หลานสาวโผล่เข้ามานั่งใกล้เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้ตอนที่เขาลุกไปปิดโทรทัศน์ พลางบ่นว่า
ไม่ดูก็เปิดไว้ทำไมไม่รู้ ถึงดูก็เสียสายตา ว่าแล้วก็เปิดไฟให้สว่าง
เขาพูดเป็นทำนองบอกตัวเองมากกว่าจะบอกยาย ยายอายุ 84 หลานอายุ 30 ต่างคนต่างคิดต่างทำ
ยายเข้าใจความคิดของหลาน แต่หลานไม่เข้าใจความคิดของยาย
นึกถึงคำพังเพยที่ผู้ใหญ่ใช้ว่า ฉันเคยอาบน้ำร้อนมาก่อน หมายความว่า
ไม่ใช่ผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าดูโทรทัศน์ในที่มืดๆ เสียสายตา หรือเปิดโทรทัศน์โดยไม่ได้ดู เสียเงิน
ที่เด็กไม่รู้คือ ผู้ใหญ่ใช้ประโยชน์ของโทรทัศน์ทำอย่างอื่นมากกว่าดู
และที่ไม่เปิดไฟให้สว่างเพราะต้องการทดลองดูว่า คนตามืดตามัวใกล้จะบอดนั้นเป็นอย่างไร
เคยเห็นหลานเมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมเปิดโทรทัศน์พลางทำการบ้างพลาง
รู้และเข้าใจว่าเขาทำได้ เพราะยายเคยทำมาก่อนคือ เปิดวิทยุฟังเพลงและทำการบ้าน
ทำกิจกรรมสองอย่างในเวลาเดียวกัน
ยายกำลังดูโทรทัศน์โดยไม่เห็นภาพในโทรทัศน์ ความจริงก็เห็นแต่ไม่ได้เอาใจไปไว้ในสิ่งที่เห็น
ใช้มันเป็นสิ่งที่เพ่งเพื่อเป็นสมาธิ คือ ไม่คิดอะไรทั้งนั้น
ส่วนการทดลองเป็นคนใกล้ตาบอดนั้นเคยทำอยู่บ่อยๆ เกิดจากการเป็นคนแก่
เผื่อเอาไว้ใช้จริง ประจวบกับอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า ในการประชุมนานาชาติเชิงปฏิบัติการของยูเนสแคปว่าด้วย
การยกระดับสมรรถภาพของบุคลากรในเรื่องความช่วยเหลือผู้พิการ เช่น
ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องในการวางแผนก่อสร้างอาคาร ควรคำนึงถึงผู้พิการทั้งหลายด้วยว่า
จะอำนวยความสะดวกให้พวกเขาอย่างไร ถ้าจะช่วยคนตาบอดก็ลองเป็นคนตาบอดดู 1 วัน
เพื่อเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของเขา ผู้เข้าประชุมทดลองเป็นคนพิการกันคนละวัน
ถ้าให้เข้าใจกับปัญหาของคนชรา ก็ลองเป็นคนชราดู
ว่าเฉพาะคนชรา ผู้เข้าประชุมปฏิบัติการต้องเอาน้ำหนักผูกไว้ที่ข้อต่อทั้งหลายบนร่างกาย
เพื่อจะเข้าใจการเคลื่อนไหวของคนแก่
เชื่อว่า ลองเป็นคนแก่ได้ผลบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ไม่มีใครลองเป็นใครแล้วจะเข้าใจคนนั้นได้จริง
ตามคติทางพุทธศาสนา ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เป็นธรรมชาติ ที่ไม่มีใครหนีพ้น
อย่างเก่งก็แค่ซื้อเวลา แม้กระนั้นที่คิดว่า 'ซื้อได้' ความจริงนึกเอาเอง ธรรมชาติไม่รู้เห็นด้วย
ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนด ใครกำหนดไว้ไม่รู้
