ไข้เลือดออก ป้องกันได้


โรคไข้เลือดออก เป็นโรคระบาดมากในฤดูฝนและอากาศร้อนอบอ้าวขณะนี้ เกิดจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค เชื้อไวรัสนี้เกิดจาก Dengue virus จึงเรียกโรคไข้เลือดออกตามเชื้อไวรัสว่า Dengue fever ซึ่งเดงกี่ ไวรัส มี 4 สายพันธุ์ สลับหมุนเวียนกันไปตามเวลาและท้องที่

เด็กที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมักจะเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ส่วนมากมักจะเป็นเด็กเล็ก และเด็กจำนวนมากที่เสียชีวิตจากการช็อก

ยุงลายที่เป็นพาหะนำไข้เลือดออกนี้ เป็นยุงที่ออกหากินกลางวัน และชอบหลบซ่อนอยู่ในที่มืด ยุงลายเป็นยุงสะอาด ชอบวางไข่และเกิดตามแหล่งน้ำขังที่สะอาด เช่น แจกัน โอ่งน้ำ ภาชนะกักเก็บน้ำในห้องน้ำ จานรอง ขาตู้กับข้าว กระป๋อง กะลา เป็นต้น

ดังนั้นโรคไข้เลือดออกจึงเป็นโรคที่ป้องกันได้ โดยช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทำลายภาชนะที่ขังน้ำ พ่นยาฆ่าแมลงเพื่อฆ่ายุงลาย

อาการของไข้เลือดออกจะมีไข้สูงลอยประมาณ 2-7 วัน มีอาการปวดศีรษะ มักไม่ค่อยมีอาการไอ ไม่มีน้ำมูก แต่จะมีอาการหน้าแดง ผิวหนังแดง มีผื่นหรือจุดแดงขึ้นตามผิวหนังของลำตัว แขนขา บางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ในเด็กที่มีอาการรุนแรง จะกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น อาเจียนเป็นเลือด ถ้ารักษาไม่ทันจะช็อกและตายได้


แนวทางการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเดงกี่ มีตั้งแต่อาการน้อยที่สุด และมากไปจนถึงอาการรุนแรง ช็อกและเสียชีวิต
แนวทางการวินิจฉัยโรคของกุมารแพทย์ มีดังนี้
1. ระยะไข้สูง
เป็นระยะที่มีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส นาน 2-7 วัน ในเด็กอาจจะมีอาการชักร่วมด้วย ผู้ป่วยมักมีอาการหน้าแดง ตัวแดง ปวดศีรษะ เบื่ออาหร ไม่มีอาการของไข้หวัดชัดเจน ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือจุกที่ลิ้นปี่ ตับโต กดเจ็บ อาเจียนและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางรายอาจจะมีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง หรืออาจจะมีอาการเลือดออกในอวัยวะอื่น การทดสอบโดยการรัดแขน (ทูนิเก้ เทสต์) จะได้ผลบวกร้อยละ 80-85 อาการและอาการแสดงออกของเด็กที่ป่วยจะมีปัจจัยเปลี่ยนหลายประการ เช่น อายุของผู้ป่วย ชนิดของไวรัส (การติดเชื้อไวรัสแบบปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ) สายพันธุ์และปริมาณของไวรัส เป็นต้น

2. ระยะวิกฤติ
เป็นระยะที่อันตรายมากที่สุด เพราะเป็นระยะที่มีการรั่วของสารน้ำเลือด (พลาสมา) จากในเส้นเลือดออกไปนอกเส้นเลือด ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว หากมีการลดลงของพลาสมาโดยรั่วออกอย่างรวดเร็ว จะเกิดอาการช็อก ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วและบางลง มีความดันโลหิตต่ำ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเลือดออก คือ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด มีจ้ำเลือดออกตามผิวหนัง
ไข้เลือดออก จะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ (เกรด) คือ
เกรด 1 คือ มีการทดสอบทูนิเก้ (รัดแขน) เป็นบวก
เกรด 2 มีอาการเลือดออกตามผิวหนังและอวัยวะอื่น
เกรด 3 มีชีพจรเบา เร็ว ความดันต่ำหรือวัดไม่ได้
เกรด 4 ช็อก วัดความดันโลหิตและชีพจรไม่ได้

