ในศตวรรษที่ผ่านมา ความสำเร็จในการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสาธารณสุข
ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต และความก้าวหน้าในวงการแพทย์
ทำให้อายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้น การที่ผู้คนในประเทศพัฒนาหลายแห่งมีคนอายุยืนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
นับว่าเป็นชัยชนะในเชิงสติปัญญาของมนุษย์ อย่างไรก็ตามความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้
นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ แม้ว่าจะมีเหตุผลมากมายที่ชี้ชวนให้คนเรามีความคาดหวังว่าความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
ทางสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวแพทย์จะนำไปสู่การมีอายุยืนยาวขึ้นและสุขภาพดีขึ้นในอนาคต
แต่ก็เกิดแนวโน้มที่น่าวิตกและน่าอันตรายมากในปีหลังๆ กล่าวคือ มีผู้ให้บริการสุขภาพหลายหมู่เหล่า รวมทั้งนักลงทุนที่ออกโรงมาโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่สินค้าชะลอความแก่
และการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตที่พวกเขาอ้างว่า จะช่วยชะลอยับยั้งความแก่
หรือบางรายถึงกับอ้างว่าจะช่วยคืนความหนุ่มสาวกลับมาก็มี แต่ส่วนใหญ่จะพบว่า
ข้ออ้างต่างๆ ไม่มีหรือมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนน้อยมาก ถึงกระนั้นคนเราไม่อาจจะห้ามอกห้ามใจไว้ได้เพราะไม่อยากแก่จึงยอมเสียเงินเสียทองซื้อสินค้ามาบริโภค โดยบางอย่างอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าคุณประโยชน์
นักวิทยาศาสตร์เองก็มีส่วนทำให้กระแสการบริโภคสินค้าชะลอความแก่ขายดิบขายดี
เพราะไม่ได้ออกโรงมาตักเตือนประชาชนว่า ข้ออ้างทางวิทยาศาสตร์ของผู้ขายนั้นจริงๆ
แล้วไม่ต้องด้วยหลักวิชาการวิจัยอย่างแท้จริง เมื่อเร็วๆ นี้จึงมีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำรวม 51 คน ที่ผนึกกำลังเพื่อกำหนดจุดยืนและแถลงการณ์เพื่อเตือนประชาชนถึงภัยที่เกิดจากการแทรกแซง
ความชราอย่างผิดๆ และไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งบางประเด็นจะได้นำเสนอไว้ ณ ที่นี้
ยาชะลอความแก่
มีผู้แอบอ้างว่า เดี๋ยวนี้มียาที่จะช่วยชะลอ ยับยั้งความแก่หรือแม้แต่จะกลับทำให้เป็นหนุ่มสาวอีก
ด้วยมาตราการแทรกแซงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเมื่อมองย้อนอดีตก็จะพบว่า
มนุษย์แสวงหายาอายุวัฒนะมาเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว และก็ยังคงเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ
ตั้งแต่สมัยนั้นมาจนสมัยนี้
วิถีทางที่สำคัญและเป็นไปได้ที่สุดในการชะลอความแก่จริงๆ แล้วคือ
มาตรการป้องกันโดยเน้นที่
1. ปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารการกิน
2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. งดสูบบุหรี่
เหล่านี้จะช่วยให้คนเรามีโอกาสอยู่ดูโลกได้นานขึ้น เพราะมีสุขภาพดีขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตดังกล่าวก็ไม่มีผลทำให้กระบวนการแก่ตัวของสังขารเปลี่ยนไป
พูดง่ายๆ ร่างกายเคยแก่ตัวลงอย่างไร ก็ยังเป็นอย่างนั้น
ถึงกระนั้นก็ยังมีคนแอบอ้างยาสารพัดขนานว่าจะชะลอความแก่ทั้งในรูปแบบของยาขนานจำเพาะเจาะจง
