ไข้เลือดออกจะระบาดหนักในปีนี้หรือ ?!
คุณพ่อคุณแม่บางคนเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์จั่วหัวไว้อย่างนั้นอาจจะเกิดคำถามขึ้นในใจ
และให้วิตกกังวลต่อไปว่าเอาอีกแล้วหรือนี่ ยิ่งกลัวๆ กันอยู่ แล้วเขาเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ในการดูว่าปีนี้จะระบาดล่ะ
เขาดูอย่างนี้ค่ะ ดูจากรายงานของกองระบาดวิทยากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพบว่า
อัตราป่วยเป็นไข้เลือดออกในเดือนธันวาคม 2543 สูงกว่าเดือนธันวาคม 2542
และจากจำนวนผู้ป่วยในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2543 ก็สูงกว่าปี 2542 ด้วยเช่นกัน
แม้ว่าช่วงดังกล่าวจะเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีจำนวนประชากรยุงน้อยกว่าช่วงฤดูฝน
ก็ยังพบผู้ป่วยในอัตราสูงพอสมควร จึงเป็นสถานการณ์ที่เดือนว่าน่าจะเกิดการระบาดใหญ่ในช่วงปี 2544 นี้ได้
นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีแนวโน้มว่าจะมีการระบาดของไข้เลือดออกไปทั่วโลกได้ด้วย
จากคำกล่าวของดร.คูเบอร์ ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เป็นผลจากการพัฒนาประเทศและการอพยพเคลื่อนย้ายของประชากรและการเพิ่มของประชากร
โดยไม่มีแผนรองรับ ทำให้เกิดชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม และการคมนาคมที่สะดวกขึ้นก็เป็นส่วนเสริม
ที่ทำให้มีการแพร่ระบาดของโรคได้ค่ะ
ทบทวนความรู้เรื่อง "ไข้เลือดออก"
สำหรับประวัติของไข้เลือดออกนั้น มีการระบาดครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2501
ครั้งนั้นมีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 10 ปัจจุบันอัตราตายลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 1 แล้วค่ะ เห็นไหมค่ะ
ความน่ากลัวของโรคนี้ลดลง จากการที่เรารู้ความเป็นไปของการดำเนินโรค ทำให้เราสามารถให้การรักษาที่เหมาะสม
รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้มากขึ้น มีการดูแลและเฝ้าดูอาการเปลี่ยนแปลงของบุตรหลาน
สามารถพาเด็กมาพบแพทย์ในเวลาที่เหมาะสม ทำให้อัตราตายลดลง แต่ก็น่าสังเกตด้วยเช่นกัน
ว่าถึงอย่างไรก็ยังเป็นโรคที่อันตรายอยู่ เพราะยังมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นได้
ดังนั้นทุกคนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ และพึงระลึกถึงโรคนี้ไว้ด้วยเสมอเมื่อลูกเป็นไข้
รวมทั้งช่วยป้องกันและกำจัดพาหะของโรคซึ่งก็คือ "ยุงลาย" ตัวร้ายค่ะ
เดิมที การระบาดของโรคนี้เป็นการระบาดในเมืองหรือชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น
แต่ขณะนี้มีการระบาดทั่วไปหมดแม้แต่ในชุมชนขนาดเล็ก ทั้งนี้เพราะการคมนาคมที่สะดวกขึ้นนั่นเอง
ไข้เลือดออกพบได้ประปรายทุกเดือน แต่จะพบมากระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน
เพราะเป็นช่วงฤดูฝน มีประชากรยุงลายที่เป็นพาหะของโรคเพิ่มมากขึ้น ไข้เลือดออกพบมากในเด็กอายุ 10-14 ปี
แต่ขณะนี้พบในเด็กอายุน้อยลงบ่อยขึ้น แม้แต่ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ ก็ยังพบได้ค่ะ
สาเหตุของไข้เลือดออก
ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue type 1,2,3,4) มียุงลายเป็นพาหะของโรค
คือเราจะเป็นโรคนี้ได้ก็ต้องโดนยุงลายที่มีเชื้ออยู่ในตัวมากัดเข้า ไม่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คน
โดยการหายใจรดกันได้ ดังนั้น การไปเยี่ยมหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้เลือดออก แต่ไม่โดนยุงที่มีเชื้อกัด
เราก็ไม่ติดโรคค่ะ
ยุงลายที่กัดคนนั้นเป็นยุงตัวเมีย และมันมักจะกัดคนในช่วงเวลากลางวันประมาณเวลา 9.00-11.0 น.
