ไวรัสตับอักเสบมีมากมายหลายชนิด ชนิดไหนอันตราย สมควรให้ลูกน้อยฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน ?
สารพัดไวรัสทำร้ายตับ
ในบรรดาไวรัสทั้งหลายที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงที่มีในปัจจุบันนี้
รู้สึกว่าจะไม่มีไวรัสชนิดใดที่มีมากชนิดเท่ากับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบอีกแล้ว ถ้าไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดอาจจะตามไม่ทันถึงขั้นที่ว่าถ้าหมอไม่ได้ไปร่วมประชุมวิชาการสัก 2-3 ปี
อาจจะล้าสมัยไปเลยก็ได้ค่ะ
เท่าที่ทราบ ขณะนี้มีไวรัสที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบอยู่ถึง 7 ชนิดด้วยกัน (ในปัจจุบันนะคะ) ได้แก่
1. ไวรัสตับอักเสบ เอ
2. ไวรัสตับอักเสบ บี
3. ไวรัสตับอักเสบ ซี
4. ไวรัสตับอักเสบ ดี
5. ไวรัสตับอักเสบ อี
6. ไวรัสตับอักเสบ จีจีบี
และ 7. ไวรัสตับอักเสบ ทีที
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเห็นชื่อแค่นี้ก็อาจจะงงแล้วนะคะ แต่จริงๆ แล้วตัวเอกที่รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้วขณะนี้คือ
ไวรัสตับอักเสบ เอ บี และ ซี นอกจากนี้ไวรัสในกลุ่มอื่นๆ ก็มีที่ทำให้เกิดอาการทางตับได้
ตัวที่น่าสนใจคือไวรัสเดงกิ่ว ที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกไงคะ
ตับอักเสบจากไวรัสเป็นโรคที่พบได้ทั่วโลก พบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ เอ
พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ค่ะ
หมอจะเล่าถึงรายละเอียดของไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อยบางตัวดังนี้นะคะ
ไวรัสตับอักเสบ เอ
ส่วนใหญ่เป็นในเด็กและพบได้ประปราย แต่ก็อาจจะมีการระบาดได้เป็นครั้งคราว
ในสมัยก่อนเรามักพบในเด็กอายุระหว่าง 5-14 ปี โดยเด็กที่ป่วยมักไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง
และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันเมื่อการสาธารณสุขดีขึ้น
เด็กได้รับเชื้อตับอักเสบ เอ น้อยลง ทำให้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันโรค
ทีนี้เมื่อมาป่วยเป็นโรคนี้ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็กค่ะ
โดยพบว่าผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 40 ปี จะมีอัตราตายเพราะโรคนี้สูงถึง 1-4% ทีเดียว
ไวรัสตับอักเสบ เอ ติดต่อทางอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยที่ผู้ป่วยจะขับถ่ายเชื้อมาทางอุจจาระ
ถ้าไม่ถ่ายในส้วมและไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงอาหาร ก็ทำให้มีการกระจายของเชื้อโรคได้รวดเร็ว
เพราะเชื้อตัวนี้มีความคงทนมาก และการติดต่อก็ใช้เชื้อเพียงนิดเดียวเท่านั้น ที่น่าสนใจคือเมื่อเชื้อลงไปในทะเล
น้ำเกลือในทะเลจึงเป็นแหล่งของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารทะเลต้องทำให้สุกก่อนนะคะ การปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟก็สามารถทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ได้ค่ะ
โรคไวรัสตับอักเสบ เอ จึงเป็นโรคที่ติดต่อกันง่ายมาก โดยเฉพาะในที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก
