รับปากพล่อยๆ แล้วไม่ทำ


คนส่วนใหญ่มักจะติดคุกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่คุกตะรางที่โหดร้ายที่ไหนหรอก แต่เป็นการติดคุกของความกลัวชนิดหนึ่ง คือ กลัวการเสียหน้า

ทำให้คำพูดที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ เมื่อมีใครขอร้องให้ทำอะไรหรือมีใครทำอะไรให้เรา ก็คือ คำว่า "ไม่เป็นไร"
ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรจริงๆ หรือหมายความว่าอย่างไรจริงๆ
ถ้ามีคนซื้อของมาให้เรา เราก็มักพูดว่า ขอบคุณ ไม่เป็นไรหรอก บางคนบอกว่าไม่ต้องลำบากซื้อมาก็ได้ ซื้อมาทำไมก็ไม่รู้
แต่ที่รับของของเขา นอกจากบางคนจะยัดเยียดกลับคืนด้วยความเกรงใจ แต่สุดท้ายก็มักจะรับ เป็นเพราะมีความเกรงใจ จึงมักมีความกลัวเสียหน้าปนอยู่ด้วย

กลัวว่าเขาจะคิดว่าเราอยากได้ของของเขา กลายเป็นคนเห็นแก่ได้หรือเป็นคนงกของไป จึงต้องพูดประโยคดังกล่าว แม้ใจจริงจะอยากได้ก็ตาม
และถ้ามีผู้ขอให้เขาทำอะไรให้ แล้วถามว่าทำได้ไหม? ก็มักจะมีคำตอบว่า ไม่เป็นไรหรอก จะพยายามทำให้ คำว่า "ไม่เป็นไร" จึงเป็นคำของการแสดงความเกรงใจ และกลัวการเสียหน้าถ้าจะตอบปฏิเสธ เกรงเขาจะหาว่าไร้ความสามารถ

คนชอบรับปากพล่อยๆ
มีคนที่คุ้นเคยมาบ่นให้ฟังว่า ระยะนี้ไปติดต่อกับผู้ใหญ่หลายๆ คนที่มีชื่อเสียง บุคคลเหล่านั้นมักจะรับปากพล่อยๆ ชุ่ยๆ ว่าจะทำให้ได้ แล้วก็ไม่ทำ โดยไม่ให้เหตุผลหรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ ปล่อยให้กาลเวลาผ่านไป โดยหาทางนิ่งเสีย หรือเลี่ยงเสียและก็ไม่ทำ ไม่พูดถึงด้วย จะว่าลืมก็ไม่ได้ เพราะมีการทวงถามแล้วก็ตอบว่า จะทำให้ และก็ไม่ทำให้อีกตามเคย ทำให้เสียเวลา เสียความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกัน ทำให้คิดว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นเป็นคนอย่างไร ?

การรับปากแล้วไม่ทำ แม้แลดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ทำให้เสียการงาน
บุคคลระดับนี้มีตั้งแต่อธิบดี นายพล ผู้บริหารองค์กร หรือบริษัทใหญ่ๆ แต่ละคนเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา แต่เหตุการณ์ที่รับปากแล้วไม่ทำนี้ ทำให้เสื่อมเสียความน่านับถือและคงจะทำเป็นนิสัย เพราะมีหลายๆ คนบ่นให้ฟังเกี่ยวกับผู้ใหญ่เหล่านี้ซ้ำๆ

ผมเคยแนะนำคนที่เอามาเล่าให้ฟังไปว่า ก็อย่าไปถือสาจริงจังกับเขาเหล่านี้เลย ให้คิดเสียว่า คำพูดของเขาไม่ได้หมายความตามนั้น ไม่อยากให้คิดว่าเขาโกหก ไม่อยากให้คิดว่าเขาไม่มีความน่าเชื่อถือต่อไป เพราะดูจะรุนแรงไป

อยากให้คิดแต่เพียงว่า เขาอาจจะรับปากด้วยความเกรงใจแบบไทยๆ ทั่วไปก็ได้ โดยเขาลืมไปว่า เขามีสถานภาพที่สูงส่งในสังคม
การจะพูดจากับใคร รับปากกับใคร อย่างไร ต้องมีความหมายเพราะเขาไม่ใช่เด็กๆ ที่จะพูดพล่อยๆ ได้
ทำให้คนคิดว่า เขามีสถานภาพทางสังคมและการงานสูง มีวัยวุฒิสูง แต่มีสภาวะสื่อความหมายด้วยวาจาเหมือนเด็กๆ ที่ไม่มีวินัยในตัวเอง สิ่งอื่นๆ ของเขาก็น่าจะใช้ได้ ยกเว้นเรื่องการรับปากพล่อยๆ อย่างเดียว
คิดอย่างนี้น่าจะสบายใจและคบกันต่อไปได้ แต่อย่าไปรอคอยหรือเชื่อถือคำพูดของเขามากนักก็แล้วกัน

สำหรับคนเช่นนี้ การพูดให้คำพูดหลุดจากปากของเขาออกมานั้น คงเป็นนิสัยของเขาอย่างหนึ่ง เป็นกิจวัตรของเขาอย่างหนึ่ง เหมือนการแปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำ ซึ่งบางทีก็ทำดีถูกต้องหมด บางทีก็ทำลวกๆ ไม่มีความหมายอะไรมาก เพราะเขาขาดสติ ความรู้ตัวว่าคำพูดและนิสัยส่วนตัวของเขานั้นต่างกัน นิสัยส่วนตัวของเขาจะกระทบเฉพาะตัวเขา แต่คำพูดของเขากระทบคนอื่นด้วย แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอก เพราะคนที่รับปากพล่อยๆ แล้วไม่ทำนั้น เขาให้ความสำคัญของคำพูดจากปากเขาเท่ากับการแปรงฟันหรืออาบน้ำเท่านั้นเอง ฉะนั้นจงอย่าไปถือสาเขาเลย จะทำให้หงุดหงิดใจและมองโลกไม่ดี เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสบายใจมากขึ้นหน่อยไหมครับ ?

