ใบหน้าเป็นส่วนที่รักและถนอมที่สุดของร่างกายในทุกๆ คน เมื่อเริ่มตื่นนอน สิ่งที่ทุกคนทำ คือ ล้างหน้า
ส่วนที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดใดขึ้นกับความรักสวยรักงามของแต่ละคน รวมถึงหน้าที่การงาน ฐานะทางสังคม
ภาวะเศรษฐกิจส่วนตัว วัยเด็กยังไม่รู้จักอะไรมาก ฟอกสบู่ชนิดใดก็ได้ตามแต่ผู้ปกครองจะซื้อหามาให้ใช้
แต่พอเข้าสู่วัยรุ่นจะเริ่มพิถีพิถันมาก อาจจะใช้สบู่ก้อน สบู่เหลว ครีมหรือโฟมล้างหน้า บางอย่างใช้แล้วแทนที่จะดีขึ้น
กลับสิวเห่อมากขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคน บางคนเป็นสิวง่ายเพราะผิวมัน ส่วนบางรายมีผื่นคันง่าย
เพราะเป็นโรคภูมิแพ้ทางผิวหน้ามาก่อน ยิ่งมีผื่นผิวหนังบนใบหน้า บางโรคฟอกสบู่บางชนิดจะทำให้มีอาการมากขึ้น
วัยเด็กเล็ก ผื่นที่อาจพบได้บนใบหน้ามากที่สุดคือ ผด พี่เลี้ยงหรือแม่จะเป็นคนแรกที่สังเกตพบความผิดปกติ
โดยพบว่ามีเม็ดนูนเล็กๆ สีแดงๆ ผิวพรรณบริเวณหน้าผาก คอ หลัง ข้อพับแขน
เด็กจะเอามือถูโดยเฉพาะเวลามีเหงื่อออกหรืออยู่ในสถานที่มีอากาศอบอ้าว อาการจะทุเลาเมื่อมีอากาศถ่ายเทดี
หรือภายหลังอาบน้ำล้างหน้าใหม่ๆ เพราะเมื่อผิวพรรณเย็นลงอาการคันก็จะลดลงและมีผื่นแดงน้อยลงด้วย
จะเห็นว่า ผดมีอาการดีขึ้นเมื่อผิวพรรณเย็นลง ดังนั้นวิธีรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากก็คือ
ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำสะอาดประคบบริเวณผด ทำทุก 2-3 ชั่วโมง อาการคันและผื่นจะลดลงได้มาก
ถ้ายังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควรอาจทา คาลาไมน์โลชั่น เช้า-เย็น ภายหลังประคบน้ำสะอาด
หรือภายหลังอาบน้ำให้เด็กก็จะหายได้เร็วขึ้น ทำเช่นนี้ 5-6 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ
ภูมิแพ้ทางผิวหนังที่เริ่มเป็นในเด็กเล็กๆ จะทำให้แก้ม 2 ข้างมีสีแดงเรื่อๆ คลุมด้วยผิวลอกเป็นขุยบางๆ
มีอาการคันเล็กน้อย มักจะเกิดในครอบครัวที่มีญาติผู้ใหญ่หรือพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ด้วย เช่น
มีอาการแน่นจมูก น้ำมูกไหล จามในตอนเช้าหรือเมื่ออากาศเย็น อาการทางผิวพรรณที่ปรากฏบนใบหน้าจะเป็นมาก
เมื่ออากาศแห้งหรือเย็น ถ้าฟอกสบู่หรือเช็ดแอลกอฮอล์เพื่อทำความสะอาด อาการจะมากขึ้น รักษาเองได้ยาก
พบแพทย์ผิวหนังจะดีที่สุดค่ะ เพราะยาทามีหลายอย่างให้เลือกได้ตามสภาพผิวและความรุนแรงของโรค
เด็กวัยอนุบาล และวัยประถม จะมีผิวพรรณบริเวณใบหน้าแห้งนวลโดยธรรมชาติ
เพราะต่อมไขมันยังไม่ทำงานเพื่อหลั่งความมันออกมาบนใบหน้า โรคที่พบบ่อยในวัยนี้
คือผิวพรรณมีรอยด่างสีขาวเป็นดวง ขอบเขตไม่ชัดเจน แต่ผู้ปกครองจะสังเกตได้ และเป็นผู้นำมาพบแพทย์
ประวัติที่พบร่วมด้วยบ่อยคือ ผิวตาข่ายนี้เป็นภายหลังการตากแดดจากการว่ายน้ำ หรือเชียร์กีฬา
สีที่จัดแข่งขันภายในโรงเรียน เมื่อตากแดดนานๆ ประกอบกับผิวแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
อาจทำให้เกิดอาการอักเสบของผิวพรรณบริเวณแก้ม หรือหน้าผาก ปรากฏอาการสีขาวเป็นดวงๆ
