ลดความดันโลหิต โดยไม่ใช่ยา


ความดันโลหิตสูง…อันตรายที่คุกคามผู้สูงวัย โดยไม่บอกกล่าว
สาเหตุของความดันโลหิตสูงยังไม่แน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตนั้นมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุ น้ำหนักตัว กรรมพันธุ์ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำเป็นจะต้องได้รับยาควบคุมความดันโลหิต เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นโลหิตแตก เนื่องจากความดันโลหิตสูง แต่นอกจากยาแล้วก็มีการศึกษาแนวทางใหม่ๆ ในการควบคุมความดันโลหิตด้วยการออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค รวมทั้งการกำหนดโปรแกรมอาหารเพื่อลดความดันโลหิต ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่น่าสนใจในอเมริกา เพราะหากผู้ป่วยสามารถทำได้ ก็จะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เนื่องจากจะลดปริมาณยาควบคุมความดันลงได้ ซึ่งก็จะเป็นการช่วยให้ลดผลข้างเคียงอันเกิดจากการรับประทานยาลดความดันเป็นประจำได้ทางหนึ่ง

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงแนวทางใหม่ๆ ในการควบคุมความดันโลหิต มารู้จักกับความดันโลหิตและระดับของความดันโลหิต

ความดันโลหิตคืออะไร
ความดันโลหิต คือ แรงดันของเลือดที่ปะทะเข้าสู่ผนังของหลอดเลือด มีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท หรือ mmHg ซึ่งจะระบุตัวเลข 2 ค่า คือ ค่าตัวเลขสูง ขณะหัวใจปั๊มโลหิตเข้าสู่เส้นเลือด และค่าตัวเลขต่ำ คือขณะหัวใจอยู่ในช่วงของการคลาย ความดันโลหิตจะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดทั้งวัน โดยในช่วงตื่นนอนค่าความดันจะขึ้นสูงสุด และลดลงต่ำสุดขณะนอนหลับ แต่หากค่าความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่อง ก็จะถือว่าอยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง

อันตรายอันเกิดจากความดันโลหิตสูง มาจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้โลหิตที่ปะทะเข้าสู่ผนังหลอดเลือดแดงมีความแรงมากขึ้นด้วย จนกระทั่งท้ายที่สุด ผนังหลอดเลือดทานไม่ไหว เส้นเลือดในอวัยวะสำคัญ เช่น สมองหรือหัวใจ เกิดแตกก็จะทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่กล่าวว่าความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบนั้น ก็เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ จนกระทั่งเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้น ฉะนั้นการตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ จึงนับเป็นวิธีการป้องกันได้ดีทีเดียว โดยค่าความดันที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ คือ

ตารางความดันโลหิตสำหรับผู้ใหญ่
(อายุเกิน 18 ปี ไม่ได้รับประทานยาควบคุมความดันโลหิต และไม่ได้ผ่านการเจ็บป่วยหนักภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา)

ค่าความดันขณะ
หัวใจปั๊มโลหิต
(ตัวเลขสูง)
ค่าความดันขณะ
หัวใจผ่อนคลาย
(ตัวเลขต่ำ)
ประเมินผล ข้อควรปฏิบัติ
ต่ำกว่า 120ต่ำกว่า 80 สุภาพดี รักษาระดับความดันประมาณนี้ไว้
120-139




80-89




เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง




ความดันโลหิตสูงเกินไป
เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง
ควรปรับพฤติกรรมการกินและการดำเนิน
และหากเป็นผู้ป่วยเบาหวาน
จำเป็นต้องพบแพทย์
สูงกว่า 140

สูงกว่า 90

โรคความดันโลหิตสูง

ปรึกษาแพทย์เพื่อควบคุมความดัน
โดยแพทย์จะจัดยาที่เหมาะสมให้

หมายเหตุ
- ในกรณีที่ค่าตัวเลขสูงและค่าตัวเลขต่ำ อยู่ต่างช่วงกัน ให้ดูผลที่สูงกว่า
- หน่วยของความดันคือ มิลลิเมตรปรอท หรือ mmHg
ที่มา : The Seventh Report of The Joint National Committee on Prevention, Detection, Evalution, and Treatment of High Blood Pressure; NIH Publication No. 03-5230, National Blood Pressure Education Programme, May 2003.

