ฉีด...กระชากวัย


ในโลกอนาคต พลโลกต้องเพิ่มขึ้นแน่ และ "คนแก่" จะทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะวิทยาการสมัยใหม่ นอกจากชะลอวัยชราแล้ว ยังช่วยยืดอายุประชากร คนอายุยืนขึ้น เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ประกอบกับผู้คนเริ่มรู้จักดูแลสุขภาพตัวเอง

เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานจากการประชุมของสมาคมเพื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกันที่ซานฟรานซิสโก ระบุว่า ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 20 อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นถึง 30 ปี และมีรายงานพยากรณ์แนวโน้มอายุขัยของมนุษย์ว่า
ถึงปี ค.ศ.2033 ชาวฝรั่งเศสจะมีอายุขัยเฉลี่ย 85 ปี
ชาวญี่ปุ่นก็จะตายช้าลงๆ เหมือนชาวเมืองน้ำหอม แต่ต้องรอประมาณปี ค.ศ.2035
ชาวอเมริกัน ก็จะยืดเวลาอยู่ดูโลกได้นานขึ้น โดยจะมีอายุเฉลี่ย 85 ปี ใน ปี ค.ศ.2182
ส่วนชาวสแกนดิเนเวีย บอกว่า ความจริงพวกเขามีอายุขัยยาวเกิน 100 ปี มากขึ้นทุกปี

แต่... แม้เราจะมีชีวิตอยู่ดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้นานๆ ทว่ามนุษย์ก็ไม่สามารถหยุดยั้ง "ริ้วรอย" ที่มากับชั่วโมงนาที ที่ผันผ่าน เราอาจจะอายุยืนขึ้น แต่ความชราภาพยังคงดำเนินไปตามปกติ
เฉกเช่นตะวันขึ้นที่ทิศตะวันออก และดวงจันทร์ทักทายเรามาจากทิศตะวันตก...


แก่...แต่ไม่อยากขึ้นเขียง


แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ คือผู้ชุบชีวิตและยืดอายุขัยของมนุษย์ แต่มนุษย์คงไม่พอใจแค่มีอายุยืนยาวแต่ "แก่" ขอเป็นคนมีอายุแต่หน้าตาดูอ่อนกว่าวัย เรื่องพรรค์นี้ต้องยกให้นักอุตสาหกรรมความงาม ซึ่งขยันคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อทาถู ชะลอริ้วรอย ครีมอะไรที่ทำให้หน้าเต่งตึง เส้นประสบการณ์หรือรอยตีนกาลบเลือนได้ ครีมกระปุกนั้นคงมียอดขายพุ่ง

ในขณะที่นักโภชนาการก็แนะนำอาหารที่กินแล้วสวย สุขภาพดี สารพัดสารแอนตี-ออกซิแดนท์ เบต้า-แคโรทีน วิตามินเอ อี ซี ฯลฯ ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและในอาหาร ทั้งกินทั้งทา ให้ผิวที่หย่อนคล้อย ตึงขึ้น กระชับขึ้น แต่ผิวหนังมนุษย์ย่อมเหี่ยวย่น หย่อนยาน ไปตามกาลเวลาและแรงโน้มถ่วงของโลก มิไยที่เราทั้งกินทั้งทาก็มิอาจหยุดยั้งริ้วรอยของความแก่นั้นได้

คงต้องพึ่งมีดหมอหรือ "ศัลยกรรมตกแต่ง" ผ่าตัด ดึงหน้า ยกหน้า รูดรอยย่นที่หางตา ใต้ตา หางคิ้ว ร่องแก้ม หน้าผาก ฯลฯ มาเก็บไว้แถวไรผม หน้าตึงแล้วก็ต้องดึงหนังคอให้เรียบรับกับใบหน้า วิธีนี้ลบรอยย่นได้ผลทันตา แต่ก็เสี่ยงไม่น่าไว้ใจ อีกทั้งถ้าดึงผิด ผ่าผิดที่ เกิดรอยแผลเป็น ทำแล้วแก้ไขไม่ได้ ต้องเอา (หน้า) ตัวเองขึ้นเขียง ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงตามมาอีกมากมาย

