จับตา… โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ ระยะที่ 3 คนไทย ไม่ใช่หนูทดลอง


ปลายเดือนกันยายนนี้แล้วที่ประเทศไทยจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญทางด้านสาธารณสุขระดับโลก ด้วยการเริ่มโครงการทดลองวัคซีนเอดส์ ระยะที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งเป็นการทดลองวัคซีนในคนที่มีขนาดจำนวนผู้เข้ารับการทดลองจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีการทดลองวัคซีนมา ก่อให้เกิดกระแสความเป็นห่วงเป็นใยถึงความปลอดภัยของ "อาสาสมัคร" จำนวนเรือนหมื่นที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ พร้อมคำปรารภว่า… "คนไทยไม่ใช่หนูทดลอง"

ทำไมถึงเกิดโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ?
อาสาสมัคร 16,000 ราย มีความปลอดภัยจริงหรือ ?
ความหวังที่จะมีวัคซีนป้องกันเอดส์ มีมากน้อยแค่ไหน ?
แล้วทำไมต้องเป็นประเทศไทย "ใกล้หมอ" พาไปจับตาโครงการอย่างละเอียด

เอดส์…ไวรัสร้าย เข้าคุกคามประชากรโลกมาหลายสิบปีแล้ว เป็นมหันตภัยใหม่ที่เข้าคร่าชีวิตผู้คน ล้มตายก่อนวัยอันควร ซ้ำยังทิ้งผลพวงโรคร้าย ถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์มารดาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัยหรือหากรอดมาได้ก็กลายเป็นเด็กกำพร้า เป็นปัญหาสังคมที่ต้องตามแก้กันอยู่ตลอด

เอดส์ จึงเป็นโรคร้ายแรง และจนถึงทุกวันนี้ แม้มียารักษาได้ แต่ก็ไม่หาย
หลายครั้งที่ได้รับข่าวคราวเรื่องยารักษาโรคเอดส์ขนานใหม่ๆ ให้เป็นที่ฮือฮาในหมู่คน ทั้งการรักษาด้วยยาในระบบแพทย์แผนปัจจุบันและสมุนไพรที่ลือกันไปว่ารักษาเอดส์ได้ แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ออกมารองรับ ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการทดลองวิจัย เพื่อให้ได้ยาขนานใหม่ๆ มาใช้รักษาโรคใดใดก็ตาม กินเวลายาวนานอย่างน้อย 5-10 ปี

รัฐบาลจึงหันมาใช้วิธีรณรงค์โดยให้ความรู้เรื่องเอดส์ และแนะนำให้กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้รู้จักวิธีป้องกัน ด้วยการใส่ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง เลิกพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ และสำหรับกลุ่มที่ติดยาเสพติดแล้วยังไม่สามารถเลิกได้ อย่างน้อยให้เปลี่ยนเข็มทุกครั้ง พร้อมกับคำขวัญ "ไม่มั่วเข็ม ไม่มั่วเพศ"

ผลของการรณรงค์ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีผู้ที่ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 70-80 ราย !!! เป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย และที่น่าตระหนก คือ กลุ่มคนที่ติดเชื้อได้ขยายตัวออกสู่กลุ่มประชาชนทั่วไป กลุ่มเยาวชน และนักเรียน นักศึกษา

หลายฝ่ายจึงคิดหาแนวทางเพื่อเป็นมาตรการเสริมการป้องกัน อันเป็นที่มาของการทดลองวัคซีนเอดส์ที่ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี จนกระทั่งในปีนี้ การทดลองก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 เป็นระยะของการทดลองในกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป เพื่อดูประสิทธิผลของวัคซีนซึ่งกลายเป็นที่มาของโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 และหากการทดลองครั้งนี้สำเร็จ นั่นหมายถึงว่าความหวังของมนุษยชาติที่จะมี "วัคซีน" สำหรับ "ป้องกัน" โรคเอดส์ก็จะกลายเป็นจริง