และ 14.00-16.00 น. หลังโดนยุงกัดแล้วจะมีระยะฟักตัวก่อนเกิดอาการประมาณ 5-7 วัน
และผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีเชื้อเดงกี่อยู่ในเลือดในช่วง 5-7 วันแรกนับตั้งแต่มีไข้
นอกจากไข้เลือดออกแล้ว ยังมีคนไข้อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สบายจากการติดเชื้อไวรัส "ชิกุนกุนย่า" (Shigungunya)
ซึ่งจะมีอาการคล้ายไข้เลือดออก เพียงแต่พบได้น้อยกว่าและอาการรุนแรงน้อยกว่า มักไม่มีอาการช็อก
แต่อาการในช่วงแรกจะคล้ายกัน มีพาหะเป็นยุงเหมือนกัน และเป็นไวรัสอยู่ในกลุ่มเดียวกับไวรัสเดงกี่ด้วยค่ะ
เมื่อไข้เลือดออกออกอาการ
จะมีอาการได้ 3 รูปแบบค่ะ ได้แก่
1. การติดเชื้อเหมือนไวรัสทั่วๆ ไป มักพบในเด็กเล็กคือมีไข้ ออกผื่น
2. ไข้เดงกี่ เกิดจากการติดเชื้อนี้ครั้งแรก มักเป็นในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงราว 5 วัน
และโดยมากมักไม่เกิน 7 วัน นอกจากไข้สูงแล้ว ยังมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตัว ปวดรอบกระบอกตา
ปวดข้อ กล้ามเนื้อและกระดูก และมีผื่นแดงขึ้นตามตัวประมาณวันที่ 3-4 ของโรค เมื่อรัดแขนจะพบจุดเลือดออก
ตรวจเลือดแล้วเลือดมักไม่ข้น บางรายอาจมีเกร็ดเลือดต่ำได้ มักไม่ช็อก แต่หลังจากหายแล้ว
จะมีอาการอ่อนเพลียอยู่นาน
3. ไข้เลือดออกแบบเต็มรูปแบบ เกิดจากการติดเชื้อเดงกี่ครั้งที่ 2 มีการรั่วของพลาสมา (คือน้ำเลือด)
และมีอาการช็อก ซึ่งเราสามารถแบ่งการดำเนินโรคได้เป็น 3 ระยะ คือ
3.1 ระยะไข้สูง
ผู้ป่วยจะมีไข้สูงอย่างเฉียบพลันถึง 39-41 องศาเซลเซียส เชียวค่ะ
ส่วนใหญ่จะเป็นนาน 2-7 วัน ในเด็กเล็กๆ มีอาการชักได้ หน้ามักแดง ปวดศีรษะมาก เบื่ออาหาร
ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาเพราะตับโต มีอาเจียน และมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
หลังจากนั้น ในวันที่ 2-3 เด็กมักจะซึมลง ตัวแดง อาจมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
และอาจมีเลือดกำเดาไหลด้วย แต่มักไม่มีอาการหวัดน้ำมูกไหล
ช่วงนี้ถ้าเรารัดแขนดู (คือการทดสอบของแพทย์ที่เรียกว่า "การทดสอบทูนิเกต์")
จะให้ผลบวกประมาณ 80-85%
3.2 ระยะวิกฤต
เป็นระยะสำคัญที่สุด เพราะจะมีการรั่วของพลาสมาออกจากเส้นเลือด
พร้อมๆ กับอาการไข้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการรั่วของพลาสมาอย่างมากจะทำให้เกิดอาการช็อกได้
ซึ่งมักจะเกิดในวันที่ 3-6 ของไข้ ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลงอย่างมาก กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น
ชีพจรเต้นเร็วและเบา มีอาการอาเจียน ปวดท้องมากขึ้น ความดันโลหิตต่ำจนวัดไม่ได้ ปัสสาวะน้อย
บางคนอาเจียนเป็นเลือด และเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น ระยะช็อกนี้ใช้เวลาประมาณ 24-48 ชม.
