
สมัยก่อน การตั้งครรภ์แฝดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ
แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียว ซึ่งมีอัตราการเกิดประมาณ 1 ใน 250 ของการคลอด
ไม่มีความแตกต่างในเชื้อชาติ อายุ
 |
|
ส่วนชนิดที่สองเป็นแฝดจากไข่สองใบและได้รับการปฏิสนธิพร้อมๆ กัน การตั้งครรภ์แฝดชนิดนี้
จะมีอัตราแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ กรรมพันธุ์ อายุมารดาและจำนวนบุตร
ช่วง 20 ปีมานี้ เมื่อมีการนำยากระตุ้นรังไข่มาใช้กันอย่างแพร่หลาย
รวมทั้งวิธีรักษาผู้มีบุตรยากด้วยการกระตุ้นรังไข่ให้ได้ไข่หลายๆ ใบ จากนั้นก็ทำกิฟต์
ทำซิฟต์หรือเด็กหลอดแก้ว วิธีเหล่านี้ได้ทำให้อุบัติการณ์ของการตั้งครรภ์แฝดขึ้นอย่างมากมาย
โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป |
ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 99 ของการตั้งครรภ์แฝดด้วยวิธีดังกล่าวเป็นการตั้งครรภ์แฝดที่เกิดจากไข่สองใบ
เช่น การทำเด็กหลอดแก้วที่ใส่ตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกสามตัวอ่อน จะทำให้มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์
ได้ประมาณร้อยละ 30-35 และเมื่อตั้งครรภ์แล้วโอกาสเกิดลูกแฝดมีสูงถึงร้อยละ 25
ซึ่งสูงกว่าอัตราการเกิดในธรรมชาติมาก
ท้องแฝด
เสี่ยงกว่าท้องเดี่ยว
ทีนี้เมื่อตั้งครรภ์แฝดแล้วจะมีปัญหาอะไรล่ะ เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มีบุตรยาก
เมื่อมารับการรักษาและเตรียมตัวที่จะใส่ตัวอ่อนมักพูดกับหมออยู่เนืองๆ ว่าขอลูกแฝด
จริงๆ แล้วการรักษาปัญหาผู้มีบุตรยาก หมอเองก็ต้องการให้ตั้งครรภ์ครั้งละ 1 คนเท่านั้น
ส่วนการตั้งครรภ์แฝดที่เกิดขึ้นเป็นเหตุบังเอิญที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด
เนื่องจากการตั้งครรภ์แฝดมีความเสี่ยงสูงมากกว่าปกติ
1. มีโอกาสแท้งลูกมากกว่าปกติ
2. โอกาสที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดสูงกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว
3. ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าปกติมาก (อายุครรภ์เฉลี่ยประมาณ 36 สัปดาห์เท่านั้น)
4. น้ำหนักทารกแรกคลอดน้อยมากเมื่อเทียบกับการตั้งครรภ์เดี่ยว
5. พบภาวะเติบโตช้าในครรภ์
6. ทารกในครรภ์ทั้งสองมีการเจริญเติบโตที่ไม่เท่ากัน ทำให้มีขนาดต่างกันมาก
หรือมีการถ่ายเทเลือดจากแฝดคนหนึ่งไปสู่แฝดอีกคนหนึ่ง
ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาการของทารกทั้งทางร่างกายและสมองที่ช้ากว่า
เมื่อเทียบกับทารกที่คลอดจากการตั้งครรภ์เดี่ยว
- ความเสี่ยงของแม่
จากการที่ต้องแบกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก คือ
1. ปวดหลัง
2. มือ เท้าบวม
3. ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์
4. ครรภ์เป็นพิษเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าปกติ
5. ภาวะเลือดจาง
6. เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
7. น้ำเดินก่อนเจ็บครรภ์คลอด พบได้เพิ่มขึ้น
ลูกแฝด กินอยู่อย่างไรในท้อง
เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แฝด เด็กในครรภ์ทั้งสองคนก็จะถูกในพื้นที่ที่จำกัด
ส่วนการได้รับอาหารก็จะถูกส่งผ่านสายสะดือเหมือนครรภ์ปกติ โดยเด็กจะได้รับปริมาณอาหาร
ตามขนาดของรกว่าอันไหนใหญ่กว่ากัน (เปรียบเทียบสายสะดือเหมือนกับช้อนตักอาหารสองคันที่มีขนาดต่างกัน
ปริมาณที่บรรจุอาหารก็จะต่างกันด้วย) เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ขนาดของทารกแฝดต่างกัน
ครรภ์แฝดต้องดูแล
เพราะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การดูแลรักษา ให้การวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ
เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ สามารถวินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์แฝดได้อย่างแม่นยำ
และแพทย์จะแจ้งให้แม่ตั้งครรภ์ทราบทันทีว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ต้องเตรียมตัว
และปฏิบัติตัวให้ดีที่สุดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและให้ผลการตั้งครรภ์ออกมาดีที่สุด โดย
1. กินอาหารที่มีคุณประโยชน์ ครบหมู่ และได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของร่างกาย
คือประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน ได้รับธาตุเหล็ก 60-100 มิลลิกรัมต่อวัน และต้องกิน กรดโฟลิก 1 มิลลิกรัมต่อวัน
เพื่อสร้างเม็ดเลือด
2. ควบคุมน้ำหนักให้ขึ้นอย่างช้าๆ สม่ำเสมอ รวมแล้วประมาณ 16 กิโลกรัมตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์
ซึ่งช่วยป้องกันภาวะบวมมือ เท้า ปวดตามข้อ และปวดหลัง
3. พักผ่อนหลับนอนอย่างเพียงพอ เช่น การนอนพักในช่วงกลางวัน
นอกจากนั้นการลดการทำงานที่ตรากตรำ ไม่เดินมากจนเกินไป การได้รับยาระงับการหดตัวของมดลูก
เพื่อป้องกันการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ระหว่าง 26-28 สัปดาห์เป็นต้นไป
ทั้งการได้อยู่ภายใต้การดูแลของสูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้โอกาสที่ครรภ์แฝดอยู่รอด
จนกระทั่งอายุครรภ์ 37 หรือ 38 สัปดาห์มีมากขึ้น เมื่อสามารถให้ทารกอยู่ในครรภ์ได้นานขนาดนั้น
ทารกก็จะมีน้ำหนักตัวมากพอ คือไม่ต่ำกว่า 2,500 กรัม ทำให้เมื่อคลอดออกมาแล้วก็สามารถดูแลได้
เหมือนกับทารกครบกำหนดจากการตั้งครรภ์เดี่ยว
การตั้งครรภ์แฝด ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้ครรภ์ครบกำหนด 40 สัปดาห์ เหมือนครรภ์เดี่ยว
เพราะมักจะมีปัญหารกเสื่อมก่อนเวลา หรือทารกมีภาวะเจริญเติบโตช้าในครรภ์อยู่แล้วจากการที่รกทำงานไม่สมบูรณ์
นอกจากนี้หากครรภ์ครบกำหนด ขนาดของมดลูกจะใหญ่มาก ทำให้โอกาสที่มารดาจะตกเลือดหลังคลอดมีสูงขึ้น
จึงพยายามให้ครรภ์แฝดคลอดเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 37 หรือ 38 สัปดาห์ สำหรับวิธีการคลอด
จะเป็นการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้องหรือการให้คลอดทางช่องคลอดขึ้นกับความเหมาะสม
และความชำนาญของสูติแพทย์ที่ให้การดูแลคนไข้รายนั้นๆ ครับ
(update 4 เมษายน 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 85 พฤศจิกายน 2545 ]
|