เด็กเป็นกลุ่มประชากรที่มีโอกาสจะเจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ทั้งนี้เพราะภูมิต้านทานในตัวเด็กเองยังอยู่ในระยะกำลังเริ่มสร้าง
เชื้อโรคต่างๆ จึงเข้าไปได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ หากมีคนถามว่า แล้วเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคภัยในเด็กปัจจุบันนี้
เทียบกับในอดีตเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว มีความแตกต่างกันอย่างไร และแนวโน้มในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เราก็คงต้องมาดูที่ตัวเด็กเอง และดูที่ตัวเชื้อโรคต่างๆ ด้วยค่ะ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
ตามสภาพแวดล้อมรอบตัว
เด็กกินอยู่ดีขึ้น & ติดเชื้อน้อยลง
เด็กที่มีภาวะขาดอาหารทำให้ความต้านทานเชื้อโรคลดน้อยลงไปอีก เริ่มตั้งแต่ผิวหนังที่จะเป็นด่านป้องกันแรก
จะเกิดมีแผลและเป็นทางเข้าของเชื้อได้ง่ายขึ้น ตลอดไปจนถึงเยื่อบุทางเดินหายใจและลำไส้ก็จะถูกบุกรุกได้ง่าย
เด็กเหล่านี้จะเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อต่างๆ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรง ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังที่องค์การ UNICEF
ได้รายงานไว้เมื่อปี 2531 ว่าสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 14 ล้านคนนั้น
เกิดจากโรค 4 กลุ่มนี้คือ
1. อุจจาระร่วง
2. โรคติดเชื้อรุนแรงของระบบทางเดินหายใจ
3. โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น หัด บาดทะยัก
4. มาลาเรีย
ซึ่งในจำนวนเด็กที่เสียชีวิตนี้ประมาณ 1 ใน 3 มีภาวะขาดอาหารหรือเรียกว่า
ภาวะทุพโภชนาการร่วมด้วย
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยเรามีการกินอยู่ดีขึ้น เห็นได้ชัดที่กลุ่มเด็กในกรุงเทพมหานครและในตัวเมือง
จะมีโภชนาการดีกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้อยู่ในตัวเมือง ดูได้จากส่วนสูงเฉลี่ยของเด็กไทยในช่วงปี 2530 สูงกว่าเมื่อ
ปีพ.ศ.2519 ประมาณ 2 ซม. ในทุกกลุ่มอายุ เมื่อภาวะโภชนาการดีขึ้นเด็กก็มีความต้านทานเชื้อโรคได้ดีขึ้น
อัตราการเสียชีวิตของเด็กไทย อายุต่ำกว่า 5 ปี ลดลงจาก 148 คนต่อการคลอดมีชีพ 1,000 คน ในปี 2503
ลงมาเป็น 58 คนในปี 2523 และเหลือ 28 คนในปี 2544 (ข้อมูลจากสถิติของ UNICEF End decade
database-child survival and health)
โรคที่มีแนวโน้มลดลงที่เป็นผลจากการกินอยู่ที่ดีขึ้น คือ โรคไข้รากสาดน้อย หรือ ไทฟอยด์
และโรคที่มีแนวโน้มว่ามีความรุนแรงน้อยลงคือ โรคอุจจาระร่วง หมอจำได้ว่าสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่วอรด์เด็ก คืนไหนที่อยู่เวรจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับเด็กท้องเสียประเภทตาโหลจนต้องให้น้ำเกลือคืนละ 3-4 ราย
ปัจจุบันนี้เด็กท้องเสียจนต้องนอนโรงพยาบาลลดน้อยลง เพราะสุขอนามัยดีขึ้น มีน้ำดื่มที่สะอาด และพ่อแม่เรียนรู้ที่จะให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนการสูญเสียน้ำทางอุจจาระตั้งแต่ลูกมีอาการไม่มาก
นอกจากนี้ ถ้าเป็นท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์ก็ให้ยากำจัดเชื้อให้หมดไปได้อย่างรวดเร็วด้วย
