ในยุคสมัยคุณปู่คุณย่าหรือคุณตาคุณยายของท่านผู้อ่านที่ขณะนั้นอยู่ในวัยหนุ่มสาว
คำว่าภาวะหมดประจำเดือนจะหมายความถึงการสิ้นสุดความสามารถในการตั้งครรภ์และการเข้าสู่วัยชรา
ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตไปอีกไม่กี่ปี แต่สภาพการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก
เพราะว่าทันที่ผู้หญิงย่างเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนนั้น จะมีผู้หญิงจำนวนมากที่จะมีอายุยืนต่อไปอีก 20-30 ปี
หรือราว 1 ใน 3 ของอายุขัย ปัจจุบันนี้ วิทยาศาสตร์การแพทย์จึงพยายามศึกษาหาข้อมูล
เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน
ซึ่งเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนคติและเจตคติให้เกิดการยอมรับว่าจริงๆ แล้วผู้หญิงเหล่านั้นกำลังก้าวเข้าสู่ "วัยทอง"
เพื่อการก้าวเข้าสู่ชีวิตใหม่อีกช่วงหนึ่ง
ภาวะหมดประจำเดือนคืออะไร ?
เมื่อประจำเดือนที่เคยมาอย่างสม่ำเสมอหยุดชะงักลงอย่างถาวร เราเรียกว่า "ภาวะหมดประจำเดือน" (Menopause)
ซึ่งไม่ใช่วันที่เราจะสามารถกำหนดนัดไว้ในปฏิทินได้ เพราะวันดังกล่าวแตกต่างกันไปในแต่ละคน
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่สำคัญที่เริ่มตั้งแต่ผู้หญิงก้าวสู่วัย 30 ปีขึ้นไป ก็คือปริมาณไข่ในรังไข่เริ่มลดลง
พร้อมๆ กับฮอร์โมนเพศที่สำคัญ 2 ตัวก็ลดลงด้วยได้แก่ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ทำให้ไข่มีการปฏิสนธิยากขึ้น
ในช่วง 1 ปีก่อนประจำเดือนหมดอย่างถาวรนั้น จะเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่มีการขึ้นๆ ลงๆ
ของระดับฮอร์โมนอย่างไม่แน่ไม่นอน ทำให้สะท้อนออกมาในรูปของอาการแปลกๆ หลายอย่าง
เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ นอนไม่ค่อยหลับ อารมณ์แปรปรวน และอาการร้อนวูบวาบที่เรียกว่า Hot flashes
ครั้งเมื่อประจำเดือนหยุดมาครบ 1 ปีเต็ม ก็ถือว่าเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงในวัย 45-55 ปี
หรือโดยเฉลี่ยที่ 51 ปี โดยจะเร็วขึ้นในผู้หญิงที่สูบบุหรี่ และบางคนอาจจะเกิดตั้งแต่อายุ 40 ปี
โดยมีอิทธิพลมาจากกรรมพันธุ์หรือสุขภาพที่ไม่ดี
สำหรับผู้หญิงที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่ออกหรือได้รับการฉายแสงและเคมีบำบัดหรือยาบางขนาน
ก็อาจทำให้เกิดภาวะหมดประจำเดือนได้เร็วขึ้นเช่นกัน แต่ถ้าตัดมดลูกออกไปโดยรังไข่ยังอยู่
ไม่ถือว่าเป็นภาวะหมดประจำเดือนอย่างที่เรากำลังพูดถึง อีกประการหนึ่งควรทำความเข้าใจเสียด้วยว่า
ภาวะหมดประจำเดือนมักเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้หญิงเริ่มแก่ตัวลง จึงเป็นกระบวนการที่เกิดไปพร้อมๆ กัน
หาใช่ว่าภาวะหมดประจำเดือนเป็นสาเหตุทำให้แก่ตัวลงไม่
อะไรเกิดขึ้นเมื่อประจำเดือนหมด ?