3. ระยะพักฟื้น
เมื่อคนไข้ผ่านพ้นระยะวิกฤติ ที่อันตรายไปแล้ว ก็จะเป็นระยะที่มีการดึงกลับของพลาสมาเข้าสู่กระแสโลหิต ผู้ป่วยที่จะมีอาการทั่วไปดีขึ้น เริ่มมีความอยากอาหาร มีปัสสาวะเพิ่มขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจและชีพจรลดลง มีผื่นเล็กๆ เรียกว่า ผื่นระยะฟื้นตัว

การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ

การตรวจแล็บโดยการนับเม็ดเลือดมีความสำคัญมาก กรณีที่มีการรั่วของพลาสมา ค่าความเข้มข้นของเลือดแดง มักสูงกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป ยกเว้นกรณีที่มีเลือดออก การเพิ่มค่าความเข้มข้นของเลือด มักเกิดขึ้นในระยะปลายของไข้สูง หลังจากมีการลดลงของเกร็ดเลือดประมาณ 12 ชั่วโมง ในตอนต้นของระยะไข้สูงอาจจะพบเม็ดเลือดขาวจำนวนปกติหรือสูงขึ้นเล็กน้อย ในตอนระยะปลายของไข้สูงมักจะพบเม็ดเลือดขาวจำนวนต่ำลง ส่วนเกร็ดเลือดมักจะต่ำลงกว่า 100,000 ตัวต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร (ค่าปกติ 400,000)

การตรวจโดยการเอกซเรย์ปอด อาจจะพบน้ำในเยื่อหุ้มปอด ค่าโซเดียมอาจจะต่ำกว่าปกติ ภาวะกรดในเลือดมากขึ้น การทำงานของตับผิดปกติ มีเอนไซม์สูงขึ้น และอัลบูมินลดลง การแข็งตัวของเลือดมักจะผิดปกติด้วย ถึงแม้จะไม่มีอาการเลือดออก

โดยทั่วไปการวินิจฉัยโรคจากการตรวจร่างกายทางคลินิกและผลจากห้องแล็บ ก็พอจะช่วยวิเคราะห์โรคไข้เลือดออกได้แล้ว จึงไม่ต้องทำการตรวจเฉพาะทางเพื่อยืนยัน เนื่องจากราคาแพงและได้ผลช้า แต่ถ้าหากมีความจำเป็นต้องตรวจ ก็สามารถทำได้โดยวิธี อีไลซ่า (Elisa) HI และ PCR หรือการเพาะเลี้ยงเชื้อไวรัส ซึ่งอาจจะมีความมุ่งหมาย เพื่อการยืนยันเป็นกรณีพิเศษ


แนวทางการรักษา

1. การรับไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยทั่วไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับผู้ป่วยไว้รักษา โดยเฉพาะในระยะแรกของโรคไข้เลือดออก แต่ควรติดตามอาการป่วยทุกวัน วัดความดันโลหิต ตรวจปริมาณของเกร็ดเลือด การจะอยู่โรงพยาบาลก็เฉพาะกรณีที่ขาดน้ำอย่างมาก ซึ่งอาจจะแสดงออกด้วยอาการชีพจรเต้นเร็ว มือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว ปัสสาวะน้อยลงอย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกตัวน้อยลง มีภาวะช็อก

2. การให้สารน้ำชดเชย ควรให้น้ำเกลือเท่าที่ร่างกายขาดน้ำ การให้น้ำเกลือมากเกินไป ไม่สามารถลดความรุนแรงของไข้เลือดออกได้ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย กรณีผู้ป่วยสามารถที่จะดื่มน้ำได้ ควรให้เกลือแร่ผงละลายน้ำแทน จะสะดวกมากกว่า

ปัญหาการควบคุมไข้เลือดออก

เป็นปัญหาที่หนักมาก เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 3 อย่าง คือ
      - ยุง
      - ไวรัสเดงกี่ ที่มีถึง 4 ชนิด (4 Serotype) คือ ชนิด 1, 2, 3, 4
      - ขบวนการเกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นขบวนการที่ซับซ้อน

ไวรัส 4 ชนิดนั้น จะมีบางชนิดเกิดมาในปี 2530 โดยชนิด 3 มาเป็นลำดับที่ 1 ส่วนปี 2540 ชนิดที่ 2 มีมาก
ในแต่ละพื้นที่ก็จะมีชนิดที่แตกต่างกัน เช่น นครสวรรค์มีชนิด 3 มาก ส่วนลำปางและราชบุรี มีชนิดที่ 2 มาก

อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์และฆ่ายุงลาย ก็สามารถป้องกันไข้เลือดออกได้ 100%


(update 3 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 8 กันยายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600