โรคเมลิออยโดซิส


มีบางคนเรียกโรคนี้ เชื้อนี้ว่า เชื้อนรก เพราะมีข่าวว่าอเมริกาจะนำเชื้อนี้ไปทำสงครามเชื้อโรคหรือสงครามชีวภาพ โดยเชื่อว่าเป็นโรคติดต่อทางลมหายใจที่รักษายาก ต้องใช้ยาแรง ยาแพง มีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 30

ความจริงคนไทย แพทย์ไทย รู้จักโรคนี้กันมานานแบบเงียบๆ ว่า เป็นโรคปอด โรคตับชนิดหนึ่ง ซึ่งมองดูคล้ายๆ ฝี ตรวจพบง่ายจากการเอกซเรย์ เป็นโรคเรื้อรัง รักษาได้ด้วยยาแบคทริมอม๊อกซีซิลลิน และที่ได้ผลดีคือ เซฟาโลสปอริน หรือ โรเซฟิน ซึ่งเดิมเคยมีราคาแพง แต่ปัจจุบันราคาถูกลงมาก

สาเหตุของโรคเมลิออยโดซิส (Meliodosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของสูโดโมแนส (Pseudomonas species) ซึ่งพบมากในโรงพยาบาล แต่เชื้อแบคทีเรียนี้ชื่อว่า P.Pseudomallei ซึ่งโรคนี้จะมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง อาจจะเกิดเฉพาะที่ในบางอวัยวะหรือเกิดทั้งระบบของร่างกายหมด ทั้งตัวคนเป็นโรคที่พบเฉพาะในเมืองหนาว พบเชื้อโรคในดิน สระน้ำ ส่วนมากจะพบในสัตว์เลี้ยง ในคนจะพบในชาวไร่ชาวนาซึ่งขลุกอยู่กับดินแล้วบังเอิญเป็นแผลก็ติดได้ บางคนอาจจะติดโดยการกิน โดยการหายใจเข้าทางจมูก

ในบ้านเราโรคเมลิออยโดซิสจะพบมากทางภาคอีสานที่ อุบลราชธานี ขอนแก่น พบสูงถึง 5 คนต่อประชากรแสนคน มีคนไทยป่วยมากถึงปีละ 2,000 รายต่อปี

อาการเฉียบพลันของโรคนี้จะพบที่ปอดมากกว่าอวัยวะอื่น แล้วจึงกระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ อาจจะพบลักษณะเป็นฝีในปอด หรือเชื้อกระจายไปทั่วๆ ปอด ซึ่งพบง่ายโดยการเอกซเรย์ บางรายอาจจะพบตุ่มโรคที่ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองโต

ในรายที่เป็นรุนแรง เชื้อโรคจากปอดกระจายเข้ากระแสเลือดทำให้โลหิตเป็นพิษ ซึ่งจะมีอาการรุนแรง จะมีอาการไข้สูง ไอ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ในรายที่เป็นเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว อาการของโรคจะรุนแรงมากขึ้นถึงหายใจหอบ ปวดศีรษะ หลงลืม เจ็บคอ ถ่ายท้อง ท้องร่วง มีตุ่มขึ้นตามลำตัว แขนขาจะมี Cyanosis คือมีอาการเขียวจากการขาดออกซิเจน มีอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปวดตามข้อมือ ข้อเท้า ตับโต ม้ามโต กล้ามเนื้อจะปวดและกดเจ็บ เอกซเรย์จะพบโรคนี้กระจายไปทั่วๆ ปอด แล้วในที่สุดก็จะกลายเป็นโพรงหนอง

อาการติดเชื้อในกระแสโลหิตของโรคนี้จะเป็นโรคที่รุนแรงมาก อาการจะเลวลงอย่างรวดเร็ว และจบลงด้วยหัวใจหยุดทำงาน ดังนั้นการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก จึงต้องมีความถูกต้องและเที่ยงตรง ซึ่งจุดรุนแรงถึงตายนี่แหละที่ทางอเมริกามีความสนใจมากที่จะนำเชื้อไปผลิตอาวุธชีวภาพตามคำเล่าลือกัน หรืออย่างน้อยที่สุดก็เอาไปศึกษาวิจัยหาทางรักษาและป้องกัน เผื่อไว้ว่าอาจจะโดนโจมตีด้วยอาวุธนี้ก็จะหาทางป้องกันได้ เพราะว่าขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน การแพร่ระบาดทำได้ง่าย และโอกาสติดต่อมีสูง อาจจะนำมาทำให้เชื้อแห้งเป็นผงแล้วโปรยทางอากาศได้