เช่น สถานรับเลี้ยงเด็กที่สุขอนามัยไม่ดี โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม และตามโรงอาหารใหญ่ๆ เป็นต้น
กลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงคือ เด็กๆ พ่อครัว แม่ครัว ผู้ประกอบอาหาร
พนักงานรักษาความสะอาด พนักงานเก็บขยะ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ค่ะ
อาการเป็นอย่างนี้
หลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 15-50 วัน จะเริ่มมีอาการคล้ายกันไม่ว่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบ เอ หรือ บี
คือใน 3-7 วันแรกจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บใต้ชายโครงขวา ต่อจากนั้นจะมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนสีชา
บางคนมีอุจจาระสีซีดลง มีอาการตัวเหลือง หรือที่เรียกว่าเป็นดีซ่าน ตับโตกดเจ็บ อาการดีซ่านจะเป็นอยู่ราว 1-4 สัปดาห์
ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติในเวลาประมาณ 1-2 เดือนค่ะ
ผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มักไม่มีอาการป่วยเรื้อรังหรือเป็นตับแข็ง แต่มีส่วนน้อย
โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่อาจมีภาวะตับวาย ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ
รักษาอย่างไรดี
ขอยกไปพูดพร้อมกับการรักษาไวรัสตับอักเสบ บี ค่ะ
ไวรัสตับอักเสบ บี
พบได้ทั่วโลก แต่อุบัติการจะสูงในประเทศกำลังพัฒนา และพบบ่อยในกลุ่มอายุ 15-30 ปี
หลังจากได้รับเชื้อเฉลี่ยประมาณ 90 วัน จึงจะเริ่มมีอาการ ซึ่งอาการก็จะคล้ายกับโรคไวรัสตับอักเสบ เอ
แต่การดำเนินของโรคจะช้ากว่า ประมาณร้อยละ 2-5 ของผู้ป่วยจะเกิดภาวะตับวายแบบเฉียบพลัน และเสียชีวิตได้ค่ะ
ข้อแตกต่างของไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี คือไวรัสตับอักเสบ บี สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อแบบเรื้อรังได้
คือผู้ป่วยจะมีอาการดีซ่านเป็นเวลานาน หรือกลับเป็นใหม่หลังจากเป็นตับอักเสบแบบเฉียบพลัน
โดยมีอาการแน่นท้อง เบื่ออาหาร ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และปัสสาวะสีเข้ม เป็นเวลานาน
นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่เมื่อหายจากโรคแล้ว เชื้อจะไม่หมดไปจากร่างกายแต่กลายเป็นพาหะของโรค ซึ่งในประเทศไทยเราเคยตรวจเลือดกลุ่มผู้บริจาคโลหิตพบกลุ่มที่เป็นพาหะของโรคนี้ได้ถึงประมาณร้อยละ 10 ค่ะ
ติดต่อกันอย่างนี้
สามารถติดต่อได้ทั้งทางปากและทางเลือด เช่นได้รับเชื้อจากการให้เลือด ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
การฝังเข็ม เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถตรวจพบได้ในน้ำตา น้ำมูก น้ำอสุจิ เยื่อเมือกในช่องคลอด
ประจำเดือนและน้ำคร่ำ จึงสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์และทางอื่นๆ ถ้ามีโอกาสสัมผัสกับสิ่งต่างๆ
ที่มีเชื้อโรคตามที่กล่าวมา แต่โอกาสติดโรคจากการรับประทานอาหารร่วมกันมีน้อยมากค่ะ
รักษาอย่างไรดี
เป็นการรักษาตามอาการเช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ เอ คือป้องกันภาวะแทรกซ้อนและภาวะตับวาย
แต่ยังไม่มียารักษาโรคโดยเฉพาะค่ะ การรักษาทำเพื่อรอเวลาให้ตับคืนสู่สภาวะปกติเท่านั้น โดยต้องคำนึงถึง
1. การพัก
