อดห่วงกังวลไม่ได้ว่าจะเตลิดไปไกลจนกู่ไม่กลับ
ถ้าเป็นแบบนี้ เห็นทีต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมรับกับสถานการณ์ต่างๆ
ที่อาจจะมาเคาะประตูบ้านเราในไม่ช้านี้เสียแล้วละค่ะ
อย่างแรก ต้องยอมรับก่อนว่า การที่ลูกเราจะมีแฟน หรือคบเพื่อนต่างเพศนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ
ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หากที่ผ่านมาเราแสดงปฏิกิริยาในเชิงปฏิเสธว่าเป็นเรื่องต้องห้ามเสียก่อนแล้ว
เมื่อถึงวันหนึ่งที่ความต้องการภายในของลูก (ทั้งลูกสาวลูกชาย) เรียกร้องในสิ่งที่พ่อแม่ปฏิเสธ
เขาห้ามใจตัวเองไม่ได้ สิ่งที่ตามมาก็คือ การโกหก ปิดบัง บิดเบือน และซ่อนเร้นข้อเท็จจริงแห่งความรู้สึก
และการกระทำของเขากับเรา ลูกจะกล้าเข้ามาพูดกับเราหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีที่มาจากทัศนคติของเรานี่ละค่ะ
ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การคบเพื่อนต่างเพศเป็นเรื่องของทักษะสังคมค่ะ เรื่องนี้คุณหมออัมพร เบญจพลพิทักษ์
แห่งสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น เคยพูดไว้เหมือนกันว่า ถ้าเด็กได้คบได้เรียนรู้นิสัยใจคอเพศตรงข้าม
ซึ่งอาจจะเป็นเพียงเพื่อนไม่ถึงขั้นแฟนมากเท่าใด ลูกเราก็จะยิ่งมีทักษะในการปฏิบัติตัว
สามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และเขาก็สามารถสร้างเป้าหมายที่ดีในชีวิตได้ด้วยเช่นกัน
แต่ถ้าเรายังอดห่วงไม่ได้ว่า ลูกจะไปเสียรู้ใครเขาหรือเปล่า ลูกเราจะหมกมุ่นแต่กับเรื่องรักๆ
จนเสียการเรียนหรือเปล่า ข้อนี้ก็อยู่ที่พื้นฐานความผูกพันระหว่างเรากับลูก รวมทั้งการถ่ายทอดแง่คิด
ข้อควรรู้ต่างๆ จากประสบการณ์ของเราแก่ลูกค่ะ จะว่าไปแล้ว การที่ลูกมีแฟนก็เป็นเหมือนนาฬิกาปลุก
บอกให้เรารีบลุกขึ้นมาใส่ใจลูกมากขึ้น แต่ต้องเป็นไปอย่างมีศิลปะด้วยนะคะ
ความรักความห่วงใยในตัวลูกเรามีเป็นทุนอยู่แล้ว แต่สำคัญที่การแสดงออกนี่ละค่ะ
อย่างถ้าลูกพาแฟนมาแนะนำตัวกับเรา แล้วเราไปพูดในทำนองตำหนิ จับผิด
หรือวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบว่า " โอ๊ยตาย นี่แน่ใจนะว่าเลือกแล้ว ผอมอย่างกับคนติดยาแบบนั้น"
หรือ " ท่าทางพิกล ดูไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย" เพราะการทำอย่างนั้น เท่ากับเรากำลังตำหนิรสนิยมของลูก
และสิ่งที่ตามมาก็คือ เขาจะไม่พูดหรือเปิดใจกับเราอีกเลยค่ะ
ใช้คำพูดที่เป็นกลางและเปิดกว้างจะดีกว่าค่ะ เราอาจเริ่มต้นด้วยการมองหาจุดดีในตัวแฟนลูกก่อน
เพื่อให้ลูกรู้สึกว่า เรายอมรับในสัมพันธภาพตรงนั้น แล้วค่อยๆ พูดในข้อสงสัยที่เราสังเกตเห็นตามมา
ลูกก็จะรับฟังได้มากกว่าค่ะ เช่น " แฟนหนูก็ดูสุภาพดีนะลูก แต่หลบตาแม่พิกล เอ๊ะ
แม่ดูน่ากลัวไปหรือเปล่าจ้ะ"
จากนั้นก็เปิดคำถามกว้างๆ ไว้
" ถ้ามีอะไรอยากจะปรึกษา แม่ยินดีให้บริการ 24 ชม. นะจ้ะ"
เริ่มต้นด้วยการยอมรับ และพร้อมที่จะให้คำปรึกษาตลอดแบบนี้หมดห่วงเรื่องที่เขาจะปิดบังซ่อนเร้น
ความจริงกับเราได้เปลาะหนึ่งละค่ะ ลองเปิดโอกาสให้เขาคบกันภายใต้สายตาเราให้มากที่สุด
พร้อมกันนั้นถ่ายทอดค่านิยมของเราให้เขารับรู้ ถ่ายทอดเรื่องของการคบกันเฉยๆ
เรื่องของการมีสัมพันธ์ทางเพศ ที่ถ้ามีแล้วจะเกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในวันข้างหน้าของลูกบ้าง หมั่นพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการคบเพื่อนต่างเพศกับลูกเสมอๆ
การบอกให้ลูกรู้เท่าทันเหตุการณ์ต่างๆ และดูแลตัวเองได้ค่ะ
" แม่เชื่อว่าลูกของแม่รับผิดชอบตัวเองได้ แต่บางครั้งแม่ก็ไม่ไว้ใจคนอื่น
สังคมข้างนอกยังมีอะไรที่เราคาดไม่ถึงอีกมาก และถ้าเราระวังตัวเองไว้อยู่เสมอก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือจ้ะ"
" แม่ไม่ว่าอะไรที่ลูกจะมีเพื่อนสนิท และแม่ก็เชื่อใจลูกของแม่เสมอ ว่าจะไม่ทำอะไรเสื่อมเสียเกียรติในตัวลูก"
ในทางตรงกันข้าม อย่าทำท่าทีว่า " ฉันรู้นะ ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี่"
เพราะนั่นเท่ากับเราไปตัดสินลูกจากการคาดคะเนของเรา ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้
แต่ที่แน่ๆ ก็คือลูกเสียความรู้สึกกับสิ่งที่เราพูด และอาจพานประชดได้ประมาณว่า
" กลัวนักใช่มั้ย เดี๋ยวก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ซะเลย"
ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าลูกจะรู้สึกพึงใจในเพศตรงข้าม เพราะมันเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ
หากสำคัญที่ว่า เขาจะใช้สัมพันธภาพนั้นไปในทางที่สร้างสรรค์หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะให้ข้อมูล
ถ่ายทอดทัศนคติ และค่านิยมที่ถูกต้องแก่ลูกค่ะ
(update 17 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 7 ฉบับที่ 81 ธันวาคม 2545 ]
|