ทำดีด้วยวาจา
คนพูดดี คือคนพูดเพราะ มีปิยวาจา ไม่โกหก ไม่ส่อเสียด ไม่หยาบคาย และมีคำพูดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เชื่อถือได้ ถือว่าเป็นการทำความดีชนิดหนึ่ง คือทำความดีด้วยคำพูด

ผมคิดว่าใครๆ ก็อยากเป็นคนพูดดีหรือทำดีด้วยการมีวาจาดีเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีคนพูดไม่ดี ไม่เหมาะสมมากขึ้นดังกล่าวมาแล้ว มีทั้งคำพูดหยาบ โกหก ส่อเสียด หยาบคาย ไม่เกิดประโยชน์ เชื่อถือไม่ได้ รวมทั้งการรับปากแบบพล่อยๆ แล้วไม่ทำ ซึ่งบางคนถือว่าเป็นการโกหก เสียคำพูด หรือเสียสัญญาก็ได้ บางคนเป็นคนมีชื่อเสียง แลดูเหมือนจะน่าเชื่อถือและนับถือได้ แต่เวลาพูดแล้วก็ประจักษ์ทันทีว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีลักษณะคำพูดดังกล่าวแล้ว

การพุดไม่ดีแม้โดยไม่เจตนานี้ เรียกว่าเป็นความผิด และการพูดไม่ดีโดยเจตนา เรียกว่าเป็นความเลว เราพบคนผิดและคนเลวในการพูดมากขึ้นทั้งทางรายการทีวี รายการวิทยุ และในการพูดคุยทั่วๆ ไป

ในเรื่องการทำดีนั้น มีข้อแนะนำว่า ให้ทำความดีให้มากเข้าไว้ ให้พูดดีให้มากเข้าไว้ แต่ถ้าพบคนร้ายเราก็ต้องระวังตัว เหมือนภาษิตจีนที่ว่า "ทำดีต่อทุกคนเข้าไว้ แต่กับคนร้ายเราต้องระวังตัว" ถ้าเราพบคนผิดหรือคนเลวทางการใช้คำพูดก็ควรระวังตัวเอาไว้ด้วย

แก้ไขเสียเถิด บุคลิกที่ไม่ดีดังกล่าว
ถ้าใครมีบุคลิกที่ไม่ดี เช่น การพูดรับปากพล่อยๆ นี้ควรจะแก้ไขเสีย เพราะบุคลิกเป็นสิ่งที่สร้างใหม่ได้ แก้ไขได้ และต้องถือว่าเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องพัฒนาให้ได้ในตัวเรา ยิ่งคนที่มีอายุ มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ เป็นที่นับถือของบุคคลทั่วไปอยู่แล้ว อย่าปล่อยให้สิ่ง "เล็กน้อย" เหล่านี้ทำให้คนเขาดูถูกตัวท่านหรือคำพูดของท่านเลย ชีวิตจะมีค่ามากขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่การจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาเพราะมีอายุสูงอย่างเดียวแต่ไร้คุณภาพชีวิตที่ดี เช่น พูดจาไม่น่าเชื่อถือนี้ ถือว่าทำให้ชีวิตไร้ค่าได้ทีเดียว แม้จะพยายามหาเหตุผลมาทำให้ผู้ผิดหวังสบายใจขึ้น แต่เขาก็จะลดความน่าเชื่อถือในตัวท่านลงไป ยิ่งคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ในระดับหัวหน้างาน ผู้บริหารขององค์กรหรือของสังคมด้วยแล้ว จะมีคนนับถือคำพูดของท่านมากขึ้น ถ้าท่านพูดจาไม่น่าเชื่อถือก็จะมีแต่คนเบือนหน้าหนี

อย่าทำตัวแบบคนขี้เกรงใจ รับปากพล่อยๆ แล้วไม่ทำ โดยถือว่าพูดไปด้วยความเกรงใจหรืออาจจะคิดแบบเด็กๆ ว่ารับปากแล้ว แม้จะไม่ทำตามที่พูดไว้ก็แลดูน่ารักดี แต่ท่านจะขาดความน่ายำเกรง น่าเชื่อถือไปเลย ผู้นำที่ดีควรเป็นผู้นำที่น่ายำเกรง น่าเชื่อถือมากกว่าผู้นำที่น่ารัก จำไว้นะครับ

และถ้าพบว่าเจ้านายรู้นิสัยของท่านว่าพูดจาเชื่อถือไม่ได้ เขาก็จะไม่ให้เครดิตในการทำงานเท่าที่ควร จะไม่เลือกให้รับหน้าที่ในงานใหญ่ๆ ที่สำคัญ เพราะนายที่ดีเขาก็ต้องรู้จักเลือกใช้คนให้ถูกต้องเหมาะสม

เห็นไหมครับว่าการรับปากพล่อยๆ แล้วไม่ทำ แม้ว่าบางคนจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคในการจะทำให้ผู้คนนับถือท่าน และทำให้ท่านนับถือตัวเองได้ยากขึ้น


(update 18 กันยายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600