จากการสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานประมาณ 9 แสนคน
และราวครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองป่วยด้วยโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยจำนวนมากมีภาวะแทรกซ้อนทางไต ทางระบบประสาท ทางตา และแผลหรือปัญหาที่เท้า
สำหรับปัญหาของเท้าแล้ว นับว่ามีความสำคัญมากทีเดียว บ่อยครั้งถูกละเลยจนเกิดโรคลุกลาม
ทำให้พิการหรือเสียชีวิต
การติดเชื้อของแผลที่เท้า ถ้าดูแลรักษาไม่ดีตั้งแต่แรกจะกำเริบได้มากและนำไปสู่การตัดขาทิ้งเพื่อรักษาชีวิตไว้
ถึงกระนั้นบ้างรายก็ยังรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ครับ
"ใกล้หมอ" ฉบับนี้จึงขอเผยแพร่ความรู้เรื่อง "การดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน" สำหรับแฟนๆ ครับ
กลไกการเกิดโรค
เบาหวานทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสลับซับซ้อนหลายอย่างที่นำไปสู่ปัญหาที่เท้า
1. การเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท
2. การเปลี่ยนแปลงทางหลอดเลือดหรือเส้นเลือด
3. การเปลี่ยนแปลงทางระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
และยังมีปัจจัยเสี่ยงที่มาประกอบเพิ่มเติมอีก ได้แก่
1. ความผิดปกติในโครงสร้างของเท้า
2. ความผิดปกติของเล็บ
3. สิ่งแวดล้อมไม่ถูกสุขลักษณะ
4. การบาดเจ็บต่อเท้า รวมถึงที่เกิดจากรองเท้า
5. ภาวะขาดอาหาร
6. ภาวะร่างกายขาดน้ำ
7. โรคประจำตัวอื่นที่ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงหรือไม่สมบูรณ์
นอกจากนี้ผลของเบาหวานยังอาจทำให้เกิดความผิดปกติหรือพิการต่อเนื่องตามมาอีก
หรือเรียกว่าเกิดวงจรอุบาทว์ก้ได้
วงจรนี้จะหมุนไปซ้ำแล้วซ้ำอีก ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อระบบประสาทเสื่อมมีอาการชา
ความรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง ระบบหลอดเลือดเสื่อม เลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ ผิวหนังของเท้าบริเวณที่ถูกกดอยู่นานๆ
จะเกิดตาปลาหรือหนังด้าน กดต่อไปนานๆ ก็เกิดเนื้อตายและเป็นแผล เชื้อโรคสามารถเข้าสู่แผลและเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย
ราว 1 ใน 5 ของผู้ป่วยเบาหวานจะเคยเป็นแผลที่เท้าครับ และแผลที่เท้าก็เป็นสาเหตุหลักของการถูกตัดขา
และยังเป็นสาเหตุใหญ่ของการที่ต้องอยู่รักษาในโรงพยาบาลอีกด้วย
ราวร้อยละ 60-70 ของแผล เป็นผลมาจากพยาธิสภาพของระบบประสาท ร้อยละ 15-20
มาจากปัญหาทางหลอดเลือด ร้อยละ 15-20 มาจากสาเหตุอื่นๆ หลายสาเหตุร่วมกัน
ปัญหาต่อกระดูกและข้อ
การบาดเจ็บจากการใช้งานเท้าในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเบาหวาน
ซึ่งมีความเสื่อมทางประสาทและหลอดเลือดอยู่แล้ว จะทำให้เกิดการทำลายกระดูกและข้อของเท้าตามมา
กระดูกอ่อน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของข้อจะถูกทำลาย เกิดรอยร้าวในกระดูก
ในที่สุดข้อจะเคลื่อนจนเห็นได้ชัดว่า ผิดรูปผิดร่างไป
อาการบ่งบอก โดยทั่วไปอาการที่มาก่อนจะเป็นอาการทางระบบประสาทครับ
อาจปวดแปลบหรือรู้สึกแปลกๆ บริเวณเท้าและขาก่อน ต่อมาอาจปวดแสบปวดร้อน
ถ้าเป็นมากถูกสัมผัสที่เท้าเพียงเบาๆ ก็เกิดอาการปวดได้มาก
อาการชา จะเริ่มจากปลายเท้าก่อน และค่อยๆ สูงขึ้นมาเรื่อยๆ บางทีผู้ป่วยอาจไม่ได้สังเกตว่า
ตัวเองเท้าชา มาทราบเอาตอนแพทย์ตรวจก็มี
ประสาทสัมผัสเสื่อม ซึ่งระบบประสาทสัมผัสที่จะไปก่อน คือ ความรู้สึกสั่นสะเทือน
ต่อมาจึงเสียความรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกของการสัมผัส และความรู้สึกร้อน-เย็น
ประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเท้าเมื่อเสื่อมไปจะทำให้รูปร่างเท้าผิดไป เช่น นิ้วเท้าเก โก่ง งุ้ม