วัคซีนเป็นพระเอก ช่วยเด็กมีภูมิหลายชนิด
ปัจจุบันนี้มีโรคที่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนหลายโรค โรคโปลิโอกำลังจะหมดไปจากประเทศไทย
เนื่องจากเรามีการรณรงค์ให้วัคซีนโปลิโอติดต่อกันมาแล้วหลายปี โรคหัดก็พบน้อยลงไปมาก
สมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่จะบอกว่าเด็กจะต้องออกหัดกันทุกคน และเวลาเป็นหัดก็ให้กินแต่น้ำข้าว
เด็กที่เป็นหัดอาจจะมีปอดอักเสบหรือท้องเสียตามมากว่าจะหายก็เป็นสัปดาห์ หลังจากป่วยเป็นหัดเด็กหลายคนตาบอดเพราะเป็นเด็กที่ขาดสารอาหารอยู่แล้วมาถูกซ้ำเติมด้วยโรคหัด
และกินแต่น้ำข้าวจึงขาดวิตามินหลายตัว รวมทั้งขาดวิตามิน เอ ซึ่งทำให้ตาฝ้าฟางในเวลากลางคืน
บางคนถึงกับตาบอดได้
เด็กสมัยปัจจุบันไม่ต้องออกหัดกันแล้วค่ะ เพราะมีการฉีดวัคซีนป้องกันหัดเข็มแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน
และเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี ซึ่งวัคซีนป้องกันหัดเข็มที่สองนี้เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงการฉีดจากเดิมฉีดที่อายุ 11-12 ปีมาเป็น 4-6 ปี ทั้งนี้เพราะพบว่าในกลุ่มเด็กที่ฉีดป้องกันหัดไปเข็มเดียวจะเริ่มมีภูมิลดต่ำลง ถ้าได้รับเชื้อโรคหัดจะเป็นหัดเสียก่อน
ที่จะได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 จึงร่นการฉีดเข็มที่สองให้เร็วขึ้น แต่ก็จะมีเด็กกลุ่มที่อายุเกิน 4-6 ปี
ก่อนที่จะประกาศเปลี่ยนแปลงการฉีด ที่จะยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันหัดเข็มที่ 2 และเมื่ออายุ 11-12 ปี
ก็ลืมไปฉีดทำให้เด็กกลุ่มนี้มีภูมิป้องกันโรคหัดต่ำ ถ้าได้รับเชื้อหัดก็จะทำให้ออกหัดได้ค่ะ
ในเด็กที่โตเมื่อเป็นหัดอาการจะไม่รุนแรงเหมือนในเด็กเล็ก เมื่อสองเดือนที่แล้วหมอก็พบเด็กอายุ 11 ปี
เป็นไข้สูงลอย 3-4 วัน ไอมาก ตาแดงฉ่ำ เมื่ออ้าปากดูที่กระพุ้งแก้มก็พบลักษณะเฉพาะของโรคหัด
คือจุดขาวเล็กๆ เหมือนเม็ดเกลือโรยอยู่บนจุดสีแดงต่อมามีผื่นแดงขึ้นตามตัว ผื่นขึ้นแล้วไข้ยังสูงต่ออีก 2 วัน
พอผื่นขึ้นถึงขา ไข้ก็ลดลงและอาการต่างๆ เริ่มดีขึ้น
อีกอาทิตย์หนึ่งต่อมาน้องสาวก็มาด้วยอาการแบบเดียวกัน ซักประวัติกลับไปก็พบว่า
ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันหัดเข็มที่สองทั้งคู่ โรคหัดจะติดกันได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีคนหนึ่งเป็น 90%
ของคนในครอบครัวที่ไม่มีภูมิคุ้มกันก็จะเป็นได้ค่ะ
โรคคอตีบในเด็กพบได้น้อยลง แต่ก็มีประปรายในท้องถิ่นที่มีประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้าน
ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ แนวโน้มผู้ป่วยโรคนี้จะพบในเด็กโตหรือในวัยรุ่น
เรื่องจากภูมิคุ้มกันจากวัคซีนเริ่มลดลง และไม่มีการกระตุ้นภูมิตามธรรมชาติ
ดังนั้นควรจะฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบกระตุ้นทุก 10 ปี
วัณโรค
ผู้ร้ายดั้งเดิมที่หวนกลับมาใหม่
วัณโรค เป็นเชื้อที่อยู่กับมนุษย์มานานมาก มีหลักฐานตรวจพบร่องรอยของการเป็นวัณโรคที่กระดูกของมัมมี่