รายงานของศัลยแพทย์ตกแต่งเพื่อความงามบอกว่า โอกาสผิดพลาดมี 1 ใน 100 แต่ใครล่ะ..จะอยากเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เมื่อจะสวย..จะเต่งตึง ก็ขอให้หน้าตึงอย่างปลอดภัย
ฉีด...กระชากวัย ลบรอยย่น
ในเมื่อผลิตภัณฑ์ประทินผิว ต่อให้ราคากระปุกละหมื่น ไม่สามารถเนรมิตให้ผิวที่เหี่ยวแล้ว ย่นแล้ว รอยตีนกา (Crow's feet) ลบเลือนได้ดังใจ และศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery) ก็เสี่ยงเกินไป ผ่าผิดนิดเดียวหน้าเสียโฉม ไม่มีโอกาสกลับไปเป็นคนหน้าเดิม แล้ววิธีไหนเล่า...ที่จะสนองความสวยงามของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิง

แพทย์หญิงนันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ บอกว่า ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งของคนรักสวยรักงาม อยากฉุดกระชากวัย (หนุ่มสาว) ให้อยู่กับตัวนานๆ ไม่เสี่ยงต่อมีดหมอ และได้ผลทันใจ โดยฉีด " โบท็อกซ์" เข้าไปสลายรอยย่น วิธีนี้ใช้กันแพร่หลายกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียง ทำสถิติชะลอริ้วรอยชนะศัลยกรรมตกแต่งด้วยการดึงหน้า และมีแนวโน้มว่าคนหันไปใช้วิธีนี้เพิ่มขึ้นทุกปี

" โบท็อกซ์ (Botox) เป็นชื่อยี่ห้อของตัวยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นสารเคมีชื่อ โบทูลินึ่ม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) ผลิตจากอเมริกา มีเจ้าเดียว มีอีกยี่ห้อหนึ่งมาจากยุโรปแต่ว่ายังไม่ได้รับการยอมรับเท่าโบท็อกซ์ เนื่องจากการใช้โบท็อกซ์มีรายงานการใช้ออกมามาก มีการเทรนหมอ จัดเวิร์คช็อปฉีดโบท็อกซ์เยอะมาก เราจะได้รับรายงานเป็นระยะๆ

โบท็อกซ์เริ่มมาจากมีหมอคู่หนึ่งจากแคนาดา ใช้สารตัวนี้รักษาคนไข้โรคหนังตากระตุก ปกติสารตัวนี้ใช้รักษาอาการผิดปกติของกล้ามเนื้ออยู่แล้ว พอหมอใช้ยารักษาคนไข้หายแล้ว สามีซึ่งเป็นแพทย์ผิวหนังก็มาพบว่า เอ๊ะ! หนังตาหายกระตุกแล้วทำไมริ้วรอยมันหายไปด้วย เขาก็เลยศึกษาเรื่อยมาและนำมาใช้ในวงการเสริมสวย จัดอยู่ใน Cosmetic Surgery แต่ไม่ต้องผ่าตัด ฉะนั้นความเสี่ยงลดลง

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สมัยที่หมอเรียนอยู่อเมริกา เขาเพิ่งเริ่มใช้โบท็อกซ์ใหม่ๆ ตอนนั้นหมอก็ยังกลัวๆ อยู่ ในกลุ่มหมอศัลย์ก็เริ่มใช้กันบ้าง แล้วก็คอยสังเกต คอยดูว่าจะเป็นอย่างไร เวลาผ่านไปหลังจากศึกษาแล้วพบว่า ถ้าเราใช้โดส (Dose) อย่างเหมาะสม สามารถลบริ้วรอยได้ จากปีแรกที่เริ่มใช้ 1985 ตอนนี้เกือบ 20 ปีแล้ว พบว่ายังไม่มีผลข้างเคียง ในแง่ของการแพ้ก็ยังไม่พบ เมื่อต้นปีที่แล้ว อย.ของอเมริกาก็ยอมรับให้ใช้โบท็อกซ์ เพื่อความงาม (Approve for Cosmetic Immication) แต่เมื่อถามถึงผลระยะยาว จากช่วงแรกๆ ที่คนฉีดโบท็อกซ์ ยาวที่สุดตอนนี้ก็ 15 ปี จากรายงานยังไม่พบผลข้างเคียง ทีนี้ก็มีคำถามอีกว่าแล้วในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะมีผลอะไรตามมาหรือไม่ แพทย์เองอาจสรุปแน่นอนไม่ได้ แต่ในแง่ของทฤษฎีแล้วมันไม่น่าจะเป็นอะไร"