คนไม่เคยมีลูกไม่มีวันจะรู้สึกได้ว่าการคลอดลูกเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับคนที่ยังไม่แก่
ไม่อาจรู้ซึ้งถึงความเป็นไปของคนแก่อย่างจริงจังจนกว่าตัวเองจะแก่ วัยเด็กและวัยหนุ่มสาว
มีความหลากหลายยืดหยุ่นได้อย่างไร วัยชราก็เป็นอย่างนั้น ความชราทั้งร่างกายและจิตใจในคนวัยเดียวกัน
อาจแตกต่างกันได้ไกลสุดแล้วแต่ปัจจัยทั้งหลายที่เป็นเหตุให้เกิดความชรา คนแก่อายุ 72 กับ
คนแก่อายุ 84 อายุต่างกันหนึ่งรอบ คนอายุ 84 อาจดูไม่แก่เท่าคนอายุ 72 ก็ได้
ขึ้นอยู่กับทุกข์สุขของการมีชีวิตอยู่เป็นสำคัญ วัยยิ่งเจริญ สังขารยิ่งเสื่อม
โดยทั่วไป เครื่องหมายของความเสื่อมแห่งสังขารคือการเคลื่อนไหวอิริยาบถ
ที่เคยว่องไวกระฉับกระเฉง ก็เชื่องช้าลง อย่าว่าแต่ทำอะไรไม่ทันใจผู้อื่นเลย
ตัวเองก็รำคาญตัวเองว่างุ่มง่าม นั่งแล้วลุกพรวดพราดไม่ได้ อย่ามีใครมาเรียกให้เหลียวขวับทีเดียว
เพราะเหลียวแล้วอาจเหลียวกลับไม่ไหว มีหวังต้องร้อนถึงหมอ เพราะฉะนั้นลูกหลานที่เข้ามาจูงคุณย่าคุณยาย
ต้องค่อยๆ พยุงให้ท่านเคลื่อนไหวตามจังหวะปกติของท่าน ไม่ใช่ปกติของเรา
สำหรับคุณย่าคุณยายที่ชินต่อการนั่งเก้าอี้มากกว่านั่งพื้น อย่าทำให้ท่านลำบากใจที่จะต้องนั่งพับเพียบ
หรือแม้แต่นั่งขัดสมาธิ แพทย์ทางกายภาพบำบัดสั่งไว้ว่า ห้ามนั่งกับพื้น ห้ามนั่งไขว้ห้าง
ทำความลำบากให้แก่แข้งขา หัวเข่า ลูกหลานคงไม่รู้ว่าคนแก่ไม่ชอบเดินในที่โล่งกว้าง
เพราะขาดที่เกาะพักพิง อยู่ในที่แคบ เกาะโน่นพิงนี่ได้ ดีแก่ใจคนแก่ ราวทั้งหลายจำเป็นสำหรับคนแก่
โดยเฉพาะห้องน้ำ คนแก่มิบังอาจขึ้นบันไดที่ไม่มีราวให้จับและเมื่อจับราวได้แล้ว
ไม่ต้องการให้ใครมาพยุงเกะกะ ท่านต้องการใช้การทรงตัวของท่านเอง
แม้จะมีเหลืออยู่น้อยนิด
ใครเคยเห็นคนแก่กินลูกเงาะ หรือกัดลูกแอปเปิ้ลทั้งลูกบ้าง คนแก่ทำไม่ได้
ต่อให้อยากทำเพียงใดก็ทำไม่ได้ จะมีฟันปลอมหรือฟันจริงที่เหลืออยู่บ้างก็กินไม่ไหว
มีฟันปลอมแล้วน่าจะใช้กินทุกอย่างได้เหมือนฟันจริง คนไม่เคยมีฟันปลอมนึกไม่ออกว่า
ฟันจริงกับฟันปลอม ต่างกันอย่างไร ฟันปลอมทำให้เนื้อที่ในปากลดน้อยลง
ลิ้นไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเดิมถนัด อาหารที่ส่งเข้าปากต้องมีชิ้นเล็กๆ
ฟันปลอมอาจเคี้ยวได้เกือบเหมือนฟันจริงๆ (ซึ่งต้องการทันตแพทย์ที่สามารเป็นเอก) แต่ใช้แทะไม่ได้
หมดปัญหาเรื่องเดินแทะผลไม้หรือขนมก้อนโตที่แข็ง ส่วนลูกเงาะถ้าจะให้คนแก่กิน
ต้องปอกเปลือกและผ่าเอาแต่เนื้อเป็นสองซีก แกะเม็ดออกก่อนจึงจะกินได้
อาหารไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดต้องทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนทั้งนั้น นึกออกทีเดียวว่าสมัยคุณทวดคุณเทียด
