ฮอร์โมนลดความแก่


ในความเพียรพยายามที่จะหาวิธีชะลอความแก่หรือคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น มนุษย์ลองผิดลองถูกมาสารพัดวิธี แล้วในที่สุดก็หลอกตัวเองด้วยการผ่าตัดปิดบังความแก่ เช่น การดึงหน้า แต่เมื่อรู้ว่าการผ่าตัดเป็นเพียงซื้อเวลาไปได้อีกไม่นาน แถมสังขารก็ยังทรุดโทรมลงตามวัย จึงแสวงหายาอายุวัฒนะขนานต่อไปคือฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต (Growth Hormone)

GH หรือฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโตนี้เป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติ ที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามต้องมี เวลาขาดฮอร์โมนนี้จะทำให้การเจริญเติบโตของเด็กบกพร่อง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก จนกระทั่งมีการสังเคราะห์ GH แล้วสร้างความฮือฮา เพราะมีคนประยุกต์นำไปใช้ชะลอความแก่ ทั้งๆ ที่องค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ไม่ได้อนุมัติให้ใช้เพื่อการนี้ จนกระทั่งปี 1996 จึงอนุญาตให้ใช้ได้ในผู้สูงอายุที่ขาดฮอร์โมนนี้

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มีฮอร์โมนบางชนิดรวมทั้ง GH เอสโตเจน โปรเจสเตอโรน และเทสโทสเตอโรน ที่อาจมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงผลทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความชรา แต่ในบางงานวิจัยกลับบอกว่า GH และฮอร์โมนอีกหลายชนิดมีผลทางลบหรือพูดง่ายๆ คืออันตรายต่อสุขภาพ การวิจัยจึงต้องดำเนินต่อไป เพื่อศึกษาบทบาทของ GH และฮอร์โมนอื่นๆ ที่อาจนำมาใช้ชะลอความแก่ในอนาคต


ฮอร์โมนเพิ่มการเจริญเติบโต (Human Growth Hormone)

ฮอร์โมนคือ สารเคมีที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข่าวขนาดจิ๋วที่ล่องลอยไปตามกระแสโลหิต เพื่อกำกับดูแลกิจกรรมต่างๆ ของอวัยวะสำคัญๆ ค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1920 และสามารถแยกบริสุทธิ์ได้ เมื่อปี ค.ศ.1956 ประกอบด้วย กรดอะมิโนต่อเชื่อมกัน 190 ตัว

คำว่า Hormone (ฮอร์โมน) มีรากศัพท์จากภาษากรีก แปลว่า "เพื่อการกระตุ้น โดยทำหน้าที่กระตุ้นกระบวนการต่างๆ ทั่วร่างกาย เพื่อบำรุงรักษาสุขภาพ การเจริญเติบโต การหายและการซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอ การสร้างความสมานฉันท์"

ฮอร์โมนที่รู้จักกันมากที่สุด น่าจะเป็น "อินซูลิน" (Insulin) ซึ่งสร้างโดยตับอ่อน ในคนที่ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อย คนนั้นก็จะเป็นเบาหวาน นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนจึงค้นหา และพบวิธีสังเคราะห์อินซูลินเพื่อนำมาฉีดทดแทนเป็นระยะๆ ในรายที่เป็นเบาหวาน จนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลไว้ได้

สำหรับ GH (ฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต) นั้น ผลิตขึ้นโดยต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) โดยเป็นฮอร์โมนคล้ายโปรตีน (Peptide) เช่นเดียวกับอินซูลิน แต่ตรวจหาปริมาณในร่างกายได้ยาก เพราะต่อมใต้สมองจะผลิต GH ออกมาเพียงช่วงสั้นๆ ขณะนอนหลับ แล้วจะปรากฏในกระแสโลหิตเพียงไม่กี่นาที