นอกจากใช้เสริมความงาม ในทางการแพทย์ก็ใช้เป็นยารักษากล้ามเนื้อ

" คนไข้ตาเหล่ ตาเข เป็นไมเกรน กล้ามเนื้อหูรูดตีบแล้วเกร็ง หนังตากระตุก โรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อใช้โบท็อกซ์รักษาเช่นกัน และหมดฤทธิ์เหมือนกันคืออยู่ในร่างกายไม่นานจะสลายไปเอง มีฉีดระงับต่อมเหงื่อ คนที่เหงื่อออกมาก ๆ แขนเป็นวงด่าง หรือคนที่มีกลิ่นตัวแก้ไขได้ ฉีดเสร็จเหงื่อออกน้อยลง ยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ แต่ต้องมาฉีดทุก 6 เดือน ฝรั่งบางคนที่เหงื่อออกมากที่มือก็มาฉีด เพราะฝรั่งทักทายด้วยการ Check Hand นักธุรกิจเขาจะให้ความสำคัญตรงนี้ หรือรักษาไมเกรนก็ถือว่าคุ้ม ถ้าเปรียบกับต้องกินยาทุกวัน ๆ แล้วก็ปวดหัวทรมาน วิธีนี้ถือว่าปลอดภัยกว่า"

ส่วนข้อผิดพลาดทางเทคนิค เช่น กรณีฉีดแล้วปากเบี้ยว หนังตาตก คิ้วตก คุณหมอบอกมีพบบ้าง เกิดจากสาเหตุที่แพทย์ฉีดไม่ชำนาญหรือฉีดผิดที่ ซึ่งเกิดได้ในกรณีที่แพทย์หรือผู้ฉีดไม่ได้รับการฝึกฝนเพียงพอ หรือขาดประสบการณ์

" แต่ข้อดีซึ่งอาจจะเป็นข้อเสียด้วยก็ได้ของโบท็อกซ์ คือมันไม่อยู่กับเรานาน ถ้าหมอฉีดผิดที่ทำให้คนไข้หนังตาตก เขาจะหายไปภายใน 1-2 เดือน มันไม่เหมือนศัลยกรรมพลาสติกซึ่งทำผิดแล้วแก้ไขไม่ได้ เช่น ผ่าจมูก เสริมหน้าอก ทำเสียแล้วแก้ไขยาก แต่โบท็อกซ์มันจะหมดฤทธิ์ของตัวยาไปเอง แต่ก็มีกรณีที่หมอฉีดแรงทำให้เป็นรอยช้ำ เขียว เกิดจากความไม่ชำนาญ

ฉีดไปแล้วหนังตาตก คิ้วตก อาจใช้ยาหยอดตาประทังได้ บางทีก็ไม่จำเป็น เพราะพอยาหมดฤทธิ์ กล้ามเนื้อจะกลับสู่สภาพเดิม โบท็อกซ์จะไม่อยู่กับเรา Long term มีระยะเวลา 3-4 เดือน เป็นข้อดีด้วยคือเช่น เกิดยกคิ้วไปแล้วไม่ชอบ อีก 3-4 เดือน หน้าเราจะกลับไปอย่างเดิม ในขณะเดียวกันเป็นข้อเสียด้วยคือ คนไข้ต้องมาฉีดบ่อยๆ ฝรั่งบางคนมาฉีดทุก 3-4 เดือน คนที่ต้องการหน้าตึงเป๊ะ ไม่ยอมให้มีเส้นเลยนะ ต้องมาฉีดบ่อยๆ"

แพทย์หญิงนันทภัทร์เล่าจากประสบการณ์ว่า การฉีดโบท็อกซ์เพื่อความงาม เป็นความสามารถเฉพาะตัวและประสบการณ์ของหมอ

" บางคนเรียกโบท็อกซ์ว่า Magic Bottle ส่วนคนไข้เรียกหมอว่า Miracle Worker หมอที่ฉีดโบท็อกซ์เก่งๆ สร้างหน้าได้สวย แต่ต้องดูเป็น Case by case เช่นหน้าคนนี้ควรแก้ไขอย่างไร เมื่อใช้โบท็อกซ์ควบคู่กับคอลลาเจน สามารถเปลี่ยนหน้าคนให้เหมือนหน้านางแบบได้ หมอจึงคล้ายกับเป็นอาร์ทิสต์ เช่น ตกแต่งคาง แก้ม คิ้ว อย่างไร