ในสหรัฐอเมริกา มีการตื่นตัวต่อโรคความดันโลหิตสูงเป็นอันมาก เพราะคนอเมริกันกว่า 50 ล้านคน ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง เฉพาะในกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้มากถึงร้อยละ 90 และพบว่าผู้หญิงมีโอกาสป่วยด้วยโรคนี้น้อยกว่าผู้ชาย นอกจากนี้เชื้อชาติก็มีผลต่อการเกิดโรคนี้ เนื่องจากคนผิวดำที่มีเชื้อชาติแอฟริกัน-อเมริกัน มีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าคนผิวขาว

ในกรณีที่ความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 แต่ไม่เกิน 149-109 การรักษาชั้นต้น ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย ลดปริมาณแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ก็จะช่วยควบคุมความดันให้ลดลงได้ แต่หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วความดันโลหิตยังไม่ลดลง หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีค่าความดันสูงถึง 160/105 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก แพทย์จะสั่งยาควบคุมความดัน ได้แก่ กลุ่มยาขับปัสสาวะ (diuretics) กลุ่มยาปิดกั้นเบต้า (beta blockers) กลุ่มยาปิดกั้นช่องทางแคลเซียม (calsium blockers) และยาขยายหลอดเลือด (vasodilators) ฯลฯ ซึ่งยาบางตัวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดขณะลุกขึ้นยืน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น

ใครคือกลุ่มเสี่ยง
คนอเมริกา 1 ใน 4 ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และมากกว่านั้นคือเป็นโคเลสเตอรอลสูง
เหตุผลที่เป็นมาก ?
ในบางกรณี อาจเป็นเพราะปัญหาทางยา เช่น ภาวะโรคไตหรือเส้นเลือดแดง เป็นผลมาจากความดันหรือโคเลสเตอรอลสูง แต่ในหลายกรณีก็ไม่สามารถระบุได้ เรื่องปัจจัยเสี่ยง ลองมาดูปัจจัยกว้างๆ ได้ดังนี้
      - อายุ หากคุณเป็นผู้สูงอายุ คุณมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูง
      - น้ำหนักเกิน
      - ประวัติครอบครัว มีคนในครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูง
เนื่องจากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องรับประทานยาลดความดันไปตลอดชีวิต และบางครั้งยาบางตัวอาจส่งผลข้างเคียงดังที่กล่าวข้างต้น ด้วยเหตุนี้สถาบันทางการแพทย์ต่างๆ จึงมีความพยายามในการค้นหาแนวทางการลดความดันโลหิตโดยไม่ใช้ยา ซึ่งจากผลการวิจัยของหลายๆ ชิ้น ก็จะพบว่ามีแนวทางในการลดความดันโลหิต ด้วยวิธีการที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่
  • ลดน้ำหนัก ลดความดัน
น้ำหนักตัวที่มากเกินไป มีผลต่อระดับความดันโลหิต โดยที่ยังไม่สามารถหาความเชื่อมโยงกันได้ มีผู้ให้คำอธิบายว่า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น มีผลต่อกระบวนการเมตาโบลิซึมของกลูโคส และแคลเซียมรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อระดับความดันโลหิต
ถึงแม้จะยังไม่สามารถหาความเชื่อมโยงได้อย่างแน่ชัด แต่จากผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่า น้ำหนักที่ลดลงของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มีผลให้ระดับความดันโลหิตลดลงด้วย

การคุมน้ำหนักสามารถทำได้โดยการออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมปริมาณอาหาร ถ้ายังไม่เคยทำหรือทำแล้วไม่สำเร็จ จะลองปฏิบัติตามเคล็ดลับต่อไปนี้ดูก็ได้
  • ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ ในยุคที่รัฐบาลส่งเสริมเรื่องการออกกำลังกาย และแนวทางสุขภาพ "สร้างนำซ่อม" เช่นยุคนี้ ลานสุขภาพเกิดขึ้นทั่วไป การเข้าร่วมเต้นแอโรบิกยามเย็นเป็นโอกาสอันดี ที่จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ทำให้สามารถสูบฉีดโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หัวใจจึงไม่ต้องทำงานหนัก และออกกำลังกายเป็นประจำ ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น เป็นสาเหตุ ให้ความดันหรือแรงปะทะต่อผนังหลอดเลือดลดลง