การพัฒนาวัคซีนป้องกันเอดส์

50 ปี คือระยะเวลาที่มนุษย์ใช้สำหรับการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรค "โปลิโอ"
การค้นคว้าวิจัย "วัคซีนเอดส์ ทำกันมาแล้วกว่า 20 ปี โดยประเทศที่ทุ่มเทงบประมาณ ความรู้ และทรัพยากรบุคคลในด้านนี้อย่างมาก ก็หนีไม่พ้นประเทศมหาอำนาจทั้งหลายที่มีความพร้อมทางด้านนี้ การศึกษาทำด้วยระเบียบวิธีของการทดลองวัคซีน ซึ่งเมื่อมีการทดลองในห้องแล็บจนได้ "วัคซีนคาดหวัง" (Candidate Vaccine) และนำไปทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง แล้วก็จะก้าวเข้าสู่ระยะของการทดสอบในคน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มจากคนจำนวนน้อยๆ ในศูนย์ทดสอบวัคซีนในระยะที่หนึ่ง และเพิ่มจำนวนผู้เข้ารับการทดสอบให้มากขึ้นในระยะที่สอง จนถึงระยะที่สาม คือระยะการทดสอบในคนในสถานการณ์จริง เป็นระยะที่ 3 ดังที่กำลังจะเกิดขึ้นในไทยอีกไม่นานนี้

ผลการทดสอบระยะที่ 1, 2 จำนวนมากที่ผ่านมา มีวัคซีนเพียงไม่กี่ตัวที่สามารถนำไปทดสอบระยะที่ 3 ได้ แต่ยังไม่มีวัคซีนตัวใดประสบความสำเร็จในระยะที่ 3 เลย
วัคซีนเอดส์ ยังคงเป็นเพียงความหวัง


การทดลองวัคซีนเอดส์แบบ "ปูพื้น-กระตุ้น"

แนวคิดการฉัดวัคซีนแบบ "ปูพื้น-กระตุ้น" (Prime-Boost) นี้เริ่มใช้ครั้งแรก เพื่อป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอันเกิดจากเชื้อ Haemophilus influenza, (type b หรือ ฮิบ (Hib) ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ ได้ให้วัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบแก่เด็กอายุ 2 เดือน ด้วยการให้วัคซีน 2 ชนิดที่ต่างกันกับทารกเมื่ออายุได้ 4, 6 และ 8 เดือน ผลที่ได้ปรากฏว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการใช้วัคซีนต่างชนิดกันสูงกว่าการให้วัคซีนชนิดเดียว แนวความคิดเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับการทดลองวัคซีนป้องกันเอดส์ วัคซีนป้องกันโรคมาเลเรีย วัณโรค และโรคมะเร็งบางชนิด ในขณะนี้

สำหรับวัคซีนที่จะทำหน้าที่ "ปูพื้น" ในโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองในครั้งนี้ คือ "อัลแวค" (ALVAC vCP1521) ซึ่งหน้าที่ของวัคซีน "ปูพื้น" เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ หรือ cytotoxic T lymphocytes (CTL) ซึ่งจะทำหน้าที่ของ "นักฆ่า" โดยค้นหาและฆ่าเชื้อไวรัส เอช ไอ วี ในเม็ดเลือดขาว

อีกวัคซีนหนึ่งที่รับบทบาท "กระตุ้น" คือ วัคซีน "เอดส์แวค" (AIDSVAX B/E) ซึ่งเป็นวัคซีนซึ่งทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อยับยั้งการเกาะจับผนังเซลล์เม็ดเลือดขาวของเชื้อไวรัส เอช ไอ วี ทำให้ไวรัสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวได้

วัคซีนทั้งสองชนิดนี้ ผลิตด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ผลิตมาจากเชื้อ เอช ไอ วี จึงไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเอดส์ในคนอย่างแน่นอน

การศึกษาวัคซีน "ปูพื้น-กระตุ้น" ในโครงการนี้ จึงเป็นการศึกษาว่าเมื่อฉีดวัคซีนทั้งสองชนิดเข้าสู่ร่างกาย แล้วจะสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันการติดเชื้อ เอช ไอ วี ได้จริงหรือไม่


รู้จักกับวัคซีน "อัลแวค" และ "เอดส์แวค"