ที่เสียชีวิตเมื่อพันปีก่อน ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้าขึ้น เราจึงมียาที่ใช้รักษาวัณโรคได้
ดูเหมือนมนุษย์เราจะเอาชนะเจ้าเชื้อนี้ได้อยู่ระยะหนึ่ง แต่แล้วมันก็หวนกลับมาใหม่
ในประเทศไทยเรามีโครงการควบคุมวัณโรคมาเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว สามารถลดอัตราเจ็บป่วย
อัตราตาย และลดการแพร่เชื้อลงไปได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งเริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ตั้งแต่ 2527 เป็นต้นมา
ก็เริ่มมีรายงานผู้ป่วยเป็นวัณโรคเพิ่มมากขึ้น ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2 ต่อปี คือพบผู้ป่วยเป็นวัณโรคประมาณ 49,000 คนต่อปี
ทั้งนี้เพราะคนที่เป็นเอดส์จะมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง เชื้อวัณโรคจึงฉวยโอกาสจู่โจมคนไข้กลุ่มนี้
และแพร่เชื้อสู่คนอื่นๆ รวมทั้งเด็กๆ ที่อยู่ใกล้ชิดด้วย
เด็กที่เป็นวัณโรคส่วนใหญ่ติดมาจากผู้ใหญ่ที่เป็นวัณโรคที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อค่ะ เมื่อคนเหล่านี้ไอ จาม
ถ่มน้ำลายหรือร้องเพลง จะมีละอองฝอยของน้ำมูก น้ำลายกระจายไปในอากาศ ละอองที่เล็กมากนี้จะยังล่องลอยอยู่ในอากาศ
ได้นานหลายชั่วโมง เพราะฉะนั้น ถ้าเด็กๆ อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค เช่น อยู่บ้านเดียวกัน หรืออยู่ในที่แออัด
เช่น ห้องอับทึบการระบายอากาศไม่ดี หรือห้องปรับอากาศ ก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้
ดังนั้น วิถีทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันลูกๆ ของเราก็คือ การกวดขันตรวจสุขภาพของผู้ที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับลูก
เช่น สมาชิกในครอบครัว ปู่ ย่า ตายาย พี่เลี้ยง คนงานในบ้าน ถ้าหากมีอาการไข้ ไอเรื้อรัง น้ำหนักตัวลดลง
ไอเสมหะมีเลือดปน ต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณคอโตติดกันหลายเม็ด ให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาแต่เนิ่นๆ ค่ะ
ถ้าพบว่ามีคนในบ้านเป็นวัณโรค ต้องนำเด็กๆ ทุกคนในบ้านไปตรวจทันที แพทย์จะฉีดน้ำยาทดสอบภูมิวัณโรค
เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง อาจจะเอกซเรย์ปอดถ้ามีข้อบ่งชี้ และให้ยาป้องกันที่เหมาะสมต่อไป
การเพิ่มขึ้นของวัณโรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่เกิดขึ้นทั่วโลก
ยิ่งสถานการณ์เอดส์เลวร้ายลงเท่าใดวัณโรคก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น องค์การอนามัยโลกคาดว่า
สถานการณ์โรคเอดส์น่าจะสูงสุดในปีพ.ศ.2545 แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น ดังนั้นเราก็คงต้องรอดูค่ะว่า
การเกิดโรคเอดส์ชะลอลงหรือไม่ ถ้าลดลงสถานการณ์วัณโรคก็อาจจะไม่เลวร้ายเท่าที่คาดไว้
เวลาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน : เชื้อโรคดื้อยา
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดย่อมต้องมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อการอยู่รอด เชื้อโรคก็เช่นเดียวกันค่ะ
เมื่อเราใช้ยาปฏิชีวนะกันมากขึ้นจนเกินความจำเป็น เชื้อโรคก็มีการปรับเปลี่ยน เช่น สร้างเอนไซม์มาทำลายยา
