|
| |
 |
|
รายงานพิเศษ : กรุงเทพอันตราย ตอน
แก๊งโรตีอาละวาด |
ผู้จัดการออนไลน์ - เชื้อชั่วไม่มีวันตาย วายร้ายข้ามชาติที่แฝงตัวเข้ามาหากิน
ก็ไม่มีวันตายเช่นกัน แก๊งโรตีอาละวาดพัฒนาจาก'บังขายถั่ว'ขึ้นมาเป็นเถ้าแก่
ตามที่ "ผู้จัดการออนไลน์" เปิดเผยถึงกรุงเทพเมืองสรรค์ของเหล่ามิจฉาชีพข้ามชาติที่เข้ามายึดหัวหาด
ตามย่านสุขุมวิท -พัฒนาการ (ตอนที่ 1) จากนั้นเราได้เปิดโปงพฤติกรรมของเหล่ามิจฉาชีพสัญชาติฟิลิปปินส์ มาถึงตรงนี้เรามาดูพฤติกรรมของพวกมิจฉาชีพจากฝั่งเอเชียใต้กันบ้าง
กลุ่มของชาวอินเดียระหว่างชาวซิกกับชาวฮินดู ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อขายแรงงาน แต่ก่อนมีมากซึ่งเราจะพบเห็นชาวอินเดียที่เดินแบกโต๊ะขายถั่วไปตามถนนซอกซอย แต่ในปัจจุบันเราไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว เนื่องจากสงครามการแย่งชิงพื้นที่การค้าในประเทศไทย ระหว่างชาวซิกกับชาวฮินดู มักจะมีคำถามอยู่เป็นประจำว่า
"เมื่อก่อนเห็นแต่บังแบกโต๊ะขายถั่ว แต่ในปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว และบังหายไปไหน ?
หรือว่าทางการเอาจริงสูญพันธุ์ไปแล้ว"
คำตอบคือ "ไม่ใช่"อาบังไม่ได้เดินแบกลังขายถั่วอีกต่อไปแล้ว แต่อาบังใช้รถจักรยานถีบขายถั่วแทนและพัฒนาการไปขายสินค้าประเภทเครื่องให้ไฟฟ้าและสินค้าเครื่องประดับไปแล้ว ซึ่งอาบังแต่ก่อนเป็นชาวฮินดูถูกกวาดเรียบในพื้นที่กรุงเทพฯ จาก
สตม.เมื่อปี 2542 ปัจจุบันการก้าวเข้ามาแทนที่ของกลุ่มแขกซิกและนับวันยิ่งขยายอณาเขตออกไปยังต่างจังหัวด
ซึ่งมีชาวฮินดูครอบครองอยู่ และครั้งหนึ่งคงจำได้ มือปืนร้ายจากอินเดียยกพวกข้ามประเทศเข้ามาบุกยิงแขกตายในกรุงเทพฯ แต่แล้วหัวหน้าแก๊งก็ล่องหนไปกับสายลมทั้ง ๆ ที่อยู่บนเตียงพร้อมกับโซ่ล่ามขา
ภารกิจประจำวันแรงงานโรตี
ทุกเช้าอาบังเหล่านี้จะทยอยขี่รถจักรยานออกไปตามหมู่บ้านในตรอกซอกซอย กลุ่มที่ขายถั่วก็พกกระบะถั่วมัดท้ายรถ กลุ่มที่ขายสินค้าเครื่องแต่งกายก็จะสะพายกระเป๋าบรรจุนาฬิกา แว่นตา ปากกา กล้องถ่ายรูป เร่ขายออกเป็นสาย
วิถีชีวิตเหล่ากองทัพอาบังในประเทศไทยผิดกับอยู่ในอินเดีย ที่นี่ไม่มีคนขอทานที่แย่งกันทำมาหากิน ที่นี่มีแต่คนซื้อและคนซื้อต้องการของราคาถูกในระดับการครองชีพเดียวกัน มันจึงไปกันได้
และค้าขายได้กำไรดีถ้าหากว่าพี่ไทยบางคนอยากได้ "บริการเงินผ่อน" วันละ 2 บาท
พ่อค้าอินเดียก็ยอมขายเทียวไปเก็บอย่างเต็มใจ ซึ่งแน่นอนว่าเหล่ากองทัพอาบังจะต้องมีนายทุนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
การทำมาหากินเป็นแน่ขบวนการที่ทำการค้าเยี่ยงนี้คงหนีไม่พ้นนายหน้าชาวอินเดียเชื้อสายซิก
ซึ่งมีสินค้ามากมายเอาไว้แจกจ่ายให้กับเซลล์แมนโพกผ้ากว่า 500 คนทั่วประเทศ
และสินค้าเหล่านี้มาจากไหน ?