ระดับฮอร์โมนเพศที่เริ่มขึ้นๆ ลงๆ และลดลงตามลำดับก่อให้เกิดผลดังต่อไปนี้
1. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มาบ้างไม่มาบ้าง บางรอบเดือนมาติดๆ กัน บ้างก็ห่างจากกันมาก
บางคนไม่มีประจำเดือนติดต่อกันหลายเดือน แล้วกลับไปมีทุกเดือนอีกระยะหนึ่ง
บางรายมีเลือดออกผิดปกติจนตกอกตกใจว่าเป็นมะเร็งหรือเนื้องอกของมดลูก
2. อาการร้อนวูบวาบ ร้อยละ 75 ของผู้หญิงที่กำลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนจะมีอาการร้อนวูบวาบ
สาเหตุเชื่อว่าเป็นผลจากการแปรปรวนของระดับฮอร์โมนที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ซึ่งอยู่ในสมองส่วนไฮโปธาลามัส
อาการนี้อาจเกิดขึ้นก่อนประจำเดือนหมดแต่จะเป็นมากที่สุดใน 2-3 ปีแรกของช่วงหมดประจำเดือน
ความรุนแรงจะต่างๆ กันไปในหญิงแต่ละคน แต่จะค่อยๆ ลดลงใน 1-2 ปี
3. นอนไม่หลับ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยหมดประจำเดือน ส่วนหญิงเป็นผลจากอาการร้อนวูบวาบ
4. อารมณ์แปรปรวน เป็นผลจากระดับฮอร์โมนที่ขึ้นๆ ลงๆ
5. ปัญหาของช่องคลอด ผนังของช่องคลอดจะบางลง เพราะระดับฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนลดลง
ตามมาด้วยความยืดหยุ่นและความหล่อลื่นที่ลดลง ทำให้การร่วมเพศมีปัญหาเนื่องจากอาการเจ็บ
6. การเจริญพันธุ์ลดลง เพราะการตกไข่จะไม่แน่ไม่นอน แต่ยังตั้งครรภ์ได้จนกว่าประจำเดือนจะหยุดมาเต็ม 1 ปี
7. ผิวหนังเริ่มบางลง ยืดหยุ่นน้อยลง ผิวแห้งและเหี่ยวย่นมากขึ้น
นับเป็นโชคดีที่ว่าอาการอันน่ารำคาญของวัยก่อนประจำเดือนหมดไปจนถึงหลังประจำเดือนหมดนั้น
จะหมดไปภายใน 1-2 ปี แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสรีรวิทยาของร่างกาย 4 ประการในระยะยาว คือ
1. ภาวะกระดูกพรุน ฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนมีบทบาทในการสร้างกระดูกใหม่มาเสริมกระดูกเก่า
และทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ในช่วงวัย 25-30 ปี ครั้นพอประจำเดือนหมดพร้อมๆ กับระดับเอสโตรเจนที่ลดลง
กระดูกจะสูญเสียความหนาแน่นจนเกิดพรุนทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัก แม้จะเป็นการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ
เช่น การหกล้ม
มาตรการกระดูกพรุน ประกอบด้วย
- การออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายมีการแบกน้ำหนัก
- รับประทานแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอ
- การใช้ฮอร์โมนเสริม (Hormone replacement therapy หรือ HRT) แต่เนื่องจากมีประเด็นห่วงใยว่า
การให้ฮอร์โมนในเพศเสริมนานๆ เช่น เกิน 5 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุมดลูก
มะเร็งเต้านม ปัจจุบันจึงมีการใช้ยากลุ่มอื่นมาลดกระดูกพรุน เช่น
- 1. ยากลุ่ม SERMS (Selective Estrogen Receptor Modulators) เช่น Relocifene (Evista)
- 2. Bisphosphonates เช่น Alendronate (Fosamax) หรือ Bisedronate (Actonel)
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงในวัยหมดประจำเดือน
ทำให้ขาดฮอร์โมนคอยปกปักษ์หัวใจ โดยคอยทำให้ไขมันพระเอกคือ HDL สูงขึ้น ในขณะที่ไขมันผู้ร้ายคือ LDL ต่ำลง
นอกจากนี้ยังขาดปัจจัยที่ทำให้เส้นโลหิตแดงมีความยืดหยุ่น เกล็ดเลือดไม่มาเกาะกลุ่มกันและหัวใจเต้นดีขึ้น
จึงเชื่อว่าถ้าให้ฮอร์โมนเพศเสริม (HRT) จะทำให้หญิงหมดประจำเดือนลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ
3. ปัญหาของทางเดินปัสสาวะ ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณผนังท่อปัสสาวะบางลง
จนเกิดอาการแสบเวลาปัสสาวะ หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่และติดเชื้อง่ายขึ้น กล้ามเนื้อหูรูดที่กระเพาะปัสสาวะสูญเสียความแข็งแรง
ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งแก้ได้โดยบริหารกล้ามเนื้อกะบังลมช่องเชิงกรานด้วยการขมิบเป็นระยะๆ
4. น้ำหนักขึ้น พอเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง
จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในน้ำหนักตัวและหุ่น กล่าวคือ ไขมันส่วนเกินจะไปพอกที่หน้าท้องมากกว่าที่สะโพกและต้นขา
ซึ่งแก้ไขได้โดยจำกัดปริมาณอาหารที่จะรับประทานในแต่ละวันลง 200-400 แคลอรี จัดอาหารให้มีสมดุล