เดิมให้พักอยู่แต่บนเตียง แต่ปัจจุบันพบว่าไม่ช่วยให้ตับดีขึ้น จึงให้ผู้ป่วยพักผ่อนอยู่ที่บ้านได้
เพียงแต่ควรหยุดงานและงดไปโรงเรียน และควรหยุดในช่วงแรกประมาณ 2 สัปดาห์จนอาการทั่วไปดีขึ้น
การออกกำลังกายแบบแข่งขัน หักโหม ควรงดไว้ก่อนเป็นเวลา 6 เดือนค่ะ
2. อาหาร
โดยทั่วไปเราแนะนำให้กินอาหารที่มีไขมันต่ำ ควรกินอาหารที่เป็นแป้งและมีปริมาณน้ำตาลสูง
ผู้ป่วยมักเบื่ออาหารและคลื่นไส้อาเจียน ถ้ามีอาการดังกล่าวมากๆ อาจจำเป็นต้องให้น้ำเกลือ
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นต้องมารับการรักษาในโรงพยาบาลค่ะ
ไวรัสตับอักเสบ ซี
เป็นไวรัสที่พบได้ทั่วโลกเช่นกัน มีระยะฟักตัวเฉลี่ย 6-7 สัปดาห์ การถ่ายทอดของโรคที่น่าจะเป็นได้คือ
การได้รับเลือด ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์
อาการเป็นอย่างนี้
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีน้อย โดยพบว่าร้อยละ 25 จะมีตัวเหลืองและตาเหลือง
ร้อยละ 40-60 จะเป็นแบบเรื้อรังและกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังหรือตับแข็งได้
มีรายงานการเกิดมะเร็งตับตามหลังการติดเชื้อเป็นเวลานานด้วยค่ะ
รักษาอย่างไรดี
เหมือนการรักษาตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี ค่ะ
เสี่ยงอย่างนี้ถึงต้องมีวัคซีน
ลูกน้อยในวัยขวบปีแรกจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มากที่สุด
โดยทารกสามารถติดโรคจากมารดาที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้สูงถึงร้อยละ 50
หากทารกติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้วจะสามารถตรวจพบเชื้อได้ถึง 3 เดือนหลังคลอด
และจะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พบเชื้อแล้วหายไป
ส่วนใหญ่จะเป็นพาหะของโรคแบบเรื้อรังโดยไม่มีอาการ และอาจเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้
มีไม่มากนักที่เป็นตับอักเสบแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้ตับวายและถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ
ปัญหาของโรคไวรัสตับอักเสบ คือ เราพบว่าไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี
มีความสัมพันธ์กับการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับสูงมาก เชื่อกันว่าถ้าเราลดการเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี ได้
ก็จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งตับของคนไทยได้ด้วย ในไต้หวันนั้นพบว่าหลังจากรณรงค์ให้วัคซีน
อัตราการเกิดมะเร็งตับก็ลดลงอย่างชัดเจน
สำหรับไวรัสตับอักเสบบี แม้จะมีคนเป็นพาหะกันหลายคนภายในครอบครัวเดียวกัน
โรคนี้ก็ไม่ได้เป็นโรคทางพันธุกรรมนะคะ แต่เป็นการถ่ายทอดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูก
ระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดค่ะ
ดังนั้น เพื่อลดอัตราการติดต่อและเจ็บป่วยจากโรคดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีน
ซึ่งขณะนี้มีวัคซีนเพียง 2 ชนิดเท่านั้นคือ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี
สำหรับวัคซีนที่จะใช้ป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซี ดี อี จีจีบี และ ทีที ยังไม่มีนะคะ
เรามารู้จักวัคซีนทั้งสองตัวนี้กันค่ะ
.