ทำให้ยานั้นใช้ไม่ได้ผลหรือเรียกว่า "เชื้อดื้อยา" ไม่ว่าเราจะคิดค้นยาปฏิชีวนะใหม่ๆ ขึ้นมามากมายเพียงใด
ก็ยังพบเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัญหาเชื้อจุลชีพหรือเชื้อโรคดื้อยาเกิดจากปัจจัยหลายประการค่ะ ได้แก่
- การใช้ยาต้านจุลชีพ (หรือยาปฏิชีวนะนั่นเอง) อย่างไม่เหมาะสม
- การซื้อยาต้านจุลชีพกินเอง เพราะสามารถหาซื้อยาได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์
- การกินยาต้านจุลชีพไม่ครบตามปริมาณที่สั่ง หรือหยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น
- การใช้ยาต้านจุลชีพในการเลี้ยงสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร
ปัญหาเหล่านี้คงต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือกันจากหลายฝ่ายเพื่อให้เชื้อจุลชีพดื้อยาน้อยลง
โลกแคบลง เชื้อโรคกระจายง่ายขึ้น
ผู้ที่อยู่อาศัยในท้องถิ่นหนึ่งๆ มักจะมีภูมิต้านทานเชื้อที่พบบ่อยในถิ่นนั้นๆ อยู่ระดับหนึ่ง
ทำให้คนในท้องถิ่นไม่ค่อยติดเชื้อโรคนั้น แต่คนต่างถิ่นที่เดินทางเข้าไประยะเวลาสั้นๆ
มักจะไม่มีภูมิคุ้มกันโรคในท้องถิ่นจึงอาจเกิดโรคขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่นโรคไข้สมองอักเสบ เจอี
จะพบมากในภาคเหนือ และในบริเวณที่มีการเลี้ยงหมูกันมากเพราะเชื้อจะอยู่ในลูกหมู
เมื่อยุงไปกัดหมูที่มีเชื้อแล้วมากัดคนก็จะแพร่เชื้อมาสู่คนได้ เด็กโตและผู้ใหญ่ที่อยู่ในถิ่นระบาดมักจะมีภูมิคุ้มกัน
แต่เด็กเล็กและผู้ใหญ่ต่างถิ่นมักจะไม่มีภูมิ
ปัจจุบันนี้วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นวัคซีนที่บังคับให้ฉีดสำหรับเด็กไทยทั่วประเทศ
ใช้ในเด็กอายุ 1-2 ปีขึ้นไป ฉีด 3 เข็ม 2 เข็มแรกห่างกัน 1-4 สัปดาห์ เข็มที่ 3 ห่างจาก เข็มแรก 1 ปี
หลังจากฉีดครบ 3 เข็มจะมีภูมิคุ้มกันได้นาน 3 ปี หลังจากนี้หากเด็กจะต้องเดินทางไปเข้าค่าย
หรือพักแรมในถิ่นที่มีเชื้อนี้ระบาดก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นอีก 1 เข็มก่อนเดินทางอย่างน้อย 1 เดือน
แต่ตลอดชีวิตไม่แนะนำให้ฉีดเกิน 5 เข็ม เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงทางระบบประสาทจากการฉีดวัคซีน
เพราะเป็นวัคซีนที่ผลิตจากสมองของหมูค่ะ
การเดินทางไปมาหาสู่กันในปัจจุบันสะดวกรวดเร็วกว่าสมัยก่อน ดังที่คนมักพูดกันว่าโลกแคบลง
ทำให้การระบาดของเชื้อโรคแพร่กระจายออกไปได้รวดเร็วขึ้น เดิมโรคไข้เลือดออกจะระบาดในชุมชนเมืองมากกว่าในชนบท
เพราะยุงจะบินได้ในระยะทางไม่ไกล การแพร่ระบาดจึงอยู่ในชุมชนนั้นๆ ไม่ไปยังชุมชนอื่น
แต่ปัจจุบันมีรถโดยสารวิ่งระหว่างจังหวัด และอำเภอต่างๆ ยุงอาจจะติดไปกับรถทัวร์ และสามารถนำเชื้อจากแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่งได้ เราจึงพบไข้เลือดออกกระจายออกไปในชนบทมากขึ้นตามเส้นทางที่รถโดยสารแล่นไปถึง
นอกจากนั้น ในปัจจุบันมีการเดินทางท่องเที่ยวไปค้างแรมในป่ากันมากขึ้น
ซึ่งในป่านั้นอาจจะมีการระบาดของเชื้อมาลาเรีย เช่น ป่าตามจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศพม่า
หรือกัมพูชา ยิ่งกว่านั้น ตามป่าในภาคเหนือของประเทศไทย ยังมีแมลงนำโรค เช่น
