วัย 15 ปี : เป็นผู้ใหญ่แล้วนะ


เอาล่ะซี เพิ่งผ่านพ่อคุณแม่คุณวัย 14 ปีที่แสนจะน่ารัก เลี้ยงง่าย สดใส มีชีวิตชีวามาหยกๆ
มาเข้าสู่วัย 15 ปีนี้ ลูกรักของเราจะยังดีอย่างเดิมอยู่หรือเปล่าหนอ

ดังที่เคยทราบกันมาแล้วว่า แบบการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของเด็กนั้น จะหมุนเวียนเป็นวงจรสลับกันไป ไม่คงที่ เช่น เมื่ออายุ 13 ปี พฤติกรรมมักจะถดถอยเข้าไปในโลกของตนเอง ไม่ค่อยเอาอะไรกับใคร ในขณะที่พอเข้าวัย 14 ปี ก็จะเปิดกว้างออกสู่โลกภายนอกมากขึ้น ครั้นเข้าวัย 15 ปี พฤติกรรมจะถดถอยกลับอีกครั้ง ปีหน้าเมื่อเข้าสู่วัย 16 จึงจะมีแนวโน้มสมดุลเข้าที่เข้าทาง

เตรียมรับมือวัย 15 ให้ดีค่ะ…

ก่อนอื่นมาดูเรื่องร่างกายกันก่อน ช่วงนี้เป็นช่วงวัยที่ผู้ชายเพิ่งผ่านการพุ่งปรู๊ดหลังวัย 14 มาหมาดๆ วัย 15 ปี ของหนุ่มน้อยไทยนั้น จากการสำรวจของกรมอนามัยเฉลี่ยน้ำหนักประมาณ 47-56 กิโลกรัม ส่วนสูงประมาณ 161-169 เซนติเมตร เป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว ส่วนของสาวน้อยไทยวัย 15 ปี น้ำหนักเฉลี่ยจะประมาณ 45-54 กิโลกรัม ส่วนสูงประมาณ 154-160 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขชุดนี้ถือเป็นเกณฑ์เฉลี่ยทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น สำหรับเด็กจากครอบครัวที่มีเศรษฐฐานะดี น้ำหนักและส่วนสูงย่อมจะมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยนี้

ในด้านอารมณ์ ถึงแม้จะเป็นวัยที่ถดถอย แต่ก็ไม่ใช่ว่า อารมณ์เขาจะรุนแรงโดยไม่มีเหตุผล อย่างช่วงวัยเด็กก่อนหน้านี้ คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น แม้ว่าอารมณ์เขาจะยังไม่เข้าที่ แต่เวลาโกรธจัดๆ อย่างมากก็อาจจะแสดงออกทางวาจา หรือเดินหนีไปมากกว่าจะโวยวาย ตอบโต้รุนแรงหรือใช้ความรุนแรงทางร่างกาย เห็นไหมคะว่า เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ความไม่เข้าที่ทางอารมณ์จิตใจของเขา อาจมีส่วนจากการที่เขารู้สึกว่า ไม่สบอารมณ์กับโลกของผู้ใหญ่ที่เขาเห็น ผู้ใหญ่เรื่องมาก ผู้ใหญ่ชอบออกคำสั่ง ดีแต่พูด ดีแต่ว่าเด็ก ตัวเองก็ทำไม่ได้ เขามักจะรู้สึกว่า โลกของผู้ใหญ่นั้นไม่เห็นจะเข้าท่า อะไรๆ ก็ไม่ค่อยดี และที่สำคัญ โลกของผู้ใหญ่เป็นโลกที่ไม่ค่อยยอมรับว่า พวกเขาในวัยนี้พร้อมที่จะเป็นอิสระได้แล้ว

วัย 15 ปี ต้องการเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะเป็นอิสระจากพ่อแม่ จากครอบครัว
เขาอาจจะมีความอดทนต่อใครทั้งโลกได้มากขึ้น ยกเว้นคนสองคน…พ่อกับแม่นั่นไง
พ่อแม่แนะอะไรนิด สอนอะไรหน่อย เขาเป็นต้องคัดค้านหรือดูแคลนเอาไว้ก่อน "ไม่เห็นเข้าท่าเลย" "โอ๊ย…ไม่ต้องหรอก…ไม่จำเป็นหรอก" "แม่ก็…ไม่ทันโลกเลยนะแม่"