  • อัลแวค (ALVAC)
    อัลแวค ผลิตโดยบริษัท อเวนตีส ปาสเตอร์ (Aventis Pasteur) ซึ่งเป็นบริษัท ผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท อเวนตีส ฟาร์มาเอจี จากประเทศเยอรมัน บริษัทฯ นี้มีศักยภาพในการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนที่หลากหลาย และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ จนได้มาซึ่ง "อัลแวค" (ALVAC) หนึ่งในวัคซีนในโครงการนี้ ซึ่งจะทำหน้าที่ "ปูพื้น" ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา เพื่อฆ่าเชื้อเอช ไอ วี ที่อาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาว
    "อัลแวค" คือสารสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นเลียนแบบสารพันธุกรรมของเชื้อเอช ไอ วี โดยใช้เชื้อไวรัสของนกหงษ์หยกเป็นพาหะในการนำสารก่อภูมิต้านทาน (Antigen) ดังนั้นวัคซีนตัวนี้จะไม่ก่อให้เกิดโรคในคน เพราะเชื้อไวรัสนกหงส์หยกเป็นเชื้อที่จะก่อโรคเฉพาะในนกหงส์หยกเท่านั้น ไม่สามารถก่อโรคในคนได้

  • เอดส์แวค (AIDSVAX)
    เอดส์แวค ผลิตโดย บริษัท แวี๊กเจน อิ๊งค์ จำกัด (VAXGEN INC.) จากประเทศสหรับอเมริกา ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงชีววิทยาเพื่อการพาณิชย์ สำหรับใช้ในการป้องกันและรักษาโรคติดต่อในมนุษย์ และเป็นผู้คิดค้นและพัฒนา "เอดส์แวค" (AIDSVAX) ซึ่งทำหน้าที่ "กระตุ้น" ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันอีกชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในน้ำเลือดและน้ำเหลืองให้มีปริมาณสูงขึ้นเพื่อทำลายเชื้อเอช ไอ วี ก่อนที่จะเข้าโจมตีเซลล์ได้
    "เอดส์แวค" เป็นโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น โดยเลียนแบบโครงสร้างโปรตีนบางส่วนของเปลือกนอกของเชื้อไวรัสเอช ไอ วี (หรือที่เรียกว่า จีพี 120) เอดส์แวคจะทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่จะไปเกาะติดเปลือกนอกของเชื้อไวรัส (จีพี 120) มีผลทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวได้ ซึ่งธรรมชาติของเชื้อไวรัสเอช ไอ วี นั้นต้องอาศัยเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อเพิ่มจำนวน และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง "เอดส์แวค" จึงมีผลในการป้องกันโรคเอดส์ได้ด้วยวิธีการนี้

โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3
รวมสุดยอดจอมยุทธ…สายสาธารณสุข

เมื่อเริ่มการทดสอบระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ของการโครงการศึกษาวัควีนเอดส์แบบ "ปูพื้น-กระตุ้น" ด้วย "อัลแวค" และ "เอดส์แวค" ในไทยนั้น ได้เริ่มการทดสอบโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร กรมแพทย์ทหารบก และคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการทดสอบวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัส เอช ไอ วี สายพันะ "บี" และ "อี" ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดในเมืองไทยโดยเฉพาะ โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ได้รับวัคซีนจำนวน 200 ไมโครกรัม กลุ่มที่ 2 ได้รับวัคซีน 600 ไมโครกรัม และกลุ่มที่ 3 ได้รับสารเลียนแบบวัคซีน (ไม่ใช่วัคซีน)
การทดสอบในครั้งนั้น พบว่าการฉีดวัคซีนสองชนิดร่วมกันมีความปลอดภัย และสามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้

ผลการทดสอบระยะที่ 1 และระยะที่ 2

กลุ่มทดสอบ ภูมิคุ้มกันชนิดจับและฆ่าเชื้อไวรัส (Binding Antibody) ภูมิคุ้มกันชนิดทำลายเชื้อไวรัส (Neutralizing Antibody)
กลุ่มที่ 1
ได้รับวัคซีน 200 ไมโครกรัม
เพิ่มขึ้น 86% สร้างภูมิคุ้มกันสูง
เพิ่มขึ้น 23-47%
กลุ่มที่ 2
ได้รับวัคซีน 600 ไมโครกรัม
เพิ่มขึ้น 96% สร้างภูมิคุ้มกันสูง
เพิ่มขึ้น 31-71%
กลุ่มที่ 3
ได้รับสารเลียนแบบวัคซีน
ไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่เปลี่ยนแปลง


ผลการทดสอบที่ได้ ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และอาการข้างเคียงที่เกิดจากการฉีดวัคซีนก็น้อย ไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรงเลย อาสาสมัครบางรายมีอาการปวด แดง บวมบริเวณที่ฉีด หนาวสั่น หรือมีผื่นขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกับอาการที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับวัคซีนชนิดอื่นๆ และจะหายไปภายใน 3 วัน

