คิดถึงเรื่องปวดหัว นึกว่าจะเป็นแต่กับผู้ใหญ่ ที่ไหนได้คะ เด็กๆ ก็เป็นกัน
และเริ่มมีสถิติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เหมือนกรณีศึกษาของ Caitlin Zaino สาวน้อยวัย 17
ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดหัวมาตั้งแต่อายุ 8 ปี กระทั่งทำให้ต้องขาดเรียนบ่อยๆ
และโรคที่เป็นก็คือ ไมเกรน
คุณหมอเขษม์ชัย เสือวรรณศรี อายุรแพทย์ประสาทซึ่งเคยประจำอยู่ที่โรงพยาบาล
และสถาบันประสาทวิทยาได้ให้ข้อมูลว่า อาการปวดศีรษะของเด็กจะต่างจากผู้ใหญ่
เพราะของผู้ใหญ่มักมาจากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัว เพราะนอนดึก
พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นไมเกรน หรือเกิดจากมีสิ่งผิดปกติในสมอง
แต่ของเด็กและวัยรุ่นส่วนมากจะเป็นไมเกรน
วิธีจับสังเกตง่ายๆ คือ อาการปวดหัวตุบๆ แถวขมับหรือเบ้าตา และเมื่อปวดมากๆ
จะมีอาการอาเจียนร่วมด้วย อย่างนี้ละค่ะคืออาการของไมเกรน ซึ่งมักจะเป็นได้ตั้งแต่เด็กอายุ 7-8 ขวบ
แต่มักพบบ่อยในช่วงวัยรุ่นตั้งแต่อายุ 10-25 ปีขึ้นไป และเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
เนื่องจากความผิดแผกแตกต่างของฮอร์โมน
ส่วนสาเหตุคุณหมอบอกว่า ยังไม่มีการยืนยันแน่นอน แต่เขาก็เชื่อกันว่า
เกิดจากการมีปัจจัยต่างๆ ที่ไปกระตุ้นเส้นประสาท จนสมองหลั่งสารบางอย่างออกมา
แล้วสารพวกนี้ก็ไปทำให้เส้นเลือดขยายตัวจนเกิดอาการปวด
ปัจจัยกระตุ้นก็มีหลายอย่างค่ะ แต่สำคัญที่สุดคือ การพักผ่อนไม่เพียงพอ และกินอาหารไม่เหมาะสม
เช่น ชอบกินอาหารฟาสฟู้ด ช็อกโกแลต แฮม ไส้กรอก และอาหารที่ใส่ผงชูรสมากๆ บ่อยๆ
เนื่องจากอาหารพวกนี้มีสารกระตุ้นอาการไมเกรน
ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การปล่อยให้ลูกอยู่ในที่อากาศร้อนๆ หรือกลางแดดจ้า
เพราะความกดอากาศ หรือสภาพแวดล้อมของอากาศมีส่วนทำให้เส้นเลือดเกิดการหดและขยายตัว
ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมาได้
รวมถึงการสร้างภาวะกดดันให้เด็กเกิดอาการเครียด
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ระมัดระวัง และละเอียดอ่อนต่อเรื่องเหล่านี้ ความเครียดจะเกิดกับเด็กอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะกับสภาพสังคมสมัยนี้ที่ชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน
เห็นชัดที่สุดคือเรื่องเรียน ซึ่งเด็กๆ ต้องแข่งขันกันสุดฤทธิ์เพื่อให้ได้คะแนนดีๆ รวมถึงสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน
กระทั่งปัญหาครอบครัว ล้วนเป็นบ่อเกิดไมเกรนได้ทั้งนั้น
ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกเกิดอาการปวดหัว พ่อแม่จึงต้องมีวิธีป้องกันซึ่งไม่ใช่เรื่องยากค่ะ
โดยดูแลเรื่องอาหารการกินและพักผ่อนให้พอเหมาะ
สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่สร้างภาวะกดดันให้กับลูก และดูเหมือนภาวะแห่งความสุขจะเป็นยาขนานเอก
ที่มิใช่จะแก้ปัญหาแค่อาการปวดหัว แต่แก้ได้หมดทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจนั่นทีเดียว
แต่ถ้ายังไม่หายคุณหมอบอกว่า อย่าซื้อยาทานเอง ควรพาลูกไปพบและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะดีที่สุดค่ะ
(update 24 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กุมภาพันธ์ 2546 ]
|