เช่นเคย…พอเข้าวัยทีนๆ แล้ว แม่มักจะตกที่นั่งแย่กว่าพ่อ แย่กว่าใครๆ กับพ่อยังคุยกันได้มากกว่า รับฟังกันได้มากกว่ากับแม่ แม่เป็นผู้หญิงที่น่าเบื่อที่สุดในโลก ??? (ไปแล้วหรือ) ส่วนคนอื่นๆ ในบ้านเช่นพี่เช่นน้อง ถือว่าเข้ากันได้ดีขึ้น

ในด้านสังคมนั้น คนที่สำคัญที่สุดของวัยนี้ก็คือ เพื่อน เพื่อนถือว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เขาใช้เวลากับเพื่อนมาก คุยกันทุกเรื่อง สนุกสนานกันดี เวลาอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่อาจจะบ่นว่า "ลูกเรานี่ไม่เข้าหาใครเลย ไม่ชอบพูดชอบจา มีอะไรก็ไม่บอก" แล้วก็อาจจะสรุปด้วยความเป็นกังวลว่า "ลูกเรามีปัญหาการเข้าสังคม"…

แนะนำให้ลองไปแอบดูเวลาที่เขาอยู่กับเพื่อน…กรี๊ดดด วิ้ดดด…รับรองจำลูกไม่ได้ค่ะ เพราะเขาเหมือนกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาจะแสดงออกอย่างเต็มที่ กล้าพูดกล้าคุย มีเรื่องมาเจ๊าะแจ๊ะกันได้ไม่รู้เบื่อ ยิ่งถ้ากับเพื่อนสนิทของเขาละก็…จำไม่ได้จริงๆ

ความต้องการเป็นอิสระของลูกนั้นจะปรากฏเห็นเด่นชัด เขาอยากออกไปมีกิจกรรมกับเพื่อน เขาอยากจะจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง เขาอยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีของเขา…ฯลฯ ที่จะสวมเสื้อที่พ่อแม่ซื้อให้ ทำตามตารางที่พ่อแม่กำหนด คอยนัวเนียะกะหนุงกะหนิง จะทำอะไรต้องขอความเห็นพ่อแม่เสียก่อนนั้น…ไม่มีอีกแล้วล่ะ เขาจะเป็นตัวเขาเอง ธรรมชาติมันบอกกับเขามาเช่นนั้น พ่อแม่จึงควรมองความต้องการที่จะเป็นอิสระของลูกให้เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ เพราะมันคือพัฒนาการตามธรรมชาติของเขา

ถ้าพ่อแม่แสดงว่า เรายอมรับและยินดีไปกับความต้องการที่จะเป็นผู้ใหญ่ของเขา "อืมม์…วิธีนี้แปลกดีแฮะ เข้าท่าดีนี่ลูก พ่อแม่ไม่เคยคิดในมุมนี้เลย" หรือแสดงความเคารพความต้องการของเขาที่อยากเป็นอิสระ "ที่ลูกขออนุญาตไปเดินห้างกับเพื่อน แม่คิดดูแล้วก็เป็นห่วงนะ แต่เอาเถอะ แม่คิดว่าลูกโตแล้ว คงจะดูแลตัวเองได้ดี…แล้ว…ขอให้กลับตรงเวลานะลูกนะ พ่อแม่เป็นห่วง"

ถ้าเราพยายามเข้าใจในความต้องการเป็นอิสระของเขา มองเห็นว่า สิ่งนี้ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องเกิดขึ้น ลูกจะต้องออกไปจากการปกป้องของเราทีละเล็กละน้อย ถ้าเราค่อยๆ ปล่อยเขาไปสู่อิสระอย่างพอเหมาะพอดี เปรียบเทียบกับการกักเอาไว้ ปกป้องเอาไว้ทุกอย่าง ยังไม่ถึงเวลา…??? อย่างไหนจะดีกว่ากัน