เมื่อผลการทดสอบออกมาได้ผลอันน่าพอใจ จึงมีการจัดทำโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง "ปูพื้น-กระตุ้น" ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะพัฒนาวัคซีนเอดส์ออกมาใช้งานจริง โดยการทดลองนี้จะมีขนาดใหญ่ ใช้ระยะเวลานาน ใช้ทุนในการวิจัยจำนวนมากและแน่นอนต้องมีความพร้อมทางของระบบสาธารณสุขพื้นฐานมารองรับ รวมทั้งความพ้อมทางด้านบุคลากร ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีประเทศใดในโลกเลยที่มีการทดลองวัคซีนเอดส์ในคนจำนวนมากถึง 16,000 ราย เหมือนเช่นครั้งนี้

การดำเนินการพิจารณาโครงการนี้ คณะกรรมการพิจารณาหลายคณะทั้งของประเทศไทยและของนานาชาติ ทั้งนี้เพื่อให้โครงการเป็นไปตามมาตรฐานการวิจัยทางคลินิกที่ดี เชื่อถือได้ และมีการดูแลสวัสดิภาพของคนที่มาเป็นอาสาสมัครดีพอ

คณะกรรมการประกอบด้วย คณะกรรมการของไทย 4 คณะ และคณะกรรมการของสหรัฐอเมริกา 1 คณะ
      - คณะกรรมการพิจารณาโครงการวิจัย กรมแพทย์ทหารบก
      - คณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล
      - คณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคน กระทรวงสาธารณสุข
      - คณะอนุกรรมการควบคุมการทดลองวัคซีนป้องกันและรักษาโรคเอดส์ ภายใต้คณะกรรมการเอดส์แห่งชาติ
      - คณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคน กรมแพทย์ทหารบก กองทัพบกสหรับอเมริกา

นอกจากนี้ยังมีองค์กรที่ปรึกษาจากประเทศสหรับอเมริกา และสหประชาชาติ อีกจำนวน 4 หน่วยงาน
      - สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร วอลเตอร์ รีด
      - สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา
      - สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรับอเมริกา
      - คณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาวัคซีน โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ

คณะกรรมการพิจารณาโครงร่างวิจัยทั้งของไทย และของสหรัฐอเมริกา ผู้สนับสนุนงานวิจัยในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เสียสละเวลาเข้าร่วมพิจารณาโครงการวิจัยในครั้งนี้ร่วมกัน แผลงานทั้งหมดถูกนำขึ้นมาพิจารณา โดยเน้นหนักไปที่การศึกษาวิจัยในมนุษย์ ความปลอดภัยของโครงการ และการป้องกันการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

และเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานคณะอนุกรรมการควบคุมการทดลองวัคซีนป้องกัน และรักษาโรคเอดส์และ นพ.ศุภชัย ฤกษ์งาม ผู้อำนวยการโครงการวัคซีนเอดส์ทดลอง "ปูพื้น-กระตุ้น" ก็ได้เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ถึงการเคาะระฆังเริ่มโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาโครงร่างการวิจัยของไทยทั้ง 4 คณะไฟเขียวอนุมัติโครงการนี้ หลังจากที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบมาก่อนหน้านี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจึงเหลือเพียงการรอการอนุญาตนำเข้าวัคซีนเอดส์เพื่อการทดสอบจากคณะกรรมการอาหารและยาในฝ่ายไทย พร้อมเตรียมตัวเปิดรับอาสาสมัคร 16,000 ราย ในพื้นที่เป้าหมาย 8 อำเภอในจังหวัดชลบุรี และระยอง ในเดือนกันยายนนี้


