ผื่น…เพราะเครื่องสำอาง


เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหญิงวัยกลางคนมาหาหมอด้วยใบหน้าและลำคอที่มีรอยแดงๆ เป็นผื่นนูนคลุมด้วยสะเก็ดบางๆ เป็นมากที่แก้มทั้งสองข้าง เมื่อหมอมองเห็นใบหน้า ทำให้นึกถึงการแพ้เครื่องสำอางเป็นอันดับแรก จึงพุ่งเป้าไปถึงการถามเรื่องการใช้เครื่องสำอางอะไรบ้าง ในระยะก่อนมีผื่น 7-10 วัน เธอตอบว่าซื้อผลิตภัณฑ์เป็นชุดตั้งแต่ สบู่ล้างหน้า โลชั่นบำรุงผิวน้ำนมที่ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ ครีมป้องกันความชรา ครีมหน้าขาว แป้งทูเวย์ (มีรองพื้นและผสมยากันแดด) รวมทั้งสิ้นมูลค่าประมาณหมื่นกว่าบาท เริ่มมีผื่นแดงและคันเล็กน้อย ได้ไปหาพนักงานขายเครื่องสำอางยี่ห้อนี้ ซึ่งเธอซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าชั้นแนวหน้า พนักงานขายก็ยังแนะนำให้พยายามใช้ต่อ แต่ให้ทาบางลงหรือไม่ต้องใช้ทุกวัน ความที่เธออยากสวย อยากมีใบหน้าอ่อนวัย ไม่อยากแก่ จึงตัดสินใจใช้เครื่องสำอางชุดนั้นต่อไป ผื่นแดงแทนที่จะทุเลากลับนูนมากขึ้น และตกสะเก็ดมากขั้น จนต้องมาพบหมอ พร้อมทั้งนำเครื่องสำอางมาให้ดูทั้งชุด

ในกรณีนี้ความจริงแล้วเป็นการยากที่จะบอกว่าแพ้เครื่องสำอางตัวใด เพราะใช้พร้อมกันหลายๆ อย่างในแต่ละวัน แต่เมื่อตรวจดูส่วนประกอบของเครื่องสำอางแต่ละชนิดแล้วพบว่า โลชั่นบำรุงผิว มีส่วนประกอบของ "Cinnamic Aldehyde" และน้ำนมที่ทำให้ผิวหน้ามีความอ่อนเยาว์ มีส่วนผสมของ "น้ำแตงกวา (Cucumber)" ซึ่งทั้งสองสารเคมีดังกล่าว เมื่อทาลงบนผิวแล้วมีโอกาสแพ้ได้บ่อยพอสมควร โดยเฉพาะ Cinnamic Aldehyde นั้นอาจจะผสมอยู่ในครีมระงับกลิ่นกาย (Deodorant) หลายๆ ชนิด และหนุ่มสาวที่ซื้อมาก็พากันมีอาการผื่นแดง รักแร้ดำ และมีอาการคันจากการแพ้กันจำนวนมาก เป็นการเพิ่มจำนวนประชากรรักแร้ดำในวัยรุ่นไทย ในปัจจุบันที่มาพบแพทย์ผิวหนัง

ส่วน Cucumber หรือแตงกวานั้น สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกันในบางราย ที่หมอยังจดจำได้ก็คือ เมื่อ 2-3 ปีก่อน มีหญิงสาวสวยมาหาหมอด้วยอาการผื่นแดง คัน มีน้ำเหลืองไหลซึมตามแก้มและหน้าผาก อาการแบบนี้สิ่งที่ต้องถามคือ เอาอะไรทาบนใบหน้า เธอจึงเล่าว่าใช้แตงกวาเฉือนเป็นแผ่นๆ บางๆ วางแปะบนใบหน้าเพื่อต้องการให้ใบหน้านิ่ม ในแตงกวามีสารเคมีชนิดหนึ่งสามารถย่อยผิวส่วนบนๆ ให้นิ่มลงได้ นิยมทำกันมาแต่โบราณ ภายหลังจากการวางแปะชิ้นแตงกวาบนใบหน้า 2-3 ครั้ง โดยทำวันละครั้ง ประมาณวันที่ 4-5 เริ่มมีผื่นแดง ตกสะเก็ด มีน้ำเหลืองไหลซึมและคันมากจนต้องเลิกใช้ และวิ่งมาหาหมอเพื่อทำการรักษาโดยรีบด่วน

จึงขอแนะนำว่า Cinnamic Aldehyde และ Cucumber มีสารเคมีที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ผื่นแดงและตกสะเก็ด ทำให้คันมาก ซึ่งอาการต่างๆ จะหายไปเมื่อเลิกใช้

สำหรับคุณผู้หญิงที่มีผื่นแพ้บนใบหน้า ภายหลังจากการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชุดใหม่ดังที่กล่าวข้างต้น ได้แนะนำให้เลิกใช้และสรุปว่าแพ้เครื่องสำอาง ทางบริษัทที่จำหน่ายเครื่องสำอางยินดีรับของคืน และคืนเงิน พร้อมจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลบางส่วนให้เพื่อเป็นการชดเชย