ถ้าเรามองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสายตาอย่างโลกของผู้ใหญ่ที่เรามองกัน ลูกวัยนี้คงจะรับไม่ได้ ฉะนั้น เราอาจจะต้องทำใจและถามใจตนเองว่า ไอ้เรื่องที่เราห่วงกังวลนั้น…สวมเสื้อไม่เข้ากับกาลเทศะ (ก็ไม่โป๊หรอก แต่มันไม่เนี้ยบอย่างที่แม่ต้องการ…ไม่สวมเสื้อเข้าในกางเกงอย่างที่แม่บอก) รสนิยมไม่เข้าท่า (ฟังเพลงที่ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย เอาแต่ดิ้นเป็นไส้เดือนโดนขี้เถา บอกให้ฟังคลาสสิกหรืออย่างน้อยแจ๊สก็ยังดี…ก็ไม่เอา) เจาะหูตั้ง 2 รู…ทำผมสีชมพูแบบพี่ญารินดา…ฯลฯ ถ้าลูกเขาทำไป มันจะเสียหายหลายแสนหรือเปล่า จำเป็นเพียงไรที่เราจะต้องไปติ ไปว่า ไปเตือน ไปห้าม ไปจู้จี้จุกจิกกับเขา
ถ้ามันไม่คอขาดบาดตาย ก็ยอมกันได้บ้างกระมังคะ ??

ในเรื่องความเป็นอิสระนั้น ยังมีนัยรวมไปถึงความเป็นส่วนตัวของเขาด้วย หลายเรื่องที่เขาไม่อยากให้เรารู้ ก็อย่าไปอยากรู้เรื่องของเขาเลย คุณพ่อ (โดยเฉพาะ) คุณแม่บางบ้านมีความรู้สึกสูญเสีย จากการที่ไม่สามารถรับรู้ทุกเรื่องของลูกหมือนอย่างที่ผ่านมา เมื่อก่อนโน้นทุกอย่างของลูกขึ้นอยู่กับพ่อแม่ พ่อแม่รู้หมดทุกเรื่อง มาตอนนี้ชักมีเรื่องลับๆ ล่อๆ มีเรื่องที่พ่อแม่ถูกกันออกไปนอกวง…ต้องทำใจแล้วค่ะ เขาไม่อยากให้เรารู้แล้ว

ถ้าพ่อแม่ไม่ไปจู้จี้กับเขา แต่คอยดูอยู่ห่างๆ อย่างเข้าใจ ให้โอกาส ให้ความเป็นอิสระบ้าง เขาก็จะเรียนรู้ว่า พ่อแม่นั้นยอมรับ ความเป็นผู้ใหญ่ ของเขา เขาอาจจะเพี้ยนๆ ไปสักพักแต่เขาไม่เพี้ยนไปตลอดกาลหรอกค่ะ

ถ้าเราแสดงให้เขาเห็นว่า พ่อแม่ใจกว้างกับเขา เมื่อไรก็ตามที่เขา มีเรื่อง เขาก็จะรู้สึกว่า ต้องการพ่อแม่ก่อนคนอื่น เขาจะมาปรึกษา เพราะเขารู้ว่าคุยกันได้…ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

วัย 15 ปี เป็นวัยที่ใส่ใจเรื่องของตัวเองมาก ทั้งเรื่องบุคลิกภาพ จะแต่งตัวอย่างไร หน้าตาท่าทางแบบไหน ใส่ใจในเรื่องความคิด ความเห็นของตัวเอง เป็นวัยที่เรียกได้ว่ามีความสนใจในการคิดค้นมาก ชอบหาเหตุผล ชอบโต้แย้ง ซึ่งพ่อแม่หรือครูอาจจะนึกว่าเขาชอบเถียง แต่วัยรุ่นเขาว่า เขาไม่ได้เถียง เขา ถก ด้วยต่างหาก