เตรียมความพร้อม ซักซ้อมความเข้าใจก่อน…ลุย

เพราะโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีการทดสอบมา การเตรียมความพร้อมจึงต้องมีความเข้มงวดในทุกๆ จุด ทีมมวลชนสัมพันธ์ลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย คือ อ.พานทอง อ.สัตหีบ อ.บางละมุง อ.ศรีราชา จังหวัดชลบุรี และ อ.เมือง อ.บ้านค่าย อ.บ้านฉาง อ.แกลง จังหวัดระยอง ซึ่งก็ต้องเผชิญกับความสงสัย ความไม่เข้าใจ และปฏิกิริยาตอบรับจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งยังไม่ค่อยเข้าใจนักในช่วงแรกๆ แต่เมื่อมีการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่คนในพื้นที่ การตอบรับเริ่มมีขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความมั่นใจของทีมงาน ในประเด็นของอาสาสมัครจำนวน 16,000 ราย ว่าจะได้ครบตามเป้าหมาย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากบุคลิก และอุปนิสัยของคนไทย หากทราบข้อเท็จจริงของโครงการในครั้งนี้อย่างถูกต้องทั้งทางด้านของที่มา และความคาดหวัง รวมทั้งมาตรการความปลอดภัยต่างๆ โอกาสที่จะเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครก็มีอยู่สูง เพราะเป็นการทำเพื่อลูก เพื่อหลานตนเอง

โดยเฉพาะหาก "วัคซีน" จากการทดสอบครั้งนี้ ประสบความสำเร็จ คนไทยคงได้เฮกับการเป็นส่วนหนึ่ง ของความสำเร็จระดับโลกในการเอาชนะโรคร้ายที่คุกคามมนุษยชาติมากว่า 20 ปี

แต่กว่าจะถึงวันนั้นภารกิจของทีมงานยังต้องเดินหน้าต่อไป นี้เป็นเพียงปฐมบทของโครงการทั้งหมด การรับสมัครเพื่อคัดกรองให้ได้ "อาสาสมัคร" จากประชาชนจำนวน 25,000 ราย จาก 2 จังหวัดเป้าหมายกำลังจะเริ่มขึ้นในปลายเดือนนี้และต่อจากนี้ไป คือ บทพิสูจน์ที่แท้จริง ว่าการเตรียมความพร้อมที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จขนาดไหน ความเข้าใจของกลุ่มคนนอกพื้นที่จะมีผลต่อคนในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้าใจดีแล้วอย่างไรและโครงการจะสามารถติดตามอาสาสัครได้ตลอดระยะเวลา 3 ปี 6 เดือนหรือไม่ และสุดท้ายเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ "ผลของการทดสอบ" ที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติมากน้อยเพียงไหน

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ …ประเทศไทย โดยมีประชาชนคนไทยทั้งประเทศเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน การศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3

และจากการประมวลภาพความพร้อมของโครงการแล้วขอยืนยันว่า คนไทย "ไม่ใช่" หนูทดลอง แน่นอน

เปรียบเทียบโครงการวัคซีนเอดส์ทดลอง "ปูพื้น-กระตุ้น" ระยะที่ 3 ของกระทรวงสาธารณสุข กับ โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร

โครงการวัคซีนเอดส์ทดลอง
"ปูพื้น-กระตุ้น" ระยะที่ 3
โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง
ระยะที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร
ขนาดของโครงการ อาสาสมัคร 16,000 คน อาสาสมัคร 2,500 คน
ผู้เข้าร่วมโครงการ ประชาชนทั่วไป ผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นที่รับการฟื้นฟู
อายุ20-30 ปี20-60 ปี
เพศ คาดว่าจะเป็นเพศชาย ร้อยละ 50 และเพศหญิง ร้อยละ 50 เพศชายร้อยละ 90
แนวโน้มการติดเชื้อ ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ติดเชื้อทางเลือด
สถานที่ ชลบุรี และ ระยอง กรุงเทพฯ
แนวคิดวัคซีนที่ให้ วัคซีนเอดส์ทดลอง "ปูพื้น-กระตุ้น" อัลแวค (ALVAC vCP 1521) เป็นวัคซีน "ปูพื้น" และเอดส์แวค บี/อี (AIDSVAX B/E) เป็นวัคซีน "กระตุ้น" วัคซีนเอดส์ทดลองทั่วไป : เอดส์แวกซ์ บี/อี
ระยะเวลาดำเนินการ 2546-2551 2542-2546
ผู้ดำเนินการ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขไทย คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และการแพทย์ทหาร กรมแพทย์ทหารบก ทั้งฝ่ายไทยและสหรัฐอเมริกา กรุงเทพมหานคร คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล กรมควบคุมโรคติดต่อ สหรัฐอเมริกา (Center for Disease Control) บริษัท แว๊กซ์เจน อิ๊งค์ จำกัด
ผู้สนับสนุนโครงการ กระทรวงสาธารณสุข กองทัพบก สหรัฐอเมริกา บริษัท แว๊กซ์เจน อิ๊งค์ จำกัด