ตัวไร (ทางเหนือเรียกว่า แมงแดง) ที่อยู่ในหนูนา หนูบ้าน
หรือกระรอกเป็นตัวนำเชื้อริกเก็ตเซีย (Rickettsiae) ด้วย
ไรพวกนี้ปกติจะอยู่ในสัตว์ แต่ถ้าบังเอิญคนไปเดินผ่านบริเวณที่ตัวอ่อนของไรเหล่านี้รวมกลุ่มกันอยู่
คือตามพุ่มไม้ มันก็จะไต่ขึ้นไปตามขา แขน และเข้าไปในร่มผ้า และมักจะกัดบริเวณใต้ขอบกางเกง รักแร้ ซอกคอ
คนที่ถูกกัดจะไม่ได้มีอาการทุกคน พวกที่มีอาการจะเริ่มประมาณ 10-12 วันหลังจากถูกกัด คือมีไข้สูง ปวดหัว
ปวดเมื่อยตามตัวเป็นอาการทั่วๆ ไป อาจพบรอยโรคบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด เป็นรอยแผลคล้ายรอยบุหรี่จี้
ขนาด 5-10 มม. โรคนี้ถ้าวินิจฉัยได้เร็วและให้ยาได้ภายในสัปดาห์แรก ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 2 วัน
เพื่อเป็นการป้องกันโรคข้างต้น ควรสวมใส่ชุดที่รัดกุมเมื่อจะเข้าไปเดินป่า และระมัดระวังไม่ให้ยุงกัด
ถ้ากลับจากการเดินทางไปต่างถิ่นหรือไปเที่ยวป่า 7-10 วัน แล้วเกิดอาการไข้ขึ้น
ควรต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงการเดินทางไปต่างจังหวัดด้วย เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคได้รวดเร็วขึ้น
ไข้เลือดออก
แนวโน้มการติดเชื้อที่ยังไม่ลดลง
โรคไข้เลือดออกยังคงมีการระบาดอยู่ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนที่มีน้ำท่วมขัง
เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไข้เลือดออก แต่เดิมโรคนี้จะพบมากในเด็กวัย 5-9 ปี
แต่ในระยะหลังนี้พบผู้ป่วยที่เป็นเด็กโตอายุ 10 ปีขึ้นไป จนถึงวัยผู้ใหญ่มีจำนวนมากขึ้น
จึงมีลักษณะของโรคบางประการที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น ถ้าเป็นไข้เลือดออกในขณะที่มีประจำเดือน
เกร็ดเลือดที่ต่ำอาจทำให้เลือดประจำเดือนออกมากขึ้นจนเป็นอันตรายได้
นอกจากนี้ลักษณะอาการของไข้เลือดออกยังมีการเปลี่ยนแปลงผิดแปลกไปจากเดิม
มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการทางสมอง เช่น ชักจากไข้สูงในระยะแรกของโรค เป็นต้น
อาการที่เกิดจากการทำงานของตับเสื่อมไป หรือเป็นไข้เลือดออกร่วมกับโรคติดเชื้ออื่น เช่น ปอดอักเสบ
อย่างไรก็ตาม ถ้าพบว่าเด็กยังมีไข้ขึ้นสูงเกิน 3-4 วันติดต่อกัน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน
ควรจะพากลับไปพบแพทย์ซ้ำอีกครั้งเพื่อดูว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่
การป้องกันทำโดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และมีการพัฒนาค้นคว้าเรื่องวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนในอาสาสมัคร
คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะมีวัคซีนนี้ใช้อย่างแพร่หลาย
ไม่ว่าแนวโน้มของโรคภัยไข้เจ็บของเด็กจะเป็นเช่นใด หมอหวังว่าข้อมูลที่ได้รับทราบเกี่ยวกับโรคต่างๆ จะทำให้พ่อแม่เฝ้าระวังและสังเกตความเป็นไปของลูกได้อย่างใกล้ชิดโยไม่ตื่นตระหนก อย่าลืมว่า การเอาใจใส่ดูแลจากพ่อแม่และครอบครัวยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพเด็กนะคะ
(update 27 สิงหาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 20 ฉบับที่ 240 มกราคม 2546 ]
|