  • ออกกำกายแบบไม่หักโหมแต่ได้แรง เช่น เดิน หรือวิ่งจ๊อกกิ้ง ถีบจักรยาน เป็นระยะเวลา 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ซึ่งการออกกำลังกายแบบไม่หักโหมแต่ได้แรงนี้ (moderate-intensive) จะทำให้ความดันเลือดลดลง มากกว่าการออกกำลังกายแบบหนักๆ

  • เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง
จิตใจและความเครียด มีผลต่อระดับความดันโลหิต ดังนั้น การเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และมองปัญหาด้วยสติ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้แรงดันเลือดลดลงได้ แนวทางการบำบัดที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ที่มีความดันโลหิตสูงคือ โยคะ และ ไทเก็ก

จากผลการวิจัยของ Dr.Richare Liebowitz,MD,Medical Director of Duke Center for Integrative Medicine โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่ทำการฝึกไทเก๊กอย่างต่อเนื่อง จำนวน 62 ราย พบว่าระดับความดันเลือดลดลง ใกล้เคียงกับกลุ่มที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกชนิดไม่หักโหมแต่ได้แรง (moderate-intensive) เพราะการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า "Relaxation response" คือการผ่อนคลายของเซลล์ประสาท (Nervous) ช่วยให้อัตราการหายใจช้าลง และช่วยลดระดับความดันได้

สมาธิ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้จิตใจสามารถรับเรื่องราวต่างๆ ที่จะต้องเผชิญในชีวิตประจำวันได้ เริ่มด้วยการนั่งสมาธิ กำหนดจิตเพียงวันละ 5 นาที โดยเริ่มจากกำหนดสมาธิที่ลมหายใจเข้า-หายใจออก ให้จิตรับรู้ว่าขณะเวลานี้กำลังหายใจเข้า ขณะเวลานี้ลมหายใจกำลังออกจากร่างกาย ทำเช่นนี้ซ้ำๆ จนเกิดสมาธิ จิตใจแน่นิ่ง ใจสงบเยือกเย็นลง


  • จิบแอลกอฮอล์ปริมาณพอเหมาะ
จากผลการวิจัยจำนวน 15 ชิ้นงาน พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณเล็กน้อยเป็นประจำ ช่วยลดระดับความดันโลหิตลงได้ รายงานการวิจัยบางชิ้นพบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละ 1/4 หรือ 1/2 แก้ว จะช่วยลดระดับความดันโลหิตลงได้มากกว่าคนที่ไม่ได้ดื่ม โดยหากเป็นเพศหญิง ให้ดื่มเบียร์ได้ ในปริมาณ 12 ออนซ์ หากเป็นไวน์ดื่มได้เพียง 5 ออนซ์ หรือหากดื่มเหล้าต้องลดปริมาณลงเหลือ 1.5 ออนซ์ เท่านั้น โดยเพศชายเพิ่มปริมาณได้มากกว่าเพศหญิง 1 เท่า


  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีน
ผลของคาเฟอีนที่มีต่อหัวใจเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากเนื่องจากผลการวิจัยหลายชิ้น แสดงผลที่ไม่ตรงกัน บางชิ้นรายงานว่า คาเฟอีนไม่มีผลกระทบต่อระดับความดันโลหิต แต่จากผลการวิจัยของ Duke University Medical Center พบว่าปริมาณคาเฟอีน 500 มก. หรือประมาณ 3-4 แก้วกาแฟ (แก้วละ 8 ออนซ์) มีผลทำให้ ระดับความดันเลือดสูงขึ้น 4 mmHg. และผลกระทบนั้นต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งเข้านอน
นั่นหมายความว่า ดื่มกาแฟ 1 แก้วอาจไม่มีผล แต่ถ้าเพิ่มเป็น 3-4 แก้วเมื่อไหร่ล่ะ ส่งผลแน่ หรือบางรายชอบกาแฟเข้มข้นพิเศษชนิดเอสเพรสโซ่ ซึ่งเสิร์ฟมาในแก้วเล็กๆ แต่เข้มข้นถึงใจคอกาแฟ พฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายเสี่ยงต่อระดับความดันโลหิต และหากสนใจที่จะควบคุมความดันโลหิตด้วยตัวเอง พฤติกรรมเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยง หรือหากไม่สามารถลดละเลิก กาแฟตอนเช้าได้จริงๆ ลองเลือกกาแฟชนิด Decaf จะช่วยได้มาก

ปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่ม

ปริมาณ คาเฟอีนที่มีผลต่อระดับความดัน (500 มก.)
กาแฟ (4 ถ้วย) กาแฟ แก้วละ 8 ออนซ์ ปริมาณ คาเฟอีน 100-125 มก.
ชา (10 ถ้วย) ชา แก้วละ 8 ออนซ์ ปริมาณ คาเฟอีน 50 มก.
โค้กกระป๋อง 325 cc (9 กระป๋อง) โค้ก กระป๋องละ 11 ออนซ์ ปริมาณ คาเฟอีน 55 มก.


  • อาหารลดน้ำหนักควบคุมความดัน
อาหาร เป็นปัจจัยหลักที่ผลต่อความดันโลหิต ดังนั้น จึงมีผู้ทำการวิจัยหา "ตัวช่วย" หรือ สารอาหารที่จะช่วยลดระดับความดันของโลหิตลงได้ โดยมุ่งเป้าหมายไปที่แคลเซียมและแมกนีเซียม แต่ก็ยังไม่ประสบผลแน่ชัด ว่าสารอาหารทั้ง 2 ชนิดนั้น มีผลลดระดับความดันโลหิตได้จริง

ในสหรัฐอเมริกามีการทำวิจัยทดลองจัดโปรแกรมอาหารสำหรับลดความดันโลหิตขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายไปที่ "การลดระดับความดันโลหิต" มากกว่าการลดน้ำหนัก สถาบันที่ทำการทดลองครั้งนี้ คือ National Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI) โดยได้รับความร่วมมือจาก 4 สถาบันทางการแพทย์ คือ
        - Brigham and Women's Hospital, Boston, MA;
        - Duke University Medical Center, Durham, NC;
        - Johns Hopkins University, Baltimore, MD; และ
        - Pennington Biomedical Research Center, Louisiana State University, Baton Rouge, LA.

เริ่มจากทางสถาบันพบว่า กลุ่มอาหารที่มีผลต่อการลดระดับความดันโลหิต คือ อาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำ ประกอบกับการทานอาหารประเภทผัก และผลไม้ในปริมาณที่มากขึ้น เปลี่ยนแหล่งโปรตีนหลักไปเป็นปลา และสัตว์ปีก ลดปริมาณเนื้อสัตว์ เช่น หมูและวัวลง รับประทานอาหาร Low-fat และระวังเรื่องเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล

จากนั้นสถาบัน NHLBI ได้ทำการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 459 ราย ที่มีค่าความดันโลหิตตัวสูง ไม่เกิน 60 mmHg และค่าตัวต่ำ อยู่ประมาณ 80-95 mmHg ซึ่งร้อยละ 50 ของกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้หญิง และร้อยละ 60 เป็นแอฟริกัน-อเมริกัน โดยจัดโปรแกรมการรับประทานอาหารเปรียบเทียบกัน 3 โปรแกรม คือ แบบปกติ แบบกำหนดปริมาณอาหารตามโปรแกรมของสถาบันและแบบเพิ่มปริมาณผัก และผลไม้ลงไปในเมนูอาหารปกติของคนอเมริกัน โดยมีตัวแปรที่กำหนดไว้ให้เท่ากันทั้ง 3 โปรแกรม คือ ปริมาณโซเดียม โดยทุกโปรแกรมกำหนดปริมาณโซเดียมเท่ากัน คือ 3,000 มก.

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่กินอาหารตามโปรแกรม และกลุ่มที่กินอาหารแบบเพิ่มปริมาณผักและผลไม้ มีค่าความดันโลหิตลดลงกว่ากลุ่มที่กินอาหารแบบปกติ โดยกลุ่มที่มีค่าความดันโลหิตลดลงต่ำสุด คือ กลุ่มที่กินอาหารตามสูตรที่กำหนด จึงเรียกสูตรอาหารที่กำหนดเพื่อลดความดันโลหิตนี้ว่า DASH หรือ Diatery Approaches to Stop Hypertension (สูตรอาหารลดน้ำหนักเพื่อควบคุมความดันโลหิต) ที่สำคัญ คือระยะเวลาในการทดลองปรับเปลี่ยนเมนูอาหารนั้น เพียงแค่ 2 สัปดาห์ ก็เห็นผลชัดเจนว่ากลุ่มที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง มีค่าความดันโลหิตลดลง