และมักเกิดตาปลาขึ้นตามจุดที่มีแรงกด
ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม จะแสดงออกด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
ผิวจะแห้งและแตก เนื่องจากเหงื่อออกน้อยลงหรือไม่ออกเลย
อาการปวดขาเวลาเดิน บ่งบอกถึงภาวะเลือดมาเลี้ยงขาไมพ่อ จากพยาธิสภาพของหลอดเลือดขนาดใหญ่
หากเป็นมากจะปวดอยู่ตลอดเวลา แม้ไม่ได้เดิน อาการปวดจะทุเลาเมื่อปล่อยเท้าห้อยลง
ให้สังเกตความแตกต่างไว้หน่อยครับ คือ ถ้าปวดขาเพราะขาดเลือดมาเลี้ยง ก็จะปวดแบบเจ็บมากๆ
แต่ถ้าปวดจากปลายประสาทเสื่อม จะปวดแบบออกร้อนและเป็นรุนแรงขึ้นเวลากลางคืน
ดูแลเท้าอย่างไรเพื่อป้องกันปัญหา
นอกจากจะต้องคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี คุมอาหาร ออกกำลังกาย
และรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอแล้ว ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ด้วย
- ตรวจเท้าทุกวัน ถ้าพบว่ามีอาการบวม แดง อักเสบ ติดเชื้อ ปวด ชา
หรือมีความรู้สึกผิดปกติที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้า ให้ปรึกษาแพทย์
- ล้างเท้าทุกวันด้วยน้ำและสบู่อย่างอ่อน ถ้าอากาศหนาว
อาจใช้น้ำอุ่นแต่ต้องตรวจสอบดูให้แน่ใจว่าน้ำไม่ร้อนเกินไป ถูด้วยผ้าหรือแปรงที่ขนอ่อนนุ่มเบาๆ
- เช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะตามซอกนิ้ว ให้ใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆ อย่าถู
- ทาผิว โดยเฉพาะบริเวณส้นด้วยครีมหรือโลชั่นทาผิว
- ถ้าเหงื่อออกที่เท้ามากให้โรยด้วยแป้งก่อนสวมรองเท้า
- ใช้ถึงเท้าที่เนื้อเรียบไม่มีตะเข็บข้างใน ไม่รัดแน่น ไม่ควรมีแถบยางยืดที่รัดปลายถุงเท้า
และควรเป็นถุงเท้าที่ใหญ่เลยนิ้วเท้าออกไปสักครึ่งนิ้ว
- เมื่อซื้อรองเท้าใหม่ควรเลือกชนิดหนังนิ่ม ไม่คับ ไม่บีบส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้า
ถ้าเคยมีปัญหากับรองเท้าอาจต้องวัดเท้า ตัดรองเท้า ควรลองสวมรองเท้าตอนบ่ายหรือเย็น
ซึ่งเท้าจะโต (บวม) กว่าตอนตื่นนอน เพื่อเลือกขนาดรองเท้าที่เหมาะสม
- การใส่รองเท้าใหม่ให้ค่อยๆ เริ่มใส่สลับกับคู่เก่า แรกๆ อาจใส่เพียง 1-2 ชั่วโมงดูก่อน
แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาให้มากขึ้น
- ตรวจดูภายในรองเท้าทุกวันอย่าให้มีเศษสิ่งแปลกปลอม กรวด ทราย
ซับในรองเท้าที่หลุดอาจทำให้เท้าบาดเจ็บได้
- ตัดเล็บเท้าด้วยความระมัดระวัง อย่าตัดหนังข้างเล็บ อย่าเซาะเล็บ
- เป็นหูดหรือตาปลาให้รีบปรึกษาแพทย์
- ให้แพทย์ตรวจเท้าเป็นระยะๆ หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ
นอกจากนี้ยังมีข้อควรหลีกเลี่ยง เพื่อการดูแลเท้าที่สมบูรณ์ คือ
- อย่าให้ช่างทำเล็บแคะเล็บหรือเซาะเล็บ (อย่าทำเองด้วยนะครับ)
- อย่าตัดหูด ตาปลา หรือหนังด้าน และอย่าใช้ยาอะไรไปกัด จนกว่าจะปรึกษาแพทย์แล้วว่าทำได้
- อย่าแช่เท้าในน้ำ
- อย่าใช้น้ำร้อน แผ่นร้อน กับเท้า อย่าใช้เครื่องนวดเท้า
- อย่าเดินเท้าเปล่า
- อย่าปิดพลาสเตอร์เหนียวหรือสารเคมี (ยา) ใดๆ บนผิวหนังของเท้า
- อย่าสวมรองเท้าเปียก
- อย่าให้เท้าถูกความเย็นจัดหรือร้อนจัด
- อย่าสวมรองเท้าแตะ
- อย่าสวมรองเท้าที่กัดหรือใส่รองเท้าที่ไม่สบายเท้า
- อย่าสวมรองเท้าโดยไม่สวมถุงเท้า
- อย่าสูบบุหรี่ เพราะมีผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดที่เท้า
- อย่านั่งไขว่ห้าง เพราะอาจกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเท้า
คุณคงเห็นความสำคัญและความละเอียดอ่อนในการดูแลเท้าแล้วนะครับ
ดูแลให้ดีเสียแต่แรกๆ แล้วจะไม่เสียเท้าแน่นอนครับ
(update 20 ตุลาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 7 สิงหาคม 2546 ]
|