เย็นวันจันทร์ที่เหนื่อยล้าสุดๆ มาจากที่ทำงาน พอกลับบ้านก็พบว่าจานชามและเศษขนมกระจายเกลื่อนเต็มพื้น
ส่วนเจ้าตัวทำรกกลับนอนเอ้เต้ดูทีวีสบายใจเฉิบ แม่ถึงกับฟิวส์ขาดเลยละ
" เฟิร์น
ทำไมปล่อยให้บ้านรกอย่างนี้"
" ไม่ใช่เฟิร์นคนเดียวซะหน่อย พี่ฟางก็ทำด้วยเหมือนกัน" สาวน้อยวัย 9 ขวบเถียงปากยื่น
" ก็ทั้งสองคนนั่นแหละ กินข้าว กินขนมแล้วไม่รู้จักเก็บ"
" ก็เก็บไปรอบนึงแล้ว นี่เพิ่งมากินใหม่ ยังไม่ได้เก็บ กำลังจะทำอยู่แล้วน่าแม่ บ่นอยู่ได้"
ประโยคท้ายๆ เจ้าเฟิร์นทำเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ แต่ก็ไม่พ้นที่แม่จะได้ยินอยู่ดี
เฮ้อ
ฟังแล้วก็น่าน้อยใจ ลูกสาวขี้อ้อน ช่างฉอเลาะคนเดิมหายไปไหนหนอ เดี๋ยวนี้พอว่าอะไรเข้าหน่อย
เจ้าเฟิร์นเป็นต้องเถียงไม่ยอมลดละ
ลูกสาวคนเดิมไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะ เพียงแต่เขากำลังเรียนรู้การเติบโตโดยผ่านการเถียงเท่านั้นเอง
ฟังแล้วออกจะงงๆ ว่า การเถียงไปเกี่ยวข้องกับการเติบโตของเด็กตรงไหน เกี่ยวค่ะเกี่ยว
เพราะเด็กๆ จะได้เรียนรู้การปรับตัว และฝึกฝนทักษะการใช้ภาษา ก็จากการเถียงนี่แหละ
พวกเขาอาจจะพยายามให้เหตุผล โดยไม่รู้ว่าจะมีวิธีพูดอย่างไร
การที่แชมป์บอกว่า " ผมไม่ชอบกินผัก ยังไงแม่ก็บังคับผมไม่ได้" กับ " ผมชอบแกงจืดมากกว่าผัดพัก
ผมขอกินแกงจืดอย่างเดียวได้ไหม" ความหมายเหมือนกัน แต่มีวิธีพูดต่างกันเท่านั้นเอง
สรุปง่ายๆ ก็คือ พวกเขารู้ว่าอยากจะพูด อะไร แต่ไม่รู้ว่า ควรจะพูดอย่างไร
และยิ่งไม่น่าน้อยใจเลย เมื่อได้รู้ว่าเด็กๆ จะใช้วิธีนี้กับผู้ใหญ่ที่พวกเขารู้สึกมั่นใจเท่านั้น
หมายความว่าพวกเขาจะเถียงก็ต่อเมื่อแน่ใจว่า ผู้ใหญ่คนนั้นจะยังคงรักเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
และผู้ใหญ่เหล่านั้น ก็มีอยู่สองคนแน่ๆ คือ พ่อ กับ แม่ นั่นแหละค่ะ
ก็เลยกลายเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องอดทน เมื่อเจอลูกเถียงใส่ เพราะการโต้กลับไปโดยใช้อารมณ์
ไม่ส่งผลดีกับใครทั้งนั้น ปล่อยให้อารมณ์เขาเย็นลงก่อน ค่อยถามว่าพร้อมที่จะพูดดีๆ หรือยัง
พยายามแสดงว่ารับรู้และเข้าใจอารมณ์ของเขา รวมทั้งแนะนำวิธีการพูดที่เหมาะสม เช่น
" ลูกอาจจะไม่พอใจที่ถูกสั่งให้เก็บของเดี๋ยวนี้ แต่แทนที่จะมัวมาเถียงว่าเป็นความผิดของใคร
ก็ตอบดีๆ ว่า เดี๋ยวหนูจะลุกมาเก็บเมื่อไร อย่างนี้ดีไหม"
เรื่องบางเรื่องที่สามารถต่อรองกันได้ ก็ควรจะรับฟังความคิดเห็นของเขา แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วย
อธิบายเหตุผลครั้งเดียวก็พอค่ะ ไม่ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเด็กๆ คงไม่ได้ฟังจบแล้วบอกว่า
" แม่อธิบายได้ดีมากครับ ผมเข้าใจและรับได้ ไม่มีปัญหา"
ขืนให้ลูกตอบอย่างนี้ มีหวังถูกข้อหากวนประสาทอีกกระทงแน่ๆ
และกับบางเรื่องที่ต่อรองไม่ได้ ก็ต้องปฏิเสธค่ะ แม้จะทำให้ลูกไม่พอใจไปบ้าง เช่น
ถ้าเราเลือกชุดสำหรับใส่ไปงานเลี้ยงให้ แต่ลูกกลับบอกว่า
" หนูไม่ยอมใส่ชุดนี้เด็ดขาด เชยจะตาย"
คุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไรคะ ?
ว้ากกลับ แล้วบอกว่าชุดที่พ่อแม่เลือกให้เหมาะสมสุดแล้ว หรือเลือกชุดใหม่ให้เขาทันทีเพื่อตัดปัญหา
ใช้ไม่ได้ทั้งสองวิธีค่ะ ไม่ผิดที่จะช่วยลูกเลือกชุดใหม่ แต่อย่าทำจนกว่าเขาจะใช้น้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพกว่านี้
ถ้าปล่อยให้เขาเถียงจนเคยชิน มันจะติดเป็นนิสัยที่แก้ไขได้ยาก
อย่าลืมว่า เรากำลังสอนทักษะการสื่อสารที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างสูง
เพื่อให้เด็กได้รู้ขอบเขตจำกัดของการแสดงความคิดเห็น โดยใช้ท่าทีที่ไม่ก้าวร้าว
การฝึกนิสัยจึงต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าบางครั้งดุ บางครั้งตามใจ เด็กๆ จะเรียนรู้อะไรไม่ได้เลย
ที่สำคัญ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยนะคะ เพราะถ้าพ่อแม่เอาแต่ท้าวสะเอวเถียงกันฉอดๆ
จะหวังให้ลูกเอาแบบอย่างที่ดีมาจากไหน
กฎง่ายๆ ค่ะ พูดกับลูกอย่างที่อยากให้ลูกพูดกับเราและไม่ใช่เฉพาะคำพูดเท่านั้น ระวังท่าทางและน้ำเสียงด้วย
เวลาลูกเถียง โปรดหลีกเลี่ยงคำพูดต่อไปนี้
1. " อย่ามาขึ้นเสียงกับแม่แบบนี้นะ"
2. " เป็นลูกต้องเชื่อฟังแม่ แต่นี่ลูกไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย"
3. " แม่ไม่เคยพูดจาแบบนี้กับคุณตาคุณยาย ดังนั้น ลูกก็ไม่ควรจะพูดแบบนี้กับแม่เหมือนกัน"
4. " แม่ทำทุกอย่างเพื่อลูก แล้วนี่น่ะหรือ คือสิ่งที่แม่ได้รับ"
|
(update 23 เมษายน 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 6 ฉบับที่ 63 มิถุนายน 2544 ]
|