ที่ไม่มีฟันปลอมใส่ ต้องการอาหารที่ปรุงแต่งให้เป็นคำเล็กๆ จนกลายเป็นเครื่องหมาย
ของความเป็นผู้ดีอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
มีเพื่อนคนแก่กินข้าวด้วยกันทุกเดือน คนหนึ่งกินได้แต่ข้ามต้มเพราะใส่ฟันปลอมไม่ได้
เหงือกไม่รับ อีกคนหนึ่ง ใส่ฟันปลอมแล้วแต่ก็กินอะไรไม่ได้เหมือนกัน กินได้แต่ของอ่อนๆ
เวลาเคี้ยวอะไรดูราวกับฟันจะหลุดออกมาทั้งปาก เพื่อนบอกว่า เหงือกไม่ยอมดูดฟันปลอม
มีฟันปลอมไว้ได้ประโยชน์แค่ไม่ให้เห็นว่า ไม่มีฟัน เท่านั้นเอง
เพื่อนทั้งสองมีฐานะขั้นเศรษฐี เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องขาดทุนทรัพย์ที่จะได้ความช่วยเหลือ
จากแพทย์ผู้มีความสามารถเป็นเลิศ
ทันตแพทย์หญิงผู้หนึ่งบอกว่า ฟันอาจทำหน้าที่อยู่กับตัวคนได้จนตลอดชีวิต
ถ้าดูแลรักษาให้ดีตั้งแต่เริ่มมีฟัน ไม่ใช่เป็นธรรมดาที่แก่แล้วต้องฟันหัก
ฟันมีผลโดยตรงแก่สุขภาพ เพราะคนต้องกิน ในปัจจุบันคนแก่ที่ลำบากเรื่องฟัน
ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ใช้วิธีปั่นให้แหลกได้เสมอ
เครื่องปั่นไฟฟ้ารับใช้ได้ดี
ผักทั้งหลายที่เคี้ยวไม่ออก ปั่นกินเป็นน้ำผัก เดี๋ยวนี้ใบไม้อ่อนของมะม่วง ชมพู่ มะยม มะขาม
ก็ปั่นดื่มอย่างน้ำผลไม้ได้อร่อย ผสมผสานกันหลายอย่างได้รสชาติบอกไม่ถูกทีเดียว ดื่มได้และดื่มดี
ไม่ต้องกังวลเรื่องสูตร จะเข้มข้นหรือเจือจางไปบ้างก็เป็นความหลากหลายที่ทำให้การดื่มน่าสนใจ
คุณย่าคุณยายทำเองได้ไม่ต้องพึ่งลูกหลาน หลังบ้านปลูกมะขาม ชมพู่ มะม่วง มะยม
คุณยายเดินไหวก็เดินเก็บเอาเอง
คนแก่มักมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย น้ำผักและผลไม้ช่วยได้มาก ปั่นครั้งเดียวได้ 3 แก้ว
พอดีกิน 3 ครั้ง ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นก่อนหรือหลังอาหาร ใส่ตู้เย็นไว้ดื่ม เวลาไหนสุดแต่ใจ
คิดกันว่า เป็นธรรมดาของคนแก่ที่หูจะตึง ทำไมถึงเรียกหูที่ไม่ใคร่ได้ยินว่า 'หูตึง' ก็ไม่ทราบ
ถามสมัครพรรคพวกคนชราดูแล้วปรากฏว่ามีปัญหาเหมือนกัน คือ หูไม่ตึง ได้ยินเสียงแต่ไม่รู้ว่าพูดอะไร
หูมันคงโยงถึงสมอง สามีเคยพูดว่า "ได้ยินเสียงพูดของผู้ชายแล้วรู้เรื่องมากกว่าเสียงพูดของผู้หญิง"
ความสูงต่ำของเสียงมีผลแตกต่างแก่หูอย่างไรไม่ทราบ ฟังพอรู้ว่าเสียงไหนหนวกหู เสียงไหนเจริญหู
ไปให้แพทย์ตรวจแล้วท่านว่าเป็นปกติ ได้ความรู้จากท่านว่า ในบรรดาเยื่อทั้งหลายที่อยู่บนตัวคน
เยื่อหูละเอียดอ่อนแบบบางที่สุด พยายามอย่าแคะแกะเกา และอย่าให้หูหาเรื่องจะดีแก่ใจของเจ้าของหู