จากนั้นก็จะเข้าสู่ตับเพื่อแปลงไปเป็นฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งคือ Somatomedin-C หรือ IGF (Insulin Like Growth Factor) ฮอร์โมนตัวหลังนี้จะทำหน้าที่ของฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย สามารถเจาะเลือดตรวจหาระดับฮอร์โมนได้ง่ายกว่า GH ในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งการเจริญเติบโตจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว Hormone (ฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต) แต่แม้ว่าการเจริญเติบโตจะหยุดลง ฮอร์โมน GH ก็ยังมีอยู่ในขนาดน้อยลง เพื่อทำนุบำรุงสถานภาพของร่างกาย จิตใจและสุขภาวะ มนุษย์จะต้องมีระดับ GH อยู่เพียงพอจึงจะช่วยให้การหายของแผล การฟื้นไข้ การได้เซลล์มาทดแทน ความคงอยู่ของอวัยวะ ความแข็งแรงของกระดูก การทำงานของสมอง การผลิตเอ็นไซม์ สภาพของเส้นผม เล็บ ผิวหนังและอวัยวะต่างๆ ล้วนต้องการ GH พอเข้าสู่วัย 20 ปีไปแล้ว ปริมาณการผลิต GH จะลดลงอย่างต่อเนื่องราวร้อยละ 14 ต่อ 10 ปี พอถึงอายุ 60 ปี จะมีระดับ GH ลดลงกว่าร้อยละ 75 ขึ้นไป ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเสื่อมโทรมหรือการแก่ตัวลงทางกาย

เด็กที่ขาด GH ตั้งแต่เล็กจะเติบโตได้ไม่ปกติ และจะกลายเป็นคนแคระเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ปัญหานี้เองที่เป็นที่มาของการวิจัยและค้นพบ GH เพื่อนำมารักษาเด็กดังกล่าว ในระยะแรกๆ ของการพัฒนา GH ปรากฏว่ามีปริมาณน้อยมากจึงมักจะมีราคาแพง และบางครั้งปนเปื้อนสิ่งอื่น จวบจนกระทั่งการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ทำให้มนุษย์สามารถผลิต GH บริสุทธิ์ได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีราคาสูงมาก

ย้อนกลับไปดูความเป็นไปในร่างกายของมนุษย์อีกครั้งจะพบว่า ทุกๆ 3 ปี ร่างกายจะยกเลิกเซลล์เก่าแล้วเปลี่ยนเป็นเซลล์ใหม่ราวร้อยละ 90 ทั่วทั้งร่างกาย เปรียบเหมือนงูลอกคราบแต่เป็นการยกเครื่องทั้งตัว ร่างกายมนุษย์ซึ่งประกอบด้วยเซลล์จำนวน 100 ล้านล้านเซลล์ จะมีการเสื่อมสลายตายไป แล้วมีเซลล์ใหม่มาทดแทนอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นในสมอง ซึ่งจะต้องใช้เนื้อสมองและระบบประสาทชุดเก่าไปตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย แม้กระนั้นในสมองก็ต้องการโปรตีนเป็ปไทด์ใหม่ๆ เพื่อช่วยบำรุงรักษาในการเก็บความทรงจำ เพราะว่าการเรียนรู้ ความจำและเชาว์ปัญญาต้องอาศัยการมีระดับ GH ที่มากพอในร่างกาย เมื่อ GH ลดลงตามอายุ การทำงานของอวัยวะสำคัญๆ ก็จะถดถอยลง แต่การสังเคราะห์ GH ได้ ทำให้มีการนำมาชะลอหรือระงับความเสื่อมถอยทางร่างกายและจิตใจเนื่องจากการแก่ตัวลง

จากการเจาะเลือดตรวจหาระดับฮอร์โมน Somatomedin-C ได้ จึงเกิดความก้าวหน้าในการบำบัดรักษาและป้องกันโรค แต่ถ้าร่างกายมีระดับ GH และ Somatomedin-C ปกติแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหา GH มาเสริม ในทางกลับกันหากระดับฮอร์โมนลดต่ำลง การเสริมฮอร์โมนก็อาจให้ประโยชน์

