การปลูกถ่ายไขกระดูกนั้น เป็นวิธีการรักษาที่ค่อนข้างยุ่งยาก
เนื่องจากต้องอาศัยเนื้อเยื่อไขกระดูกที่เข้ากันได้กับผู้ป่วยเท่านั้น จึงจะปลูกถ่ายได้
ประกอบกับขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การเก็บไขกระดูก การปลูกถ่าย ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยหลังการปลูกถ่ายนั้น
ก็มีมากเป็นพิเศษ
เราจึงควรทราบถึงอุปกรณ์เครื่องมือบางอย่าง หรือแม้แต่โรคที่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก
เพื่อประโยชน์กับท่านผู้อ่านหรือคนที่ใกล้ชิด
การเก็บไขกระดูกเพื่อใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้น นอกจากจะใช้การเจาะโพรงกระดูกเพื่อดูดไขกระดูก
ซึ่งจะเจ็บมากและต้องทำในห้องผ่าตัดเท่านั้น อย่าในอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันเมื่อวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น ก็มีวิธีการเก็บไขกระดูกที่สามารถลดอาการเจ็บปวดของผู้บริจาคลงได้คือ การใช้เครื่องเก็บไขกระดูก PBSCT
เครื่องเก็บไขกระดูก (Peripheral Blood Stem Cell Transplantation) คือ เครื่องแยกเซลล์
เพื่อแยกเก็บเฉพาะไขกระดูก และคืนส่วนที่เป็นเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดกลับคืนสู่ร่างกายผู้บริจาค
ลักษณะการทำงานของเครื่องจะคล้ายๆ กับเครื่องฟอกไต คือ เลือดจากร่างกายจะถูกดูดผ่านสาย
Double Lumen Catheter ซึ่งจะมี 2 สาย คือ สายหนึ่งนำเลือดจากร่างกายเข้าสู่เครื่องเพื่อแยกไขกระดูกเก็บไว้
ส่วนอีกสายหนึ่ง จะนำเลือดที่ผ่านการแยกเก็บแล้วกลับคืนสู่ร่างกาย
ระยะเวลาในการบริจาคจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขกระดูกว่าผู้บริจาคนั้นมีไขกระดูกมากน้อยเพียงไร
โดยจะต้องตรวจ CD-34 เพื่อดูจำนวนไขกระดูกก่อน แต่ส่วนใหญ่ระยะเวลาในการเก็บไขกระดูกจะอยู่ระหว่าง 2-8 ชั่วโมง
ก่อนที่จะมีการเก็บไขกระดูก ผู้บริจาคจะต้องได้รับการฉีดยากระตุ้นไขกระดูก
เพื่อให้ไขกระดูกออกมาที่กระแสเลือดมากขึ้น
สำหรับภาวะแทรกซ้อนของการเก็บไขกระดูกด้วยวิธีนี้คือ ผู้บริจาคอาจมีอาการมือชา มือเจ็บ
หรือปวดเมื่อยได้ ซึ่งแพทย์จะให้ยาช่วย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการให้แคลเซียม
สำหรับผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไขกระดูก ในระยะแรกจะต้องอยู่ในการติดตามดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
เพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อและโรคแทรกซ้อนอื่นๆ จนแน่ใจว่ามีความปลอดภัยระดับหนึ่งแล้ว
แพทย์ก็จะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ แต่ก็ยังต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามผล
กรณีที่ผู้ป่วยต้องเจาะแล้วดูดเลือดออกมาเพื่อตรวจวิเคราะห์หรือกรณีที่ต้องรับยา สารอาหาร
หรือเลือดบ่อยๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้สายยาง Hickman และ Hickman Port
เพื่อลดการเจ็บปวดเมื่อต้องเจาะเลือดหรือให้ยา
คือ เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยในการนำสารต่างๆ เช่น ยา สารอาหาร เลือดหรือสารที่อยู่ในเลือด
ผ่านเข้าสู่ร่างกายแทนการให้ทางเส้นเลือดดำส่วนปลาย ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องรับสารนั้นเป็นเวลานานๆ
หรือกรณีที่ต้องดูดเลือดออกมาเพื่อตรวจวิเคราะห์บ่อยๆ