ลูกหลานควรรู้ว่า เวลาพูดกับย่ายายเข้ามาใกล้ท่าน พูดช้ากว่าและดังกว่าธรรมดา อย่าหงุดหงิด
ถ้าย่ายายจะขอให้พูดซ้ำอีกที การพูดซ้ำที่ดังมักบอกความหงุดหงิดของเจ้าของเสียง เล่นเอาคนแก่น้อยใจ
คนแก่ที่ใช้เครื่องฟังบอกว่า มันมักได้ยินชัดเฉพาะเสียงที่ไม่อยากได้ยิน เช่น
เสียงพลิกกระดาษดังกรอบแกรบ คนแก่ 'หูไม่หาเรื่อง' เมื่อลูกหลานคุยกันเฮฮาประสาคนยังไม่แก่
และไม่มีประสบการณ์ของการหูตึง ได้ยินขาดๆ เกินๆ ภาษาไทยเดายากเสียด้วย
เพราะภาษาไทยต้องการออกเสียงทุกตัว ไม่มีหัว และ หางเหมือนประโยคภาษาอังกฤษ
ความบกพร่องทางสายตา ยกให้ว่ารุนแรงที่สุด คนแก่มักเป็นต้อ ซึ่งทำให้ตามืดตามัวไปเลย
เป็นโชคดีของคนแก่ รุ่นนี้ที่มีจักษุแพทย์ฝีมือดีผ่าตัดตาต้อได้เหมือนว่าเล่น ผ่าตัดเสร็จแล้วเห็นชัดดี
หมอบอกว่า ถ้ายังไม่ชัดแจ๋วดีเพราะความแก่ จะใช้แว่นตาขยายแบบที่วางขายข้างถนนก็ได้
ราคาถูก ซื้อมาวางไว้ที่โน่นที่นี่จะได้ไม่เสียเวลาและเสียหัวที่จะหาแว่นตามาใส่ เสียหัว
ในที่นี้ ให้หมายความว่า หัวเสีย
ต่อให้นัยน์ตาปลอดต้อจากฝีมือแพทย์ดีสักปานใด ก็ไม่อาจช่วยเรื่องความเงอะงะโง่งมได้
คนแก่ขาดความเชื่อมั่นในตนเองซึ่งลดลงเป็นลำดับตามกาลเวลา ความหลงลืมเป็นปกติวิสัยสำหรับคนแก่
ลืมจนกระทั่งตัวเอง ความหลงลืมนี้เป็นคนละอย่างกับสำนวนที่ว่า ลืมตัว เป็นอาการที่ไม่อาจระลึกได้ชั่วขณะ
เช่น จะเดินไปหยิบของอะไรสักอย่าง พอเดินไปถึงของ ลืมไปแล้วว่าเดินมาทำไม
เห็นหน้าคนที่รู้จักนึกชื่อเท่าใดก็ไม่ออก ต่อเมื่อผ่านเขาไปแล้วสักครู่เกิดนึกออก
ธรรมดาเป็นอย่างนั้น
สมัยก่อน ไม่เคยได้ยินชื่อ โรคอัลไซเมอร์ สมัยนี้ได้ยินบ่อยเคยนั่งพูดอยู่กับน้องสาว
เขาถามว่า บ้านพี่อยู่ไหน 10 ครั้ง และถามน้องชายที่นั่งอยู่ติดกันว่า เธอเป็นใคร 10 ครั้ง เหมือนกัน
เข้าข่ายลืมแบบเป็นโรคอัลไซเมอร์
สำหรับการแต่งตัวและซ่อมบำรุงสังขารเพื่อความรู้สึกของตัวเองคนแก่เองและผู้พบเห็น
ลูกหลานควรยกให้เป็นหน้าที่ของคุณย่าคุณยายให้ท่านพิจารณาและประเมินคุณค่าตัวเองของท่าน
เพราะท่านค้นพบตัวเองมานานแล้ว ท่านจะแต่งหน้าทาปากแค่ไหน ท่านควรรู้เอง
มิใช่หน้าที่ของลูกหลานจะค่อนว่าสารพันว่า ท่านไม่เจียมสังขาร ถ้าสังขารของท่านยังรับได้
ก็ให้ท่านแต่งของท่านไป คนแก่มีสิทธิส่องกระจกเท่ากับคนหนุ่มสาว
ความจริงยังมีอีกหลายเรื่องที่จะพูดให้ลูกหลานฟัง แต่เกรงจะเป็นความ 'เพ้อ'
ประสาคนแก่ใจความเห็นของลูกหลาน
ขออีกอย่างเดียว คือ คนแก่อยากภูมิใจว่ายังเป็นคนมีค่า
ก็มีลูกหลานเท่านั้นที่จะทำให้ท่านสมหวัง
(update 23 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 89 สิงหาคม 2546 ]
|