หลังจากนั้น ทางสถาบันได้ทดลองวิจัยครั้งที่ 2 เพื่อหาความเกี่ยวข้อง ระหว่างปริมาณโซเดียมกับค่าความดันโลหิต โดยสร้างสูตรอาหารขึ้นมาใหม่ เรียกว่า "DASH-Sodium" ซึ่งเป็นเมนูอาหารที่กำหนดปริมาณโซเดียมที่ได้รับในแต่ละวันไว้ที่ 3 ระดับ คือ 3,000 มก. 2,400 มก. และ 1,500 มก. พบว่ากลุ่มที่กินอาหารตามโปรแกรม DASH ที่ควบคุมปริมาณโซเดียมให้น้อยกว่า 1,500 มก.ต่อวัน มีค่าความดันโลหิตลดลง มากกว่ากลุ่มที่กินอาหารแบบ DASH เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ควบคุมปริมาณโซเดียม

ความเกี่ยวเนื่องกันจากผลการวิจัยครั้งนั้น ทำให้ทราบว่าปริมาณของโซเดียม ที่บริโภคเข้าไปในแต่ละวัน ส่งผลโดยตรงต่อระดับความดันโลหิต จึงมีการกำหนดสูตรอาหารลดน้ำหนักเพื่อควบคุมความดันขึ้น ดังตารางด้านล่าง (สูตรสำหรับควบคุมความดันโลหิต คือ 2,000 แคลอรี่/วัน และสูตรสำหรับลดน้ำหนักคือ 1,600 แคลอรี่/วัน)

ตารางอาหารสำหรับลดความดันโลหิต

กลุ่มอาหาร ปริมาณ สำหรับ 2,000 แคลอรี่ ปริมาณ สำหรับ 1,500 แคลอรี่ ปริมาณ 1 หน่วย อาหารที่เหมาะสม
ธัญพืช
อาหารประเภทข้าว

แหล่งสำคัญของพลังงาน
และใยอาหาร

7-8 หน่วย/วัน




6 หน่วย/วัน




ขนมปังแผ่นบาง 1 แผ่น
ซีเรียลปริมาณ 1 ออนซ์
ข้าวสวย 1/2 ถ้วย
พาสต้า หรือ ซีเรียลสุก 1/2 ถ้วย
ขนมปังแป้งข้าวกล้อง
ซีเรียล, ข้าวโพดคั่ว,
ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูป
ผัก
แหล่งของโปแตสเซียม
แมกนีเซียม และไฟเบอร์


4-5 หน่วย/วัน




3-4 หน่วย/วัน




สลัด 1 ถ้วย,
ผัดผัก 1/2 ถ้วย,
ถั่วลันเตา,
มันฝรั่งหวาน,
น้ำผัก 6 ออนซ์
มันฝรั่ง ฟัก แฟง ฟักทอง
บร็อกเคอรี่ ผักโขม


ผลไม้
แหล่งสำคัญโปแตสเซียม
แมกนีเซียม และฟเบอร์


4-5 หน่วย/วัน




4 หน่วย/วัน




น้ำผลไม้ 6 ออนซ์
ผลไม้ขนาดกลาง ผลไม้แห้ง 1/4 ถ้วย
น้ำส้ม ลูกเกด สตรอเบอรี่
กล้วย องุ่น ส้ม
ส้มโอ มะละกอ



อาหารประเภท Low-fat
หรือ Fat-Free แหล่งโปรตีนและแคลเซียม

2-3 หน่วย/วัน



2-3 หน่วย/วัน



นมปริมาณ 8 ออนซ์
โยเกิร์ต 1 ถ้วย
ชีสปริมาณ 11/2 ถ้วย

นมพร่องมันเนย
หรือนมปราศจากไขมัน
ชีส เนย หรือโยเกิร์ต
เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ปลา
แหล่งของโปรตีนและแมกนีเซียม
2 หน่วย
หรือน้อยกว่านั้น/วัน