วิตามินนานาชนิด หรือฮอร์โมนผสม แต่จะพบว่าไม่มีรายไหนที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน
หรือโอ้อวดทั้งหลายเลย จนกล่าวได้ว่า บรรดาพ่อค้าแม่ขายที่ผลิตยาหรืออาหารเสริมสุขภาพออกจำหน่าย
พร้อมสรรพคุณที่พรรณนาจนเริ่ดหรูนั้น เข้าข่ายเจตนาหลอกลวงหรือเว่อร์สุดๆ เพื่อประโยชน์ของตน
ทำให้ประชาชนหลงเชื่อจนเสียเงินอย่างสูญเปล่า แต่ประชาชนกลับไม่ค่อยเชื่อเมื่อนักวิทยาศาสตร์
หรือนักวิชาการที่ไม่มีผลประโยชน์กับสินค้านั้นออกมากล่าวเตือน
ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า เวลาคนเราเจ็บป่วยแล้วใช้มาตรการทางการแพทย์ให้การรักษานั้น
สามารถทำให้ยืนอายุออกไปได้ แต่กระบวนการรักษาโรคที่ทำไปนั้นหาได้ชะลอกระบวนการแก่ตัวลง
ของร่างกายแต่อย่างใดไม่ บางมาตรการก็เป็นเพียงการกลบเกลื่อนปิดบังร่องรอยของความแก่ชรา
เช่น การใช้เครื่องสำอาง การผ่าตัดเสริมสวย การย้อมผมหรือการกระทำอย่างอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่า
ไม่ใช่วิธีการทำให้กลับเป็นหนุ่มสาวอย่างแท้จริง ในแง่ของสรีรวิทยา แต่คนเราก็ชอบหลอกตัวเอง
ถามว่าจริงๆ แล้วเรากลับเป็นหนุ่มสาวไม่ได้ไหม ? คำตอบคือ ทำไม่ได้
ได้แต่ลดความเสี่ยงของโรคที่ทำให้แก่เร็ว หรือปิดบังความแก่ เพราะการจะให้ร่างกายกลับเป็นหนุ่มสาว
จะต้องทำให้โมเลกุลในเซลล์ของร่างกายหยุดการเสื่อมสลายหรือกลับตรงกันข้าม
หรือไม่ก็เปลี่ยนชิ้นส่วนของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ซึ่งในทางปฏิบัติยังทำไม่ได้
พูดถึงเรื่องเปลี่ยนชิ้นส่วนของร่างกายว่าทำไม่ได้นั้น ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมพูดอย่างนั้น
ในเมื่อมนุษย์สามารถปลูกถ่ายอวัยวะได้แล้ว จึงขออธิบายความว่า ถ้าจะให้คนแก่เป็นหนุ่มสาวได้
ก็ต้องเปลี่ยนอวัยวะและชิ้นส่วนย่อยๆ อีกมากมาย ซึ่งในทางทฤษฎีอาจทำได้ แต่ในทางปฏิบัติขณะนี้
หรือในอนาคตไม่น่าจะทำได้ แต่อาจใช้วิธีทำสำเนามนุษย์ (Cloning) หรือใช้เทคโนโลยีเอาเซลล์ต้นกำเนิด
จากตัวอ่อนมาทดแทนอวัยวะต่างๆ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสมองหรือล้างสมอง
ยังเป็นจินตนาการมากกว่าจะเป็นจริงได้
แล้วการเปลี่ยนหน่วยพันธุกรรมล่ะ ? (พันธุวิศวกรรม) จะช่วยได้ไหม ? เมื่อตอนที่มีข่าวว่านักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสและเรียนรู้การเรียงลำดับของหน่วยพันธุกรรมได้แล้ว
ก็มีผู้คิดเลยเถิดไปว่า เราจะใช้ความรู้นี้ไปแทรกแซงกระบวนการแก่ตัวลงได้หรือไม่ คำตอบจากนักวิทยาศาสตร์ก็คือทำโดยตรงไม่ได้เพราะไม่มีหน่วยพันธุกรรมไหน
ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการแก่ตัวลง ได้แค่ปรับเปลี่ยนคุณลักษณะบางอย่างทางชีววิทยา
อย่างที่ทดลองทำในพืชและสัตว์
โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผิวหนังของคนเราจะบางลง และสูญเสียความยืดหยุ่น
สีสันไม่สดใส การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวบางส่วนเกิดจากแรงกระตุ้นจากภายนอก เช่น การสัมผัสแสงแดด
แต่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ อิทธิพลจากกรรมพันธุ์ งานวิจัยใหม่พบว่า
เทคนิคการบันทึกการแสดงออกของพันธุกรรม (Gene Expression Profilling) เพื่อวิเคราะห์ผิวหน้าตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงผู้สูงอายุที่ไปรับการผ่าตัดเสริมสวยที่ใบหน้า