แพทย์จะใส่สายยาง Hickman เข้าไปในเส้นเลือดที่เปิดเข้าสู่หัวใจ โดยจะเปิดแผลเล็กๆ บริเวณกระดูกไหปลาร้า โดยให้ปลายอีกด้านหนึ่งที่ผ่านใต้ผิวหนังออกมาทางหน้าอก แต่จะให้ปุ่มยึดสายยางอยู่ใต้ผิวหนัง เพื่อให้เนื้อเจริญของร่างกายเจริญมายึดสายยางไว้ไม่ให้เลื่อนหลุดจากตำแหน่งเดิม
ซึ่งหลังการผ่าตัดจะมีแผลเล็กๆ อยู่ 2 แผล คือ บริเวณกระดูกไหปลาร้าและบริเวณหน้าอก
ซึ่งแพทย์จะเย็บแผลให้ สำหรับบริเวณที่สายยางโผล่ออกมานั้น จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ส่วนการดูแลทำความสะอาดยางที่โผล่ออกมานั้น ขึ้นอยู่กับคำสั่งของแพทย์ว่าจะทำแผลด้วยวิธีใดบ่อยแค่ไหน
บางรายอาจต้องทำทุกวัน บางรายอาจทำทุกสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสารที่ให้
- โรคที่รักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
- Non-Hodgkin's lymphoma (NHL) มีหลายชนิดทั้งชนิดโตช้า และชนิดโตเร็ว ถ้าเป็นชนิดโตช้า
อาจไม่ต้องรักษาถ้าไม่มีอาการ หรืออาจใช้ยาเคมีบำบัดขนาดอ่อนๆ หรือฉายแสงเพื่อคุมการเติบโตของเนื้องอก ส่วนชนิดโตเร็วถ้าไม่รักษาจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องได้เคมีบำบัดขนาดสูง
- Hodgkin's disease (HD) สามารถรักษาให้หายได้โดยง่ายด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายแสงร่วมกับเคมีบำบัด
ทั้ง 2 ชนิดมีอาการเหมือนกัน คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ NHL อาจมีก้อนโตที่อวัยวะอื่นๆ ได้บ่อยกว่า
เช่น ลำไส้ ปอด สมอง เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจมีภาวะตับ ม้ามโตได้ เนื่องจากมะเร็งไปแทรกในอวัยวะทั้งสอง
หลังจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือฉายแสงแล้วหากได้ผล ตอบสนองที่ไม่ดี
แพทย์อาจพิจารณาทำการปลูกถ่ายไขกระดูก
การที่ต่อมน้ำเหลืองโตนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอย่างแน่นอน
แต่อาจจะเป็นโรคติดเชื้อธรรมดา วัณโรค โรคเอดส์หรืออื่นๆ ดังนั้น เมื่อตรวจพบอาการต่อมน้ำเหลืองโต
ควรมาพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการตรวจวิเคราะห์และรักษาที่เหมาะสม
โรคไขกระดูกฝ่อ (Aplastic anamia)
คือโรคที่ไขกระดูกมีความบกพร่องหรือผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว
และเกล็ดเลือด เมื่อเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และส่งถ่ายไปทั่วร่างกายมีน้อย
ก็จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเกล็ดเลือดที่มีน้อย ก็จะทำให้เลือดออกได้ง่าย และหยุดยาก
และเม็ดเลือดขาวน้อยทำให้ความต้านทานต่อโรคต่ำ
สาเหตุของโรค : เกิดจากการได้รับสารเคมีจากภายนอกร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นผู้ที่ได้รับสารเคมี
ประเภทยาฆ่าแมลง หรือพวกที่ทำอาชีพ Stuff แมลง ที่ต้องสัมผัสสารเคมีเป็นประจำ
การรักษา : ถ้าเป็นชนิด Aplastic anamia รุนแรง จะรักษาได้โดยการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น
ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ
ภูมิคุ้มกันเป็นระบบของร่างกายที่สร้างขึ้นเพื่อต้านทานโรค
สาเหตุ : เกิดจากการได้รับยาหรือสารเคมีบางประเภทเข้าไปในร่างกายเป็นระยะเวลานาน
ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุชนิดของสารเคมีได้ชัดเจน ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันผิดปกติ
การรักษา : ส่วนใหญ่แพทย์จะให้ยาเพิ่มภูมิคุ้มกัน หรือ ATG และหากยังไม่ได้ผล
ก็จำเป็นที่จะต้องรับการปลูกถ่ายไขกระดูก
(update 11 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2545 ]
|