1-2 หน่วย/วัน


เนื้อ ปลา ไก่ เป็ด
หรือเนื้อสัตว์ปรุงแล้ว 3 ออนซ์
เนื้อไม่ติดไขมัน
เนื้อไก่ล้วน ปลา

ถั่ว
ถั่วอบแห้งหรือเมล็ดพืช

ให้พลังงาน แมกนีเซียม
โปแตสเซียม โปรตีน
และไฟเบอร์

4-5 หน่วย/วัน





3 หน่วย/วัน





ถั่ว 1/3 ถ้วย เมล็ดพืช 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วอบแห้ง 1/2 ถ้วยปรุงแล้ว


อัลมอนด์ ถั่วลิสง
เมล็ดทานตะวัน ถั่วแดง



ไขมันและน้ำมัน
สูตรอาหารแบบ DASH
ร่างกายจะได้รับพลังงาน
27% จากไขมัน
2-3 หน่วย/วัน



2 หน่วย/วัน



น้ำมัน หรือ น้ำมันเนย 1 ช้อนโต๊ะ
มายองเนส 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำสลัดใส 2 ช้อนโต๊ะ
มาการีน น้ำมันพืช
มายองเนส Low-fat น้ำสลัดใส

อาหารหวาน
ควรเป็นอาหารหวาน
ที่ไม่มีไขมัน

5 หน่วย/สัปดาห์



-



น้ำตาลหรือน้ำเชื่อม
1 ช้อนโต๊ะ


น้ำตาล แยม ขนมหวาน
น้ำผลไม้ปั่น
น้ำแข็งใส เชอร์เบ็ต

หมายเหตุ : การทดลองนี้อ้างอิงจากปริมาณอาหารที่คนอเมริกันบริโภคตามปกติ

การลดน้ำหนักเพื่อควบคุมความดันตามสูตร DASH นี้ ร่างกายยังได้รับวิตามิน และแร่ธาตุอย่างพอเพียง และสูตรอาหารนี้ทำให้ระดับความดันลดลง จากการผสมผสานอาหารอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เฉพาะอาหารประเภทใด ประเภทหนึ่งในสูตรเท่านั้น การที่จะปฏิบัติตามสูตรนี้ต้องอาศัยความเข้าใจพื้นฐาน เรื่องปริมาณสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

แต่อย่างไรก็ตาม การทดลองครั้งนี้ เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาโดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นคนอเมริกัน และแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งมีความแตกต่างกับคนไทย ในเรื่องของรูปร่างและขนาดการบริโภค การที่จะนำทฤษฎีการกินแบบ DASH และ DASH-Sodium มาใช้กับคนบ้านเรา ก็คงต้องอาศัยนักโภชนาการ ในการกำหนดกลุ่มอาหารทั้ง 7 กลุ่ม ด้วยอาหารแบบไทยๆ ที่คนไทยเรากินกันอยู่ทุกวัน หรืออาจจะลองกำหนดด้วยตนเอง โดยยึดหลักการรับประทานอาหารให้ครบหมู่ แต่หนักไปทางผัก ผลไม้ และลดปริมาณโซเดียมที่จะเข้าสู่ร่างกาย แล้วสังเกตผลที่ได้รับกับตัวเอง โดยการตรวจวัดระดับความดันหลังจากกำหนดอาหารแล้ว 2 สัปดาห์ ถ้าระดับความดันโลหิตลดลง ก็เป็นอันว่าใช้ได้ อย่าลืมว่า การทดลองนี้ทำในกลุ่มที่มีระดับความดันโลหิตไม่เกิน 160 mmHg เท่านั้น และในกรณีที่แพทย์สั่งยาลดความดันโลหิตให้จำเป็นที่จะต้องรับประทานยานั้นๆ ตามกำหนด ร่วมไปกับการกำหนดอาหาร และหากความดันเริ่มลดลง แพทย์จะเป็นผู้กำหนดยาที่เหมาะสม หรือลดปริมาณยาให้เอง

ทุกแนวทางที่กล่าวมาเป็นแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดำเนินชีวิต เป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้ แม้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากเกินไป

อันตรายของโรคความดันโลหิตสูงนั้นร้ายแรง ตั้งแต่อัมพฤกษ์ อัมพาตไปจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่โชคดีที่โรคนี้ป้องกันได้ ด้วยตัวคุณเอง


(update 17 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600