การแพ้เครื่องสำอางเกิดในบางรายที่แพ้ง่าย หรือมีโรคแพ้ประจำตัวอยู่แล้ว สำหรับรายนี้ เมื่อค้นประวัติดูจากบัตรการตรวจรักษาโรค พบว่าหญิงรายนี้มีประวัติผื่นแพ้ขึ้นบนใบหน้าเป็นระยะๆ ภายหลังการใช้ครีมบำรุงผิว ต้องมารับยาทาแก้แพ้อยู่เรื่อยๆ และหมอเคยแนะนำให้ใช้เครื่องสำอางน้อยชนิดที่สุด ขอให้ใช้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เช่น สบู่ แป้ง บรัชออน ลิปสติก ก็เพียงพอแล้ว และเมื่อใช้ยี่ห้อใดแล้วผิวหน้าสบายดี ก็ไม่ควรเปลี่ยนยี่ห้อใหม่ เพราะการเปลี่ยนยี่ห้อ ก็คือการเปลี่ยนชนิดของสารกันบูดและสารที่ก่อให้เกิดกลิ่นหอม ซึ่งทั้งสองชนิดนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เธอทำตามคำแนะนำอยู่หลายปี อาหารผื่นคันบนใบหน้าก็หายไป

จนกระทั่งวันหนึ่งเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า พนักงานขายจึงแนะนำให้ใช้เครื่องสำอางชนิดใหม่ ด้วยความอยากสวยตามคำสารภาพของเธอ ทำให้ลืมคำแนะนำ ซื้อเครื่องสำอางด้วยราคาแพง แล้วก็ยังเกิดอาการแพ้เหมือนเดิมอีก ครั้งนี้เธอสัญญาว่าจะไม่หลงเชื่อใครอีกแล้วในการใช้เครื่องสำอาง โรคประจำตัวของรายนี้คือ "โรคภูมิแพ้ผิวหนัง" เกิดอาการบนใบหน้าเป็นระยะๆ บางครั้งแม้ไม่ใช้เครื่องสำอางใดๆ แม้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าก็ยังมีอาการผื่นคันบนใบหน้า โรคผิวหนังชนิดนี้จะเริ่มจากมีอาการผื่นบนใบหน้าตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น เป็นๆ หายๆ หลายปี อาการจะมากขึ้นเมื่อใช้เครื่องสำอางซึ่งมีสารเคมีที่สามารถกระตุ้นให้ผื่นขึ้นง่ายๆ รวมตั้งแต่ สบู่ โฟม หรือเจลล้างหน้า น้ำยาสมานผิวหรือทำความสะอาดผิว ครีมบำรุงผิวหรือทำความสะอาดผิว ครีมบำรุง ครีมกันแดด ครีมชะลอความแก่ AHA BHA คลอลาเจน วิตามินอี อนุพันธ์ของวิตามินเอ ยาทาสิว ยาทาฝ้า ถ้าต้องการใช้ต้องระมัดระวังอาการแพ้ หากเกิดผื่นคันตรงบริเวณที่ทาเครื่องสำอางใด ต้องเลิกใช้ทันที รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยบรรเทาอาการได้ดี

สาวที่มีผิวประเภทนี้ ควรเลือกใช้เครื่องสำอางในกลุ่ม Hypoallergic เป็นเครื่องสำอางที่มีโอกาสแพ้น้อย เพราะตัดตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมและเปลี่ยนชนิดของยากันเสียออกไป แต่มิใช่ว่าเมื่อเลือกใช้เครื่องสำอางประเภทนี้ แล้วจะตัดอาการแพ้ออกได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ลดอาการแพ้ลงเท่านั้นเอง

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง จัดเป็นโรคประจำตัวโดยกำเนิด คล้ายๆ กับโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ ที่แสดงอาการออกมาโดยอาการแน่นจมูก ถ้าเป็นมากจะหอบหืด หลายคนรู้จักดีเพราะเป็นกันมาก ส่วนโรคภูมิแพ้ที่อาการออกทางผิวหนัง จะมีผื่นขึ้นง่ายบนใบหน้า ถ้าอาการมากจะมีผื่นกระจายทั่วตัว อาจถูกกระตุ้นได้โดยความร้อน เหงื่อออก สบู่ที่มีความเป็นด่างแรงมากๆ เสื้อผ้าที่หนาแข็งประเภทยีนส์ และถ่ายเทอากาศความสะดวกจะทุเลาขึ้นมาก แต่ยังไงก็ตามโรคภูมิแพ้ผิวหนังนี้ มักไม่เป็นตลอดชีวิต สักระยะหนึ่งจะหายได้ ถ้าได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ผิวหนังอย่างถูกต้อง โดยข้อสังเกตที่พบว่าดีขึ้น คือ การเกิดผื่นกลับซ้ำมีระยะเวลายืดห่างออกไป เช่น เคยเป็นทุกๆ เดือน จะเริ่มห่างออกไป 2-3 เดือน จะมีผื่นสักครั้ง ปริมาณของผื่นลดลงกว่าเดิม จนในที่สุดมีผื่นปีละครั้ง หรือหลายปีครั้ง จนไม่มีผื่นอีกเลย

ถ้าต้องการทดสอบว่าตนเองแพ้เครื่องสำอางตัวใด อาจทดสอบได้ด้วยตนเองแบบคร่าวๆ คือ ใช้เครื่องสำอางนั้นทาลงบนผิวส่วนที่มีความบางมากกว่าส่วนอื่น เช่น คอ แขนด้านใน ทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออก ประมาณ 24-48 ชั่วโมง ถ้าผิวส่วนนั้นสบายดีก็คงจะใช้ได้ไม่แพ้ แต่ถ้าผิวหนังส่วนนั้นมีผื่นแดง เป็นขุยลอกหรือคัน ก็แสดงว่าแพ้ไม่ควรใช้ต่อไป ถ้าซื้อมาแพงก็ควรนำไปเปลี่ยน และหลายรายคืนเงินให้


(update 7 กรกฎาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 4 พฤษภาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600