ถ้าไม่เสียชีวิต ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 ต่อไป
3.3 ระยะฟื้น
มีการย้อนกลับของพลาสมาเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยจะกลับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็วในเวลา 2-3 วัน
อาการทั่วๆ ไปจะดีขึ้น กินอาหารได้ ลุกนั่งได้ ตับที่โตจะยุบลงเป็นปกติใน 1-2 สัปดาห์
อาจจะมีผื่นแดงขึ้นตามแขนขาและอาจเห็นเป็นวงขาวๆ สลับกับผิวหนังที่มีผื่นแดง
รู้ได้อย่างไร คือไข้เลือดออก
อาศัยการสังเกตอาการและการทดสอบทูนิเกต์ (รัดแขน) ที่ให้ผลบวกเป็นสำคัญค่ะ
แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตกใจทุกครั้งที่ลูกถูกรัดแขนแล้วมีจุดเลือดออกนะคะ เพราะการรัดแขนแล้วให้ผลบวก
ไม่ได้บ่งเฉพาะว่าเป็นไข้เลือดออกอย่างเดียว ไข้สูงๆ จากคออักเสบ หรือไข้ไทฟอยด์ ก็ให้ผลทูนิเกต์ที่เป็นบวกได้เช่นกัน
แต่เกือบจะ 100% ของไข้เลือดออก จะมีผลทูนิเกต์เป็นบวก การรัดแขนได้ผลเป็นบวกทำให้เราระมัดระวัง
และติดตามผู้ป่วยให้ใกล้ชิดขึ้น
การตรวจนับเม็ดเลือด มักทำหลังไข้ประมาณ 3 วันแล้ว จำนวนเม็ดเลือดขาวมักลดลง
เกร็ดเลือดจะเริ่มต่ำลงและความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น เกร็ดเลือดที่ต่ำลงมักสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค
เมื่ออาการมาก เกร็ดเลือดก็มักต่ำมากค่ะ
นอกจากนี้ยังมีการตรวจน้ำเหลืองหาภูมิคุ้มกันต่อไวรัส หรืออาจตรวจแยกเชื้อไวรัส ซึ่งจะช่วยวินิจฉัยโรค
แต่การตรวจแบบนี้จะไม่มีประโยชน์ในการรักษา เพราะกว่าจะรู้ผลก็ใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์ค่ะ
การรักษาและสิ่งที่พ่อแม่มักเข้าใจผิด
- ไม่จำเป็นต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลทุกราย โดยเฉพาะในระยะแรกของโรค
แต่ต้องเฝ้าดูอาการผู้ป่วยทุกวัน คุณพ่อคุณแม่จึงเป็นคนสำคัญที่สุดในช่วงนี้
เพราะเราทำได้แค่การรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสค่ะ
- เมื่อมีไข้สูง ก็ให้ยาลดไข้ โดยให้ใช้เฉพาะพาราเซตามอลเท่านั้น ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินและไอบูโบรเฟน
เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น ควรเช็ดตัวบ่อยๆ และให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพราะผู้ป่วยมักเบื่ออาหาร
และการอาเจียน รวมทั้งการมีไข้สูงทำให้มีการเสียน้ำมาก การดื่มน้ำควรดื่มทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
และให้ดื่มเป็นน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้แทนน้ำอัดลมที่มีสีแดงหรือสีดำ เพราะเวลาอาเจียนออกมา
หากเป็นสีแดงหรือสีดำ อาจทำให้เราเข้าใจผิดว่าอาเจียนเป็นเลือดได้
- ถ้าผู้ป่วยมีอาการเลวลง ซึมลง ไม่ดื่มน้ำ อาเจียนมากขึ้น ปวดท้องมาก กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ให้รีบพามาโรงพยาบาล เพราะหมอต้องรีบให้น้ำเกลือเข้าไปทดแทนและอาจจะต้องให้พลาสมา เลือด หรือเกร็ดเลือด แล้วแต่ความรุนแรงของโรค
ซึ่งการรักษาให้พ้นภาวะช็อกนี้จะใช้เวลาประมาณ 48 ชม. ข้อสำคัญคือต้องเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ตรวจวัดชีพจร
ความดันโลหิต ตรวจวัดความเข้มข้นของเลือดบ่อยๆ และนับจำนวนเกร็ดเลือดเพื่อเป็นแนวทางในการให้สารน้ำ
ดังนั้นหลังจากเด็กหายจากเป็นไข้เลือดออก จะเห็นรอยเจาะเลือดเต็มไปหมดทุกนิ้วเลยค่ะ
แต่ต้องขอบอกคุณพ่อคุณแม่ไว้ก่อนเลยว่า เป็นความจำเป็นจริงๆ เพราะเป็นทางเดียวที่จะรู้ภาวะของผู้ป่วยในขณะนั้น
- ดังนั้นถ้าดูการดำเนินโรคและการรักษาแล้วจะรู้ว่า ขั้นตอนไหนสำคัญมาก
ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่มักกังวลมากเวลาลูกเป็นไข้ แต่หมอกลับกลัวระยะ 2 คือ ระยะไข้ลงมากกว่า
เพราะอาจจะเข้าสู่ภาวะช็อกได้ มีอยู่หลายรายทีเดียวค่ะ ที่เสียชีวิตเพราะคุณพ่อคุณแม่มัวดีใจว่า
ลูกไข้ลงหลังจากเป็นไข้มาหลายวัน แต่ไม่ได้สังเกตว่าลูกซึมลง ไม่กินอาหารนึกว่าเพลียเลยนอนหลับ
กว่าจะพามาโรงพยาบาลก็สายไปเสียแล้ว
- และระวังอย่าใช้ยาแอสไพรินถ้าสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกนะคะ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มียาแอสไพริน
แบบเหน็บสวนทวารอยู่ในบ้าน ถ้าเป็นฤดูกาลที่มีการระบาดของไข้เลือดออก และสงสัยว่าลูกจะป่วยเป็นไข้เลือดออก
ก็หลีกเลี่ยงอย่าใช้เลยดีที่สุดค่ะ
วัคซีนล่ะ
มีมั้ย?
วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกเป็นสิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอคอย รวมทั้งหมอด้วยค่ะ วัคซีนนี้คิดค้นโดยมหาวิทยาลัยมหิดล
เขานำเชื้อที่ก่อโรคทั้ง 4 ชนิดมาทำวัคซีน โดยทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ลง จากการศึกษาพบว่าวัคซีนปลอดภัย
กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ได้มีการเซ็นสัญญาที่จะผลิตเป็นอุตสาหกรรมร่วมกับบริษัท Pasteur Merieux ของฝรั่งเศส
และได้ทำการทดสอบในผู้ใหญ่แล้วว่าปลอดภัย กำลังทำการทดสอบในเด็กอาจจะต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปี
จึงจะนำมาใช้ได้ค่ะ
เฮ้อ ก็คงยังต้องรอกันต่อไปนะคะ
ถ้าอย่างนั้น ป้องกันอย่างไร
ในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนใช้ เราสามารถป้องกันตนเองและคนที่เรารักจากโรคไข้เลือดออกได้โดย
1. อย่าให้ยุงกัด โดยเฉพาะเวลากลางวัน เพราะเป็นเวลาหากินของยุงลาย
ควรนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ใช้ยาทากันยุง
ซึ่งขณะนี้มีหลายชนิดที่ปลอดภัยพอสมควรที่จะใช้ในเด็กได้
2. ปราบและทำลายพาหะของโรค คือ ยุงลาย ซึ่งวางไข่ในน้ำสะอาดและอยู่นิ่ง
ดังนั้นภาชนะที่ใส่น้ำทั้งหลายควรมีฝาปิดมิดชิด อย่าให้มีน้ำขังในกระป๋อง กะลา
แจกันที่ใส่ดอกไม้หรือพลูด่างในห้อง รวมทั้งยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อเป็นการลดจำนวนลูกน้ำ
ไม่ให้มีการแพร่พันธุ์ของยุงลาย
3. การแก้ไขระยะยาวโดยปรับปรุงระบบการส่งน้ำให้ดีขึ้น
จนประชาชนไม่ต้องกักตุนน้ำในภาชนะ และปรับปรุงระบบระบายน้ำไม่ให้มีน้ำขัง
4. ผู้ป่วยไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดใน 5 วันแรกของโรค
เพราะเป็นระยะที่ยังมีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด สามารถแพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้
5. เมื่อมีผู้ป่วยไข้เลือดออก ควรรายงานโรคไปยังเทศบาล
เพื่อจะได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปฉีดพ่นยากำจัดยุงในบริเวณนั้น ก่อนจะมีการระบาดมากขึ้น
แม้จะมีการรณรงค์เรื่องการกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่ได้ผล
โดยจะเห็นว่าสถิติผู้ป่วยไข้เลือดออกไม่ได้ลดลงเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่ฝนตกเกือบตลอดทั้งปี
การกำจัดแหล่งที่จะกักเก็บน้ำจึงทำได้ยาก เมื่อมองออกไปรอบตัวก็จะเห็นได้ว่ายังมีอยู่ทั่วไป
ถ้าไม่อยู่ในบ้านเราแล้วเราคิดว่าธุระไม่ใช่ ก็คงไม่สามารถจะช่วยกันกำจัดให้หมดไปได้ จริงมั้ยค่ะ
หมอจึงเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ เราทุกคนต้องช่วยกัดสอดส่องดูแลในชุมชนของเรา ถ้าเห็นว่าอะไรจะเป็นที่น้ำขังและเพาะพันธุ์ยุงได้เราก็ต้องช่วยกันกำจัดเป็นหูเป็นตา
ชุมชนของเราจึงจะปลอดยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรค ถ้าไม่มียุงลาย เราก็จะไม่เป็นโรคนี้
ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านของเราที่กำลังตื่นตัวรณรงค์เรื่องนี้เป็นอย่างมากคือสิงคโปร์
เพราะเขาเป็นประเทศเล็ก มีประชากรน้อย และมีกฎหมายที่เข้มงวดมากด้วยค่ะ
โดยสรุป ถ้าลูกเป็นไข้สูงลอย 3-4 วัน กินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดลง ไม่มีอาการหวัด
แต่มีอาการปวดหัว ปวดท้อง อาเจียน มีจุดเลือดออกตามตัว และเมื่อไข้ลด เด็กกลับมีอาการเลวลง
แทนที่จะสบายขึ้น อย่าลืมนึกถึงไข้เลือดออกนะคะ ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนค่ะ
(update 9 มกราคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 19 ฉบับที่ 221 มิถุนายน 2544 ]
|