ประเด็นที่มักเข้าใจผิดๆ

- การทดสอบครั้งนี้ อาสาสมัครต้องเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์
ข้อเท็จจริง : ไม่ใช่ เพราะการทดสอบครั้งนี้ คือการทดสอบ "วัคซีนป้องกัน" ไม่ใช่ "ยารักษาโรคเอดส์" อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดสอบจึงเป็นบุคคลปกติทั่วไป ตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกของโครงการ

- อาสาสมัครต้องเข้ารับการฉีดเชื้อเอดส์อ่อนๆ เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้เกิดการสร้างภูมิต้านทาน
ข้อเท็จจริง : ไม่ใช่ ถึงแม้ว่าวัคซีนหลายชนิด จะได้มาจากการฉีดเชื้อโรคชนิดนั้นๆ ที่ถูกทำให้อ่อนแรงลงเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน แต่การทดสอบวัคซีนในครั้งนี้ วัคซีนที่นำมาทดสอบไม่ได้มาจากเชื้อเอช ไอ วี แต่เป็นโปรตีนสังเคราะห์ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และไม่ก่อให้เกิดโรคในคน

- อาสาสมัคร จะต้องอยู่ในความควบคุมดูแลตลอดระยะเวลาการทดสอบ 3 ปี 6 เดือน
ข้อเท็จจริง : การทดสอบนี้ เป็นการทดสอบโดยมีเงื่อนไขของการใช้ชีวิตตามปกติเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ ดังนั้น อาสาสมัครเมื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนและรับการอบรมความรู้ ความเข้าใจเรื่องวัคซีน และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ก็จะสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ เพียงกลับมารับการเจาะเลือดตามเวลานัดหมายเท่านั้น

- การทดสอบนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสหรัฐอเมริกา จะมีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝงหรือไม่
ข้อเท็จจริง : การทดสอบครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสหรัฐอเมริกาจริง แต่การที่เลือกพื้นที่ของประเทศไทยนั้น ผลประโยชน์ที่ได้จะตกกับคนไทยเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจาก
1. สายพันธุ์เชื้อ เอช ไอ วี ที่ทำการทดสอบในคนไทยนั้นเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดในเมืองไทย คือ B และ E ซึ่งจะแตกต่างกับที่ระบาดในประเทศอื่นๆ ดังนั้นหากการทดสอบวัคซีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จ วัคซีนที่จะถูกผลิตออกมาจำหน่ายก็จะเป็นชนิดที่เหมาะสมกับคนไทย
2. การถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยี (Technology Transfer) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานชาวไทยจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ ในด้านการทดสอบวัคซีน ซึ่งจะนำมาพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศได้
3. เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการที่มีการควบคุมความปลอดภัย และความถูกต้องของการวิจัย ตามมาตรฐานการวิจัยระดับโลก ทำให้อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในโครงการ เป็นเครื่องมือที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดในขณะนี้ ซึ่งจะทำให้บุคลากรคนไทย ได้มีโอกาสเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในการทำงานมาตรฐานระดับโลก
อาจกล่าวได้ว่า โครงการฯ ในครั้งนี้ถึงแม้ผลการวิจัยอาจจะออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ ไม่มีวัคซีนเอดส์ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แต่ประเทศไทยก็ได้ประโยชน์แล้วในแง่มุมขององค์ความรู้ตามมาตรฐานสากล ที่เพียงพอจะทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่การคิดค้นวัคซีนตัวใหม่ๆ สำหรับคนไทย และเหนืออื่นใด คือ ความตระหนักในปัญหาโรคเอดส์ของประชาชน ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ทุกวัน ฉะนั้น การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ และการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่จะมีเพศสัมพันธ์ จึงถือเป็นประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างดีที่สุดควบคู่ไป