ทั้งนี้เพื่อค้นหาหน่วยพันธุกรรมที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามวัย โดยมีเป้าหมายว่าจะนำความรู้นี้
มาหามาตรการบำบัดเพื่อชะลอความแก่ได้ในอนาคต
การศึกษานี้นับเป็นครั้งแรกที่ใช้เทคโนโลยีทางพันธุกรรมโดยใช้คอมพิวเตอร์ชิพ
ที่มีดีเอ็นเออยู่ด้วยเพื่อนไปศึกษาผิวคนแก่ ซึ่งแม้ผลสัมฤทธิ์ยังอีกยาวไกล
แต่ผลเท่าที่ได้ก็น่าใจชื้นเพราะสามารถจำกัดพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องลงเหลือ 30-100 หน่วย
และสิ่งที่นักวิจัยต้องการรู้มากที่สุดคือ หน่วยพันธุกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับความแก่
การผ่าตัดเสริมสวยอาจช่วยลดร่องรอยความชราบนผิวหน้าโดยการดึงรั้งแล้วตัดผิวหนังส่วนเกินออก
หรือไม่ก็ใช้สารเคมีหรือแสงเลเซอร์ปรับผิวหน้า แต่ต้องยอมรับเสียก่อนว่า เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
เพราะความชราภาพจะยังดำเนินต่อไป
ในการประชุมของสมาคมเพื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกันที่ซานฟรานซิสโกเมื่อเร็วๆ นี้
ที่ประชุมได้เรียนรู้ว่า ตลอดคริสตศตวรรษที่ 20 อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นถึง 30 ปี
นับเป็นความก้าวหน้าที่น่าทึ่ง และนับเป็นข่าวดี แต่ทว่ามีข่าวร้ายตามมาคือ นักวิทยาศาสตร์บอกว่า
มนุษย์ใกล้จะถึงจุดสุดยอดของอายุขัยแล้ว กล่าวคืออาจจะไม่สามารถยืดอายุขัยได้ยาวกว่าที่เป็นอยู่นี้เท่าไรนัก เช่น
ชาวฝรั่งเศสจะมีอายุขัยเฉลี่ย 85 ปี ในปี ค.ศ.2033 ส่วนชาวญี่ปุ่นจะบรรลุเป้าดังกล่าวในปี 2035
ขณะที่ชาวอเมริกันจะถึงเป้าดังกล่าว ปี 2182 หลังจากนั้นประเทศอื่นๆ ก็คงทยอยกันยืดอายุขัยจนเท่าเทียมกัน กล่าวคือคงไม่ยืนยาวไปกว่านั้นอีกกี่มากน้อยหลังจากอายุดังกล่าว ต่อจากนั้นก็คงเฉือนกันเป็นวัน
สัปดาห์หรือเดือน มากกว่าเป็นปี
ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การที่คนเราจะมีอายุยืนยาวเป็นพิเศษ เช่น
กว่าร้อยปีขึ้นไปนั้น โดยหลักการแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ตรงกันข้ามมนุษย์ควรจะมุ่งเน้น
การชนะศัตรูร้ายที่อยู่ใกล้ตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง สโตร็ค เป็นต้น
แต่เมื่อเอาชนะโรคร้ายดังกล่าวได้แล้ว อายุขัยเฉลี่ยอย่างมากก็จะยืดไปได้อีกไม่เกิน 15 ปี
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนกลับเห็นตรงข้าม อย่างศาสตรจารย์ของมหาวิทยาลัย
จากประเทศเดนมาร์คท่านหนึ่งบอกว่า ชาวสแกนดิเนเวียมีอายุขัยยาวเกิน 100 ปี มากขึ้นตามลำดับ
ซึ่งปรากฏว่ามีข้อมูลสนับสนุน กล่าวคือ ขณะนี้มีชาวโลกที่มีอายุกว่า 110 ปี (Supercentenarians)
ทั่วโลก 42 คน เป็นหญิง 30 คน ชาย 12 คน
มนุษย์มีความซุกซนมาก ชอบแทรกแซงหรือเข้าไปยุ่งกับธรรมชาติมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
จะเห็นได้จากการใส่ปุ๋ยเพิ่มพืชผล มีการตัดแต่งหน่วยพันธุกรรมจนกลายเป็นอาหารผีดิบ (GMO)
ที่กลัวกันว่าจะย้อนกลับมาทำอันตรายผู้บริโภค แต่ก็หวังว่ามนุษย์จะฉุกใจคิดให้ถูกวันหนึ่งข้างหน้า
เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่สุขสบาย และเอื้ออาทรต่อกัน
(update 31 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 ]
|