เรื่องที่เขาชอบคิดชอบถกนี้ คุณพ่อคุณแม่คงจะต้องทำความเข้าใจว่า เป็นสัญญาณที่ดี ที่ชี้บ่งว่าเขากำลังก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ที่เริ่มมีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง ดังนั้น จึงไม่ควรไปโกรธขึ้ง หรือเข้าใจไปว่าลูก เถียงคำไม่ตกฟาก ลูกไม่เคารพพ่อแม่ หรืออวดดี…ทางที่ดี พ่อแม่ควรใช้โอกาสที่ลูกวัยนี้รักการค้นคิด และหาเหตุผล แสดงให้เขาเห็นว่า เราส่งเสริมท่าทีของการหาเหตุผล และเรายินดีเคารพความคิดเห็นของเขา แม้บางอย่างจะไม่เห็นด้วยแต่ก็รับฟังได้ อาจจะให้แง่คิดแก่เขาในเรื่องท่าทีในการ ถก …ถกอย่างสุภาพต่อกัน

ในทางจิรยธรรม เขาจะใส่ใจเรื่องความเป็นธรรมมาก ทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่น ความคิดของเขา จะไม่แบ่งแยกขาวแยกดำอย่างสุดขั้วอย่างที่เคยเป็นมา หากแต่เข้าใจการประนีประนอม รู้จักมองอะไรเป็นทีเท่าๆ บ้าง เดินสายกลางได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามหลักจริยธรรมที่สร้างขึ้นในจิตใจของลูกวัยนี้นั้นแท้ที่จริงได้อิทธิพลมาจาก ความคิดของพ่อแม่ที่สร้างสมไว้ในตัวลูกมาตลอดนั่นเอง ถ้าคุณพ่อคุณแม่วางรากฐานมาดี รับรองว่าลูกไม้ไม่ห่างไกลไปจากต้นแน่นอน

นอกจากนี้ ในสายตาของลูกวัยนี้ ความซื่อสัตย์สำคัญพอๆ กับความเป็นธรรม และที่น่ารักก็คือ ส่วนใหญ่วัยนี้เมื่อทำผิดมักจะยอมรับคำตำหนิได้ดีขึ้น ไม่เหมือนวัยก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ค่อยเอาเหตุเอาผลอะไรกันเท่าไร แต่พ่อแม่อย่าเผลอทำผิดเข้าล่ะ โดนโก๋เล่นงานสะใจเขาแน่…!!!?

เรื่องไปโรงเรียนของวัย 15 นั้น มักจะสุดขั้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพพื้นฐานของเขา หนึ่งล่ะว่าเดิมมานั้นชอบโรงเรียนแค่ไหน และสองขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเขาต่อครู ถ้าโรงเรียนดี คุณครูดี เขาก็จะปลื้มโรงเรียนแบบสุดๆ ชอบไปโรงเรียน จะใส่ใจ ค้นคว้า เข้าหาครู แต่ถ้าเขามีภาพประทับใจกับโรงเรียนไม่ค่อยดี ไม่ค่อยถูกเส้นกับคุณครูละก็…สุดๆ เหมือนกัน ถ้าลงไม่ชอบแล้วละก็ เป็นได้เอาไปวิจารณ์ลับหลังแหลกลาญ ตั้งแก๊งหาเรื่องป่วนในห้องได้ทีเดียว

คุณครูของเด็กวัยนี้ จึงถูกเรียกร้องให้มีบุคลิกอย่างเพื่อนรุ่นพี่ ที่คุยกันได้สบายๆ ไม่ใช้อำนาจแบบหฤโหด ฟังเหตุฟังผลของเขาบ้าง ถ้าเขาผิด เขาก็ต้องการให้คุยกันอย่างให้เขาสำนึกด้วยตนเองและให้โอกาสเขา ไม่ใช่ใช้การลงโทษแบบเด็กๆ หรือเอาเขาไปประจาน

แม้วัย 15 ปี เป็นวัยที่ถดถอย ถ้าเทียบกับวัย 14 แต่จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คุณพ่อคุณแม่ย่อมมองเห็นว่า มันเป็นการถดถอยที่ก้าวหน้า เป็นการถดถอยเพื่อบอกให้ทุกคนรับรู้ว่า เขากำลังจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว

ผู้ใหญ่เราต้องหมั่นสำรวจตัวเองว่า เราเปิดโอกาสให้เขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวอย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง


(update 30 เมษายน 2003)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 63 มิถุนายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600