เปิดคลังสินค้าหนีภาษี
ว่ากันว่าที่ร้านชื่อย่อของประเทศมหาอำนาจของโลก เป็นเครือข่ายสินค้าหนีภาษีขนาดใหญ่ เจ้าของร้านเป็นชายชาวอินเดียใช้ชื่อไทยว่านายว.ร้านนี้อยู่ตรงข้ามกับเซเว่นฯ บริเวณหลังศูนย์การอินทรา ประตูน้ำ และมีอีกร้านหนึ่งชื่อร้านเหมือนกับตันเรือผู้โด่งดังในอดีต อยู่หลังพาต้าอินทราชั้น 5
ร้านนี้เป็นร้านเก็บและกระจายของหนีภาษีที่ใหญ่ที่สุดในย่านประตูน้ำ
กิจกรรของร้านนี้เป็นร้านที่กระจายสินค้าให้กับชาวโรตีหรืออาบังที่เร่ขาย
โดยส่งผ่านให้กับนายงาน (ผู้ควบคุมทีม)
ส่วนร้านเก็บสต๊อกเก็บของอยู่หลังบิ๊กซีประตูน้ำ ที่สังเกตเป็นประตูสีเขียว มักมีหญิงชายชาวพม่าเป็นลูกจ้างชื่อ
"ปูกับน้อย" ยืนเฝ้าอยู่ข้างหน้าเสมอ ที่เก็บสินค้าจะอยู่ในตู้เสื้อผ้าชั้น 1 (เป็นแว่นตากันแดนยี่ห้อดังๆ หลบเลี่ยงภาษี)
เป็นที่แน่นอนว่า ร้านรวงเช่นนี้เป็นที่ต้องตาต้องใจของเหล่า"นักบิน"(คำแสลงเรียกข้าราชการนอกรีตของสตม.)
ทั้งหลาย เพราะนอกจากธุรกิจการค้าของหนีภาษีแล้ว กฎหมายแรงงานก็ยังสามารถที่จะดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วย
(จัดหานำพาแรงงาน) และถัดมาก็เกี่ยวข้องกับกฎหมายคนเข้าเมือง ที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตามมาด้วยกฎหมายศุลกากร
หากนักบินทั้งหลายสืบรู้ก่อนก็เข้าก่อน การลงโทษทางเศรษฐกิจกับเหล่าขบวนการเหล่านี้
เป็นที่ต้องตาต้องใจกับข้าราชการนอกรีตแม้ว่าหาเข้าจับกุมโดยชอบทางออกในเรื่องของสินค้าหนีภาษี
ก็ถูกแนะนำให้บริจาคเป็นของแผ่นดินอันเป็นการช่วยเหลือไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามขั้นตอน
กลโกงร้านตัดสูท
การตัดสูทชุดสากลตามร้านในแหล่งท่องเที่ยวมักจะเป็นกลโกงของร้านตัดสูทมากที่สุด ที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมในการโกงด้วยอาศัยเงื่อนเวลาของนักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศไทยด้วยเงื่อนเวลา ที่จำกัด
เมื่อนักท่องเที่ยวเดินผ่านไปตามแหล่งท่องเที่ยวนั้น ก็จะพบร้านขายของที่ระลึกและร้านตัด
เสื้อผ้าที่อยู่ติดกันเต็มพรืดไปหมดทั้งสองฝั่งถนน เช่นย่านถนนสุขุมวิทตั้งแต่ซอย 3 ถึงซอย 11
ในถนนเจริญกรุงย่านซอยกับตันบุชโรงแรมโอเรียนเตล ถนนสีสมในโรงแรมบางโรงแรม
ถนนวิทยุ ซึ่งตามสถิติคดีที่เกิดขึ้น 102 คดีนั้น เป็นการหลอกลวงด้วยการแขวนป้ายลดราคา
โชว์อยู่หน้าร้านถึง 60% คือสูทชุดหนึ่งจะติดป้ายหน้าร้าน 1,200 เหรียญสหรัฐ แต่เขียนป้าย
ลดราคาด้วยหมึกสีแดงเหลือเพียงชุดละ 400 เหรียญสหรัฐ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินผ่านจะถูกชักชวน
ด้วยชาวต่างชาติที่ยืนอยู่หน้าร้านอย่างมากมาย คนต่างด้าวเหล่านี้ก็คือคนเนปาล หรืออินเดีย
ที่มีความรู้พอจะพูดภาษาอังกฤษได้ ทำการชักชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาตัดชุดสูทด้วยราคาที่ลดรา
คาลงอีกจากป้ายที่ลดแล้วหน้าร้าน
เมื่อนักท่องเที่ยวหลงคารมติดกับเข้ามาดูเนื้อผ้า หน้าม้าก็จะพามาแนะนำเจ้าของร้านชาว อินเดีย
พร้อมกับนำเอาตัวอยางผ้าที่มีราคาแพงมาให้นักท่องเที่ยวดู เมื่อนักท่องเที่ยวตกลงใจที่จะ
ทำการตัดจึงได้มีการวัดตัวและขอเงินมัดจำ 50% จากนั้นก็นัดมารับของ เมื่อถึงวันนัดมารับของ เจ้าของร้านก็นำสูทที่ตัดเสร็จแล้วมาให้ใส่ปรากฎว่าเป็นผ้าคนละชิ้นที่มีราคาถูกกว่าตามตัวอย่างผ้าที่ นำมาให้
เมื่อนักท่องเที่ยวไม่เอาก็ไม่สามารถขอเงินคืนได้ มีหลายรายที่เข้าแจ้งความยังตำรวจท่องเที่ยว
แต่เมื่อมาถึงที่ทำการของตำรวจกลายเป็นเรื่องทางแพ่งไปทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่โกงกันเห็นๆ
การเดินทางเข้ามาหลายรูปแบบของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยผลของนโยบาย การท่องเที่ยว
และนโยบายการลงทุนที่เอื้อให้กับชาวต่างประเทศ ในที่สุดชาวต่างประเทศพวกนี้กลับมาปักหลัก
การดำรงชีวิตอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จะเป็นเพราะความเห็นแก่ได้
ของข้าราชการบางกลุ่มที่ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อให้กับบุคคลเหล่านี้หรือไม่ น่าคิดไม่น้อยเลยที่เดียว
(update 10 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ]
|