จากรายงานวิจัยที่ปรากฏในวารสารวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า การให้ GH เป็นฮอร์โมนเสริมจะช่วย
  • เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
  • เพิ่มความแข็งแรงของกำลังกาย
  • ลดความอ่อนล้า
  • ลดไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณรอบเอว
  • เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก
  • เสริมสมรรถภาพของตับ ไต ม้าม และสมอง
  • ผิวหนังดูเต่งตึงขึ้นจนรอยเหี่ยวย่นลดลง
  • สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น
  • โคเลสเตอรอลลดลง
  • กระดูกอ่อนในข้อแข็งแรงขึ้น
  • คนที่เป็นโรคกระดูกพรุน พาร์กินสันและอัลไซเมอร์จะมีอาการดีขึ้น
  • เวลาล้มป่วยจะหายเร็วขึ้น
  • คนไข้โรคเอดส์มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ถ้าได้ GH
  • เสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อน้อยลง ภูมิแพ้ดีขึ้น ข้ออักเสบดีขึ้น
  • อาจช่วยป้องกันมะเร็งจากผลการเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
GH ที่มีอยู่ในตลาดยังต้องใช้วิธีฉีด โดยคนไข้อาจจะฉีดตัวเองแบบคนไข้เบาหวานฉีดอินซูลินให้ตัวเอง โดยใช้เข็มขนาดเล็กเบอร์ 27 ฉีดฮอร์โมนเข้าใต้ผิวหนังทุกสัปดาห์ แต่จะแสดงผลอย่างช้าๆ ใน 6-18 เดือนแรกที่ฉีดฮอร์โมน

มีตัวอย่างผู้สูงอายุ นักธุรกิจ อายุตั้งแต่ 40-64 ปีที่ฉีดฮอร์โมน GH ให้ตัวเอง แล้วแจ้งว่ารู้สึกดีขึ้นแทบจะทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ให้ฮอร์โมนมากไปอาจเกิดพิษ และฤทธิ์ข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ เช่น เป็นเบาหวาน เต้านม (ชาย) โตขึ้น บวมน้ำ

การมีอายุยืนและสุขภาพดีเป็นเป้าหมายที่มนุษย์ทุกคนอยากจะได้แต่ก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยเสริมหรือขัดขวางหลายอย่าง เช่น
  • กรรมพันธุ์
  • ความเครียด
  • ภาวะโภชนาการ
  • ภาวะต้านออกซิเดชั่น
  • วิถีชีวิต
  • อุปนิสัยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
  • การสัมผัสมลภาวะจากสารเคมีและสิ่งแวดล้อม
ถึงแม้ว่า GH จะฟังดูดีเหมือนฟ้ามาโปรด แต่ข้อจำกัดยังมีอีกมาก เพราะอาจไม่ประกันผล 100% โดยเฉพาะในรายที่พึ่งพาฮอร์โมนอย่างเดียว โดยไม่ทำนุบำรุงสถานภาพทางโภชนาการ การขาดวิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ ที่ร่างกายต้องการ การใช้มาตรการต้านอนุมูลอิสระ

และที่สำคัญที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายในการฉีดฮอร์โมนให้แก่ตัวเองนั้น จะตกราวปีละ 6,200 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 672,800 บาท) ในสหรัฐอเมริกา โดยที่ยังเบิกคืนจากบริษัทประกันสุขภาพไม่ได้ บางรายงานแจ้งว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 1,500 เหรียญสหรัฐ (66,000 บาท) ในเมืองไทยจึงยังอยู่ในสภาพ "ได้ไม่คุ้มเสีย" และขาดแคลนแพทย์ที่ชำนาญพอในเรื่องนี้


(update 31 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600