เด็กๆ ในวัยเรียนเป็นโรคภูมิแพ้ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังถึงกว่าร้อยละ 20
โดยบ่อยครั้งทีเดียวที่หมอตรวจแล้ววินิจฉัยในเบื้องต้นว่าเป็นโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจ
ดังนั้นการวินิจฉัยให้ถูกต้องเพื่อการรักษาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ
จากประมาณการของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าโรคภูมิแพ้ทำให้เด็กๆ
ขาดเรียนรวมกันถึงปีละ 2 ล้านวัน และในแต่ละวันจะมีเด็กมากกว่า 1 หมื่นคนที่ขาดเรียนเพราะภูมิแพ้
อาการของภูมิแพ้ เช่น จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล ทำให้เด็กรู้สึกไม่สบาย อ่อนเพลีย หงุดหงิด สมาธิสั้น
ทำให้เล่าเรียนได้ไม่สู้ดี อาการเหล่านี้คล้ายกับไข้หวัดมาก แต่ถ้าเป็นอยู่นานๆ อย่างเรื้อรังก็มักหมายความว่าเป็นภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้อาจเป็นกับเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย เด็กเล็กๆ ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีอาการตลอดปี
เหตุเพราะว่าต้องสัมผัสกับสิ่งที่อยู่ในบ้านที่ตนแพ้ ครั้นพอโตขึ้นจึงเปลี่ยนไปเป็นภูมิแพ้ตามฤดู
กลไกการเกิดภูมิแพ้ในเด็กก็คล้ายๆ กับผู้ใหญ่ กล่าวคือ ร่างกายของเด็กมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัญหานี้ป้องกันได้ยาก แต่ก็มีขั้นตอนปฏิบัติที่สามารถทำให้ชะลอการกำเริบหรือชะลออาการได้
สารก่อภูมิแพ้ที่เด็กๆ จะสัมผัส อาทิเช่น
1. สัตว์เลี้ยง
2. อาหาร เช่น นมวัว ถั่วลิสง
3. ฝุ่นละออง
4. การสัมผัสควันบุหรี่ขณะยังอยู่ในครรภ์
ไม่ว่าเด็กๆ จะอยู่ที่บ้าน ที่โรงเรียนหรือเล่นอยู่กลางแจ้ง
คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองสามารถลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ได้
สารก่อภูมิแพ้จากนอกบ้าน
- ปิดหน้าต่างบ้านและประตูรถ แล้วอธิบายให้เด็กเข้าใจว่า ทำไมท่านจึงต้องปิดหน้าต่าง
- หลังจากเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายนอกบ้านมาแล้ว ก็ขอให้เก็บรองเท้า ชุดออกกำลังกาย
และอุปกรณ์การออกกำลังกายไว้นอกบ้าน แล้วให้เด็กอาบน้ำทันทีที่กลับถึงบ้าน
- ลาพักร้อนไปอยู่ในพื้นที่ๆ มีเกสรดอกไม้น้อย เช่น ชายทะเล
- มอบหมายให้คนที่ไม่มีโรคภูมิแพ้ ทำหน้าที่ตัดหญ้าและเก็บใบไม้แทนเด็ก แล้วให้เด็ก (ลูกๆ)
ไปทำงานบ้านอย่างอื่นแทน เช่น เตรียมโต๊ะอาหาร หรือเก็บจานชามหลังอาหาร
- อย่าแขวนเสื้อหรือผ้าคลุมเตียงไว้ให้แห้งนอกบ้าน เพราะเกสรดอกไม้และราอาจล่องลอยมาเกาะ
ถ้าเอาเข้าเตาอบไม่ได้ ก็จัดสรรที่ในบ้านเพื่อให้เสื้อผ้าแห้ง
สัตว์เลี้ยง
- ให้เอาสัตว์เลี้ยงไปไว้ห้องนอน แล้วอนุญาตให้นำไปเล่นในห้องที่จัดไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เพื่อว่ารังแคหรือมูลสัตว์จะได้ไม่ทำเหตุขณะที่ลูกๆ หลับ
- ให้สัตว์เลี้ยงอยู่นอกบ้าน ถ้าทำได้
- วานสมาชิกของครอบครัวที่ไม่แพ้สัตว์เลี้ยงเป็นคนสางขนและสารก่อภูมิแพ้ขนานอื่นๆ นอกบ้าน
- ทำความสะอาดพรมหรือถังผง
- วานสมาชิกของครอบครัวที่ไม่แพ้สัตว์ทำหน้าที่อาบน้ำสัตว์เลี้ยงทุกสัปดาห์เพื่อลดรังแคหรือมูลสัตว์
และถ้าเด็กๆ อยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ ก็ให้ทำหน้าที่เตรียมน้ำอาบ พอเราอาบน้ำเสร็จแล้วก็ยกให้แกเล่นต่อ
ห้องนอน
- ติดตั้งแผ่นกรองอากาศในห้องนอนเพื่อป้องกันรังแค ฝุ่นละอองและรา
เข้ามาในบ้านผ่านท่อแอร์หรือท่อทำความร้อน แล้วสอนให้แกอยู่ห่างแผ่นกรอง
- แทนที่จะใช้ม่านหนาๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นม่านที่ซักล้างได้บ่อยๆ และง่าย ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนก็ขอเสนอให้เด็กๆ
มีส่วนเลือกสีและแบบของม่านใหม่ด้วยก็จะดี
- ซักล้างผ้าคลุมเตียงด้วยน้ำร้อน แล้วตั้งเครื่องเป่าให้แห้งไว้ตรงขีดร้อนที่สุด
เพื่อฆ่าไรฝุ่นและควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์ ถือโอกาสนี้ให้เด็กๆ หัดซักผ้าไปด้วย
- ใส่หมอน ที่นอน ไว้ในถุงที่มีซิปปิดเพื่อลดไรฝุ่น โดยให้เด็กมีส่วนร่วมกิจกรรมเพื่อปลอดโรคภูมิแพ้
- อย่าให้หมอนที่ใส่ขนสัตว์ และถ้าเป็นหมอนสารสังเคราะห์ก็ควรจะเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ปี
ห้องรับแขก
- ปลูกต้นไม้ในบ้านให้น้อยที่สุด เพราะมักจะเป็นแหล่งกำเนิดรา
- ผิวพื้นควรจะเรียบ ทำความสะอาดง่าย ปลอดสิ่งของที่จะเป็นเกาะของฝุ่น
เช็ดหิ้งที่เด็กๆ ใช้วางเกม และหนังสือให้ดี
- หนังสือข้าวของเครื่องใช้ไม่ควรให้ฝุ่นเกาะ
การรักษาภูมิแพ้ในเด็ก
วิธีรักษาภูมิแพ้ในเด็กก็คล้ายๆ กับในผู้ใหญ่คือจะต้องหาตัวการที่ก่อภูมิแพ้และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งนั้น
ถ้าจำเป็นคุณหมอก็จะให้รับประทานยาไปด้วย เช่น ยาต้านฮีสตามีน ฉีดสารลดอาการภูมิแพ้
มียาต้านฮีสตามีนรุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตจำหน่ายเพื่อลดอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยในยาต้านฮีสตามีน
รุ่นที่ 1 เช่น Cetirzine หรือ Loratadine
(update 5 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2545 ]
|