การศึกษาจากภาพถ่ายผิวหนัง เราจะเห็นโรคในระยะเรื้อรัง เป็นฝีที่ผิวหนัง และฝีที่อวัยวะอื่นๆ

การวินิจฉัย พิเคราะห์โรค จากประวัติคนไข้ที่มาจากภาคอีสาน มีอาการป่วยทางเดินหายใจ เหนื่อยหอบคล้ายวัณโรค หลักเกณฑ์การตรวจ แพทย์จะใช้การย้อมน้ำเชื้อเสมหะเพิ่มเติมจากเอกซเรย์ ก็จะพบเชื้อแบคทีเรีย เรียกว่า Gram-negative rods แล้วก็นำเอาไปเพาะเชื้อจะพบว่าเป็นแบคทีเรียชนิด P.Pseudomallei เชื้อโรคตัวนี้มีความต้านทานสูงต่อกรด ความร้อน ในสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมันก็ทนอยู่ได้

การรักษาโรคนี้คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ในบางรายที่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด…ระบายเอาหนองออก แต่ถ้ามีอาการโลหิตเป็นพิษ การรักษาต้องเข้มข้นรุนแรงมาก ยาปฏิชีวนะที่ใช้บ่อยคือ
  • แบคทริม
  • Imipenem
  • Cefootaxime
  • Amoxycillin
  • Ceftazidime ซึ่งอาจจะใช้ผสมกัน 2-3 ตัวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไข้ในบ้านเรานั้น เชื้ออาจจะดื้อยาแบคทริม ซึ่งเป็นยาซัลฟาที่เรากินกันเป็นประจำอยู่แล้ว
ในรายที่เป็นรุนแรงก็จำเป็นต้องใช้เป็นยาฉีดเข้ากล้ามหรือเข้าเส้นโลหิตต่ำ
ระยะเวลาในการกินยาปฏิชีวนะนั้น กินกันนานมาก ในรายที่ปอดติดเชื้อนี้เฉียบพลัน จะต้องกินยานาน 60-150 วัน ซึ่งถ้าตรวจเสมหะพบเชื้อก็จะต้องกินยาต่อไปอีกนานกว่านี้
ถ้าหากโรคนี้เป็นฝีนอกปอด การรักษาต้องกินยาปฏิชีวนะนานกว่านี้อีก อาจจะนาน 6 เดือน-1 ปี

โรคเมลิออยโดซิสนี้ คนป่วยส่วนมากจะรักษาให้หายได้ ถ้าหากมีการรักษาด้วยยาที่ถูกต้องเหมาะสม และนานพอจนครบคอร์สของการรักษา

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าโรคนี้เข้ากระแสเลือด (Septicemia) ก็จะทำให้มีอัตราการตายสูงมาก แม้ว่าจะให้ยาดีเพียงใดก็ตาม ดังนั้นการรักษาตั้งแต่เริ่มต้นที่ติดเชื้อในระยะแรกๆ จึงมีความสำคัญมาก ก่อนที่เชื้อโรคจะกระจายไปเข้ากระแสโลหิต แล้วทำให้โลหิตเป็นพิษ

ดังนั้นโดยสรุป ภาพรวมเรื่องโรคเมลิออยโดซิสที่เชื่อกันว่าจะมีผู้ก่อการร้ายหรือแม้แต่อเมริกาเอง จะเอาไปทำอาวุธชีวภาพเหมือนโรคแอนแทรกซ์หรืออีโบล่าก็น่าจะเป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะว่าเชื้อโรคหาง่ายมาก มีมากถึง 1,000 กว่าสายพันธุ์ เชื้อโรคทนทายาท เป็นง่าย รักษายาก ถ้าเข้ากระแสเลือดก็ตายง่าย ถ้าเข้าปอดหรืออวัยวะอื่นก็ต้องกินยาปฏิชีวนะดีๆ แพงๆ นานถึง 1 ปี ก็ทำลายเศรษฐกิจและสุขภาพอยู่ดี

สำหรับชาวนาอีสานของเรา ซึ่งยังต้องผจญกับโรคประจำท้องถิ่นอยู่นานแสนนาน แพทย์ไทยเราคงจะขะมักเขม้นช่วยกันหาทางตรวจรักษา และป้องกันโรค ให้ชาวนานของเราปลอดภัยจากโรคนี้


(update 6 พฤศจิกายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600