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ
ปัจจุบันมีวัคซีนจากหลายบริษัท แต่หลักการและวิธีการฉีดจะเหมือนกัน คือ ฉีดในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี
เพราะถ้าฉีดตอนอายุน้อยกว่านี้ ภูมิคุ้มกันอาจจะขึ้นไม่ดี เพราะภูมิคุ้มกันของมารดาที่ผ่านรกมาถึงลูกจะมีระดับสูง
จะสามารถรบกวนต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของทารกได้ค่ะ
วัคซีนนี้ต้องฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 1 และ 2 ฉีดห่างกันประมาณ 6-12 เดือน หลังฉีดเข็มแรกแล้ว
ภูมิคุ้มกันจะขึ้นเพียงพอในเวลาประมาณ 14 วัน ประสิทธิภาพของวัคซีนค่อนข้างสูง ได้ผลถึงร้อยละ 94-100
และพบว่าภูมิคุ้มกันจะมีระดับสูงและน่าจะอยู่นานอย่างน้อย 15-25 ปีค่ะ
แต่ปัญหาของวัคซีนตัวนี้คือราคายังค่อนข้างแพง ดังนั้นในสภาพเศรษฐกิจอย่างปัจจุบันนี้
จึงยังไม่เหมาะสมที่จะฉีดให้กับทุกๆ คน เราคงต้องมาดูว่าใครที่มีโอกาสเสี่ยงสูง
และเมื่อติดเชื้อแล้วใครจะมีอาการของโรคมากกว่ากัน จริงๆ แล้วโรคนี้ไม่มีพาหะเรื้อรัง
และไม่ทำให้เป็นมะเร็ง จะมีปัญหาก็เพียงการเจ็บป่วยซึ่งอาจทำให้ต้องหยุดเรียนหรือพักงานได้ค่ะ
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี
ขณะนี้ เด็กไทยทุกคนที่เกิดมาจะได้รับการฉีดวัคซีนนี้ตั้งแต่แรกเกิด ดังที่คุณพ่อคุณแม่ทราบกันดีอยู่แล้ว
เพราะการติดเชื้อในเด็กส่วนใหญ่ได้จากมารดาในระหว่างการคลอดหรือใกล้คลอด จากสถิติพบว่าสามารถฉีดครอบคลุมเด็กๆ
กลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าร้อยละ 80
การฉีดวัคซีนเข็มแรกจะฉีดเมื่อแรกเกิด เข็มที่ 2 จะห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน และเข็มที่ 3 ฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน
การฉีดต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ดังนั้นในเด็กเล็กเราจึงฉีดที่หน้าขา ส่วนเด็กโตหรือผู้ใหญ่จะฉีดที่ต้นแขน
ขณะนี้เชื่อว่าไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นแต่อย่างใด และวัคซีนจากคนละบริษัทสามารถฉีดแทนกันได้ ไม่มีปัญหาค่ะ
หลังจากฉีดวัคซีน 3 เข็มนี้แล้ว จะเกิดภูมิต้านทานได้ถึงร้อยละ 95
นอกจากเด็กเกิดใหม่ทุกคนที่เกิดหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 7 แล้ว
คนที่ควรฉีดวัคซีนคือ คนที่ตรวจเลือดแล้วพบว่าไม่เป็นพาหะและยังไม่มีภูมิคุ้มกันค่ะ
อย่างนี้สิน่าฉีด
ถ้าอย่างนั้น ใครบ้างล่ะที่น่าจะได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ?
คำตอบคือบุคคลเหล่านี้ค่ะ
1. นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปในท้องถิ่นที่มีโรคนี้ชุกชุม
2. คนที่มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อ เช่น คนทำอาหาร
เชื่อมั้ยคะว่าการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทย
หลายครั้งเป็นผลจากการที่คนทำอาหารป่วยเป็นโรคตับอักเสบ เอ และอีกกรณีหนึ่งคือดื่มน้ำไม่สะอาด
แต่หมอแนะนำว่าควรตรวจภูมิคุ้มกันก่อนการฉีดวัคซีน เพราะผู้ใหญ่มักจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติอยู่แล้ว
(จะได้ไม่ต้องเสียตังค์และเจ็บตัวฟรี) นอกจากนี้ คนงานเก็บขยะ และคนที่มีอาชีพเลี้ยงดูเด็กก็น่าจะได้รับวัคซีนนี้ด้วยเหมือนกัน
3. บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อ และผู้ที่ทำงานตรวจอุจจาระในห้องทดลอง
4. ผู้ป่วยเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังหรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี เพราะถ้าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ด้วย
อาการจะรุนแรงค่ะ
5. เด็กๆ ทั่วไปที่มีฐานะดี คุณพ่อคุณแม่ไม่มีปัญหาในการฉีดวัคซีน โดยอาจจะฉีดตอนที่เรียนชั้นประถม และการฉีดต้องพิจารณาราคาวัคซีนว่าจะคุ้มกับการหยุดเรียนหรือหยุดงานหากเกิดเป็นโรคขึ้นมาหรือไม่ด้วยค่ะ
(update 15 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 19 ฉบับที่ 219 เมษายน 2544 ]
|