โบราณเรียกโรคนี้ว่า เกลื้อนน้ำนม แต่สาเหตุมิได้เกี่ยวกับน้ำนมแม้แต่น้อยเป็นแต่ละครั้ง
ทายาหลายสัปดาห์จึงจะหายเป็นปกติ
วัยรุ่น เป็นวัยที่มีความพิถีพิถันเกี่ยวกับผิวพรรณใบหน้ามากที่สุด เห็นได้จากการเสาะแสวงหา
ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ยาทาสิว ยาลดความมันบนใบหน้า แป้งทาหน้าให้ดูสวยมากขึ้น
แต่ก็น่าเห็นใจเพราะวัยนี้เป็นวัยที่มีเพื่อนฝูงต่างเพศมาก โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนชายหญิงปนกัน
ประกอบกับเป็นช่วงที่ต่อมไขมันเริ่มทำงานมากขึ้นและหลั่งไขมันออกมาทางผิวพรรณทั้งใบหน้าและศีรษะ
จึงปรากฏว่าวัยรุ่นส่วนมากจะมีสิวอุดตัน สิวอักเสบเป็นเม็ดแดง สิวหนอง หรือสิวหัวช้าง ส่วนจะเป็นมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับผิวพรรณของแต่ละคนซึ่งได้มาโดยกำเนิด การพักผ่อน ระดับฮอร์โมนในร่างกาย
การรักษาความสะอาดของผิวหน้าอาหารที่รับประทานบางชนิดกระตุ้นให้เป็นสิวได้ง่าย
เมื่อเป็นสิวโดยธรรมชาติจะหายเองได้ แต่ถ้ารับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้หายเร็วขึ้น โอกาสกลับเป็นซ้ำจะน้อยลง
อาจหายโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น หรือจะมีกันน้อยมาก ผลิตภัณฑ์รักษาสิวมีมากมายในหนังสือเล่มนี้ก็กล่าวถึง
การรักษาสิวบ่อยมาก คลินิกรักษาสิวก็หาได้ไม่ยากนัก จึงอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละคน
โหนกแก้มแดง 2 ข้าง เป็นๆ หายๆ เป็นระยะเวลาแรมเดือนหรือแรมปี โดยมีอาการแสบคันเล็กน้อย
หรือไม่มีอาการ พบในวัยรุ่นที่นิยมทำทรีทเมนต์บนใบหน้า โดยเฉพาะการทา AHA, BHA, กรดวิตามินเอ
การทำไอออนโต และไอออนโตโฟโน พบคนมีอาการเหล่านี้เป็นระยะๆ คล้ายกับการแพ้แดดหรือโรคแอลอี
แต่ไม่ใช่เพราะผลตรวจเลือดไม่ระบุว่าเป็นโรคทั้งสอง การปฏิบัติดังกล่าวทำให้เซลล์ผิวหนังลอกหลุดเร็วกว่าตามธรรมชาติ
หน้าจะขาวใสและบางกว่าปกติ จึงไม่ใคร่ทนต่อสภาพแดดลมเหมือนเดิม และหลายคนเริ่มปรากฏรอยดำจากโรคฝ้าตั้งแต่อายุยังไม่มาก
เมื่อเลยวัยรุ่น เข้าสู่วัยทำงาน จะมีผื่นบนใบหน้าได้อีกหลายชนิด เริ่มตั้งแต่ ผื่นแดงลอกเป็นขุยบริเวณแก้ม
จมูก และคิ้ว ฝ้า ต่อมไขมันโต หูดสูงอายุซึ่งมีลักษณะเป็นตุ่มนูนดำเล็ก จับดูจะพบว่านิ่ม และไม่เจ็บ
ผื่นแดงลอกเป็นขุยบริเวณใบหน้า จมูกและคิ้ว เป็นการอักเสบของผิวพรรณสืบเนื่องจากการทำงานของต่อมไขมัน
ซึ่งมากผิดปกติ คล้ายกับที่เกิดบนหนังศีรษะ จึงน่าจะเรียกว่า รังแคใบหน้า เป็นแล้วหายขาดได้ยากต้องใช้เวลานาน
หายแล้วเป็นซ้ำอีกได้ การมีเชื้อราบนใบหน้าเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นการกระตุ้นให้เป็นได้มากขึ้น วิธีป้องกันคือ
ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าให้ถูกต้องกับผิวพรรณของตัวเอง เช่น ผิวมันใช้สบู่สำหรับผิวมันผสมยา
ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บนผิวหน้าด้วยก็จะเหมาะ ผิวแห้งก็ควรจะใช้สบู่สำหรับผิวแห้ง
ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่ใคร่เป็นรังแคบนใบหน้า ที่สำคัญต้องสุขภาพแข็งแรงอย่าเสาะแสวงหาโรคเพศสัมพันธ์มาใส่ด้วย
เพราะในปัจจุบันพบว่าคนที่เป็น HIV มีสถิติการเป็นโรครังแคบนใบหน้านำมาก่อน หรือขณะเป็นโรคด้วยเป็นจำนวนมากขึ้น
ส่วนการรักษาต้องใช้ยาทากำจัดเชื้อราและยาระงับการอักเสบ แต่ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาเรื่องการใช้ยา
จะเหมาะกว่าเพราะรักษายาก เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานตั้งแต่วัยรุ่นบ่งบอกถึงการใช้เครื่องสำอางหลายชนิดบนใบหน้า
หรือทำทรีทเมนต์เพื่อให้หน้าใส หน้าขาวอ่อนเกินไปจนผิวบางกว่าธรรมชาติ และมีปฏิกิริยาต่อแสงแดด
มากกว่าผิวพรรณเดิมของตนเอง เป็นแล้วมักเป็นซ้ำ ต้องรักษาโดยแพทย์ผิวหนังที่มีประสบการณ์จึงจะดี
ต่อมไขมันโตเริ่มพบได้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป บางคนอายุยิ่งมากขึ้น จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น
ผู้ที่เป็นจะสังเกตได้เอง โดยพบว่ามีตุ่มนูนคล้ายสิว แต่มีสีเหมือนสีผิวพรรณของตนเอง
คือไม่อักเสบแดงขนาดไม่โตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ไม่ยุบหาย บีบไม่ออกมาทั้งน้ำเหลืองหรือไขมัน
นานสัก 2-3 ปี ตุ่มนูนอาจมีรอยบุ๋มตรงกลางคล้ายสะดือ การนำยารักษาสิวมาทาจะไม่ได้ผล
ถ้ารำคาญต้องพบแพทย์เพื่อเอาตุ่มออก ซึ่งกระทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ทายากัดผิวบริเวณตุ่มให้ราบลงเท่าผิวปกติ
เลเซอร์ เครื่องจี้ไฟฟ้า ซึ่งถ้าทำลึกมากไปอาจจะกลายเป็นแผลเป็น
เม็ดหูดสีดำ อาจขึ้นกระจายตามใบหน้า คอ หรือบริเวณที่ถูกแดดมากๆ พบในผู้ที่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป
ถือเป็นปรากฏการณ์ประจำตัวของผู้สูงอายุ ภาษาอังกฤษคือ SEBORRHEIC KERATITIS ภาษาไทยน่าจะเรียก
กระเนื้อ เมื่อทิ้งไว้นานๆ จะมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ ผิวบนของก้อนจะขรุขระจับดูจะรู้สึกนิ่ม ไม่เจ็บ ไม่มีอันตราย
ไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่ดูเกะกะถ้ามีหลายเม็ด และทำให้ใบหน้าสวยน้อยลง ถ้าเป็นผู้ชายจะไม่สนใจในการรักษา
แต่ส่วนมากผู้หญิงจะมาหาหมอ ถ้าเป็นก้อนเล็กอาจใช้ยาทาละลายก้อนให้เตี้ยลงและลอกหลุดออก
แต่ถ้าเป็นก้อนโตเพราะเก็บไว้นานต้องเอาออก หรือจี้ไฟฟ้า วิธีป้องกัน กระเนื้อ เป็นการยากมาก
แต่แสงแดดเป็นหนึ่งในหลายๆ สาเหตุของโรคนี้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงแสงแดดตั้งแต่วัยเด็กและทำตลอดไป
แต่ที่ป้องกันไม่ใคร่ได้ก็คือ ลักษณะผิวพรรณของแต่ละคนซึ่งได้มาโดยกำเนิด พบว่าหลายคนมีบิดาหรือมารดา
มีกระเนื้อจำนวนมาก ตนเองจึงเริ่มมีโรคนี้แม้อายุยังไม่ถึง 35 ปีค่ะ
ทั้งหมดเป็นผื่นผิวหนังที่พบได้บ่อยๆ บนใบหน้าซึ่งแต่ละโรคได้อธิบายถึง สาเหตุ อาการ
และการป้องกันไว้ด้วย ขอให้ท่านหมั่นสังเกตตนเองหรือคนรอบข้าง
เพื่อให้การดูแลผิวพรรณอยู่ในสภาพน่ามองตลอดไปค่ะ
(update 8 พฤศจิกายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 ตุลาคม 2546 ]
|