- อาสาสมัคร ได้ค่าตอบแทนจากโครงการนี้จำนวนมาก จึงยอมมาเป็นอาสาสมัครให้
ข้อเท็จจริง : เนื่องจากการให้ค่าตอบแทนอาสาสมัคร เป็นปัจจัยหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้ตามระเบียบวิธีวิจัย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อผลวิจัยได้ ดังนั้นอาสาสมัคร ทั้ง 16,000 รายที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเพียงค่าเดินทาง ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปตามสถานที่การเข้ารับการตรวจเท่านั้น แต่สิทธิพิเศษจริงๆ ที่อาสาสมัครจะได้รับ คือ กลุ่มอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับสารเลียนแบบวัคซีนจะมีสิทธิในการได้รับวัคซีนจริงก่อนกลุ่มอื่น ในกรณีที่การทดสอบครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ วัคซีนทดสอบสามารถป้องกันเอดส์ได้จริง

- ถึงแม้ทำการทดสอบในไทย แต่ท้ายที่สุด ลิขสิทธิ์ของวัคซีนก็จะกลับไปสู่เจ้าของวัคซีน คือ บริษัทผู้ผลิต
ข้อเท็จจริง : ในความเป็นจริง บริษัทผู้ผลิตวัคซีน เป็นเจ้าของวัคซีนตั้งแต่แรกเริ่ม ด้วยการลงทุนทางด้านการค้นคว้าวิจัยในห้องทดลอง จนประสบความสำเร็จกลายเป็นวัคซีนที่มีความเป็นไปได้ (Candidate Vaccine) ในห้องทดลอง แล้วจึงขยายผลออกมาสู่การวิจัยในสัตว์ จนกระทั่งเข้าสู่ระยะการทดสอบในคน ลิขสิทธิ์จึงตกเป็นของบริษัทผู้คิดค้นนั้นถูกต้องแล้ว ประเทศไทยในฐานะผู้ให้ความร่วมมือในการทดลอง ในคนอาจได้ประโยชน์ในแง่ของการผลิตวัคซีนในประเทศไทย การถ่ายโอนความรู้ หรือการซื้อวัคซีนได้ในราคาถูก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะต้องมีการเจรจาต่อไป หลังจากมีการทดสอบแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องอนาคตมากๆ เพราะการทดลองจะประสบความสำเร็จเพียงใด ยังไม่มีใครสามารถตอบได้

- ที่เลือกทดสอบในประเทศไทย เพราะประเทศไทยอยากได้เงิน อยากได้ความรู้จึงยอมให้คนไทยกลายเป็นหนูทดลอง
ข้อเท็จจริง : ที่เกิดการทดสอบขึ้นในประเทศไทยนั้น เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมทางด้านโครงสร้างสาธารณสุขพื้นฐานเพียงพอที่จะรองรับการทดสอบในคนขนาดใหญ่ได้ ส่วนการวิจัยในสหรัฐอเมริกา เน้นการวิจัยในห้องแล็บเพื่อหารูปแบบการทำงานของวัคซีน แต่สำหรับการทดสอบในประเทศไทยครั้งนี้เน้นไปที่ "ผลในการป้องกัน" โรคเอดส์ เพื่อแก้ปัญหาโรคเอดส์ภายในประเทศให้ได้เร็วที่สุด

- ทำไมจึงไม่ไปทดลองในประเทศอื่นที่มีการระบาดของโรคเอดส์มากกว่าประเทศไทย
ข้อเท็จจริง : ประเทศแอฟริกามีการระบาดของโรคเอดส์มากกว่าประเทศไทยหลายเท่า ประมาณว่าประชากร 1 ใน 4 คนติดเชื้อเอดส์ แต่ความไม่พร้อมทางด้านโครงสร้างสาธารณสุข ทำให้ไม่สามารถทำการทดสอบระยะที่ 3 ในประเทศเหล่านั้นได้

- ชลบุรี และระยอง เป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์จำนวนมาก จึงถูกเลือกให้เป็นพื้นที่ทดสอบ
ข้อเท็จจริง : ชลบุรีและระยอง ไม่ใช่พื้นที่ที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์อยู่จำนวนมาก แต่เป็นพื้นที่ที่มี "อัตราเพิ่มของผู้ป่วยโรคเอดส์" สูงจากปัจจัยต่างๆ อาทิ การเข้ามาของนักท่องเที่ยว การอพยพของแรงงานจากต่างประเทศ ฯลฯ ทั้งสองจังหวัดจึงถูกเลือกเป็นพื้นที่ทำการทดสอบ แต่จะมีการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่อาสาสมัคร และคนในพื้นที่ก่อนที่จะมีการทดสอบจริง


(update 9 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 8 กันยายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600