เช่นตอนนี้เขานิยมยกคิ้ว ฉีดแล้วยกกล้ามเนื้อหางคิ้วขึ้น ทำให้ตาดูโตขึ้น ถ้าเป็นช่างแต่งหน้าบอกว่า ต้องกันคิ้วที่รกๆ ออกเพื่อให้ดวงตาดูโตขึ้น สมัยนี้ฉีดโบท็อกซ์ คนกรามใหญ่ก็ฉีดให้กล้ามเนื้อเรียวลง คนที่นอนกัดฟันตอนกลางคืนบ่อยๆ ทำให้กรามกาง ฉีดแล้วหน้าจะเรียวลง มีรายงานพบว่าที่ฉีดระยะยาวๆ กระดูกจะเรียวลงเอง เปรียบกับคนเป็นโปลิโอที่กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานแล้วกระดูกก็ลีบลงไปเลย ถ้ากล้ามเนื้อเล็กลงทำให้โครงหน้าเล็กลงตามไปด้วย ในขณะที่ถ้าไปทำศัลยกรรมผ่าตัดกรามเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนผ่าตัดตา มีเรื่องของเส้นประสาทเข้ามาเกี่ยวด้วย ซึ่งมีอัตราเสี่ยงสูง"

แต่โบท็อกซ์ก็มีข้อจำกัดในกรณีของคนอายุมากๆ จะแก้ไขให้ย้อนวัยกลับไป 20 ปี คงเป็นไปไม่ได้

" ถ้ามาอายุ 60 แล้ว หนังห้อยแล้ว โบท็อกซ์ทำให้ตึงเป็นสาวคงไม่ได้ ถ้าอยากสวยทันใจต้องไปดึงหน้า แต่ขณะนี้คนกลัวผ่าตัด บางคนยืนกรานยังไงก็ไม่ดึงหน้ากลัวผลข้างเคียง โบท็อกซ์พอช่วยได้ ให้เขาดูอายุลดลงหน่อย กับอีกกรณีคนที่อายุน้อยๆ ก็มาฉีด ยังไม่แก่แต่ก็อยากดูดี ดูสวยเสมอ หมอมีคนไข้อายุน้อยที่สุดแค่ 19 ปี มาฉีดยกคิ้ว ทำให้ตาโต หน้าสว่างขึ้น อายุมากที่สุด 85 ปี เป็นผู้ชายซึ่งไม่อยากไปดึงหน้า ก็มาฉีดแล้วหน้าตาดูดีขึ้น แก่ช้าลง พอหน้าตาดูดีก็มีความสุข"

ต่อไปคนเราจะแก่ช้าลง ดูอ่อนกว่าวัย เมื่อหน้าตาสวย-หล่อแล้ว สุขภาพจิตก็ดีตาม ดูเหมือนเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ "รักสวยรักงาม" แต่ก่อนจะตัดสินใจใช้โบท็อกซ์ หรือทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความงามชนิดใดก็ตาม คุณหมอนันทภัทร์ ให้คำแนะนำว่า

" เราต้องนั่งคุยกับหมอ ปรึกษาหมอ ถ้ามีเพื่อนแนะนำมาหรือเพื่อนเคยไปทำแล้วดี ก็คิดว่าน่าจะตัดสินใจได้ว่าหมอคนนี้พอใช้ได้ แต่ถ้าเกิดไม่รู้จักไม่มีใครแนะนำมา อยู่ๆ เดินไปหาหมอก็ต้องคุยกันก่อน ดูไอเดียของหมอ จะให้แน่ใจจริงๆ ต้องมี Second Opinion โดยเฉพาะการทำศัลยกรรมดึงหน้า ผ่าตา ทำจมูก ฯลฯ ต้องหาหมออย่างน้อยสัก 2 คนขึ้นไป"

แล้วถ้าใช้วิธีฉีด...ฉุดวัยด้วยโบท็อกซ์ ต้องเตรียมสตางค์จ่ายเพื่อความงามทุก 3-4 เดือน

" ฉีดแต่ละครั้ง สรุปเป็นตัวเลขไม่ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของการใช้ตัวยา (เรียกว่ายูนิต) ใช้มากก็ราคาแพงขึ้น ฉีดแต่ละครั้งประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่หมอใช้มาถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าราคาตัวยานำเข้าแพงขึ้นตามค่าเงิน เป็นข้อจำกัดของโบท็อกซ์อีกอย่างคือเปลือง (สตางค์) ในขณะที่ข้อดีคือปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง แต่คนสมัยนี้ยอมเจ็บแต่ขอปลอดภัย และขอให้สวย ดูดีไว้ก่อน มีคนบอกหมอว่า...ก็ลดรายจ่ายอื่นๆ เช่น กินอาหารนอกบ้านน้อยลง ใส่เสื้อแพงๆ น้อยลง มีสตางค์แต่งตัวดีแต่หน้ายู่ไม่เอา ขอหน้าสวย ดูเด็กลง นุ่งกางเกงยีนส์ได้ก็มีความสุขแล้ว..."

สุขที่ได้สวย...เป็นยอดปรารถนาของคนทั้งโลก

(update 23 เมษายน 2003)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ   วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600