และเสริมด้วยการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ เต้นลีลาศ
อาการร้อนวูบวาบ (Hot flashes)
ในผู้หญิงบางคนอาจรุนแรงมากกว่าแค่รำคาญ จึงมีการแสวงหามาตรการต่างๆ
ที่จะช่วยบรรเทาอาการนี้ อาทิเช่น
- บันทึกไว้ว่าก่อนมีอาการร้อนวูบวาบมีอะไรที่นำมาก่อน อันอาจจะเป็นตัวกระตุ้นอาการ จะได้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงมากๆ อย่างรวดเร็ว เช่น จากบ้านหรือห้องปรับอากาศ
ไปสู่บรรยากาศนอกบ้านที่ร้อนระอุ ควรแก้โดยให้อุณหภูมิค่อยๆ เปลี่ยน การอยู่ในห้องที่อากาศเย็นสบาย
สัก 2 ชั่วโมงอาจช่วยป้องกันเหงื่อแตกกลางดึก
- สวมเสื้อผ้าหลายชิ้นที่สามารถสวมและถอดออกได้เป็นชั้นๆ เวลาความรู้สึกร้อนหนาวเปลี่ยนแปลงไป
- หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เครื่องดื่มร้อน คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ ซึ่งล้วนทำให้หลอดเลือดขยายตัว
จนเกิดอาการร้อนวูบวาบได้ในผู้หญิงบางคน
- รับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามิน อี และ บี คอมเพล็กซ์ ซึ่งเชื่อว่าบรรเทาอาการได้
แม้จะยังไม่มีผลพิสูจน์ยืนยัน แต่ทั้งคู่มีอุดมแล้วในข้าวกล้อง
- งดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เพิ่มความถี่ของอาการร้อนวูบวาบ
- หลีกเลี่ยงความเครียด เพราะความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นอาการร้อนวูบวาบได้
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความถี่ของการเกิดอาการ
ปัจจุบันมีความนิยมใช้สมุนไพรบรรเทาอาการและปรากฏว่าได้ผลดีหลายขนาน
แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันทางการวิจัย ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น
เพราะว่าถั่วเหลืองหรือเต้าหู้มีสาร Isoflavones ที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนมากพอ
ที่จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ
ข้อเสียของการใช้สมุนไพรก็คือว่า สมุนไพรจดทะเบียนลิขสิทธิ์ไม่ได้
อีกทั้งสามารถจำหน่ายได้ในสหรัฐอเมริกาโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะทำให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ลงทุนวิจัยอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์
แต่ขณะนี้ทางสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรับอเมริกา ก็ได้เป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์การวิจัยสมุนไพรต่างๆ
ในการบรรเทาอาการต่างๆ ที่มากับประจำเดือนหมด
เพศสัมพันธ์ในวัยหมดประจำเดือน
ผู้หญิงหลายคนมีความต้องการทางเพศลดลงเมื่อหมดประจำเดือน ทั้งนี้อาจเป็นผลจากหลายปัจจัย
เช่น ฮอร์โมนเพศลดลง ความเคียด การร่วมเพศที่ทำให้เจ็บปวดและนึกไปเองว่าแก่แล้ว
แต่จริงๆ แล้ววงการแพทย์พบว่า หญิงในวัยหมดประจำเดือนไม่หมดความสามารถในการมีความสุขทางเพศ
รวมทั้งการบรรลุจุดสุดยอดแม้จะไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเสริม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระดับฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนลดลง
ทำให้เนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดบางลง แห้งและไม่ยืดหยุ่น ทำให้ช่องคลอดไม่ชุ่มชื้นจนเกิดอาการเจ็บปวดเวลาร่วมเพศ
วิธีแก้ไข คือ
1. ใช้สารหล่อลื่น เช่น K-Y Jelly เป็นต้นล
2. ใช้ครีมเอสโตรเจนทาเพื่อเพิ่มเลือดมาหล่อเลี้ยงช่องคลอด ทำให้ผนังช่องคลอดหนาขึ้น ความแห้งแล้งลดลง
3. ปล่อยให้เป็นไปตามสภาพปกติในการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนและเนื้อเยื่อยืดหยุ่น
โดยสรุปแล้ว วัยหมดประจำเดือนเป็นการเข้าสู่ชีวิตใหม่ในช่วง 1/3 ท้ายของอายุขัย
ที่อาจมีอาการน่ารำคาญและผลระยะยาวที่รังควาญสุขภาพ แต่ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีอยู่
เราสามารถบรรเทาและบำบัดอาการต่างๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้ ขอเพียงให้ท่านที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
ศึกษาและร่วมปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อการได้มาซึ่งความสุขสดชื่นในวัยทองอันยืนยาว
(update 15 กันยายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม 2546 ]
|