ทำงานเป็นหมอมา 20 ปี
รู้สึกเองค่ะ ว่าเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศของผู้หญิง สิบปีนี้เปลี่ยนไปจากสิบปีก่อนมาก
เช่น ผู้หญิงมีความกล้าที่จะเป็นฝ่ายรุก แทนที่จะเป็นฝ่ายรับเหมือนแต่ก่อน ผู้หญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศที่อายุน้อยลง
มีการอยู่กินกันก่อนแต่ง หรืออยู่กินกันโดยไม่แต่งงานมากขึ้น ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ หมอไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องไม่ดีนะคะ
เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ผู้หญิงในปัจจุบัน จึงเหมือนมีความกล้าหาญมากขึ้นทางเรื่องเพศ แต่ปัญหาหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ
กลับเป็นปัญหาที่ผู้หญิงเองไม่กล้าถาม โดยเฉพาะถ้าจะต้องไปถาม เพศตรงข้าม!
ปัญหาเหล่านี้ เดิมเสมือนเป็นเรื่อง "ปิด" ในสังคมไทย ปัจจุบันอันที่จริงก็ "เปิด" ไปมากแล้ว
มีคอลัมน์หนังสือพิมพ์ รายการทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ ตลอดจนฮ็อตไลน์ สายด่วนตอบปัญหาเรื่องเพศมากมาย
แต่กระนั้น ก็ยังมีคุณผู้หญิงอีกมาก ข้อใจ มีปัญหาคับใจและอยากหาทางออกที่เหมาะสม
น้องน้ำอ้อย วัยรุ่นอายุ 16 ปี ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
มาหาหมอหลายครั้งด้วยเรื่องปวดประจำเดือน วันหนึ่งเธอถามหมอว่า
" คุณหมอคะ ของๆ น้ำอ้อยนี้ผิดปกติหรือเปล่าคะ ?"
" ของ" ที่ว่านั้น คืออวัยวะเพศของน้องน้ำอ้อยเอง เธอมีความวิตกว่า มันจะใหญ่ไป สีคล้ำไป
เรื่องกลัวว่า "ของ" เล็กไป "ของ" ใหญ่ไปนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะผู้ชายอย่างเดียวนะคะ
" ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ค่ะ ปกติดี สีก็ปกติธรรมดา" หมอตอบ
แต่จากประสบการณ์ ร้อยละร้อยเมื่อตอบเช่นนี้
คนถามจะไม่หายข้องใจความในใจลึกๆ คือ
บางครั้งเธอไปเห็นของเพื่อน ของญาติพี่น้องหรือเห็นรูปจากหน้าหนังสือแล้ว
มันไม่เหมือนของเธอ
ตอนหลังนี้
หมอจึงเตรียมรูปภาพอวัยวะเพศของเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ไว้ให้ดูกันจะๆ เพื่อประกอบการอธิบายว่า
"ของ" ของเธอไม่ผิดปกติ วันนั้น
หมออธิบายให้น้องน้ำอ้อยฟังว่า
" น้องน้ำอ้อยคะ ผู้หญิงทุกคนมีอวัยวะเพศเหมือนกัน แต่ขนาดและสี อาจจะต่างกันไปบ้าง
แล้วแต่กรรมพันธุ์นะคะ ซึ่งไม่ผิดปกติแต่อย่างใด เหมือนคนเราก็ย่อมสวยไปคนละแบบนะคะ
อย่างคนผิวคล้ำ "ของ" ก็ย่อมมีสีคล้ำไปบ้าง เป็นเสน่ห์ของใครของมันนะคะ"
อธิบายประกอบรูปมักจะทำให้เข้าใจได้ง่ายคะ แต่ท่านผู้อ่านคะ
การโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์
ของธุรกิจเสริมความงามในปัจจุบันนั้น ทำให้เกิดความเชื่อและคล้อยตาม หมอเองคิดว่า
ประเภทต้องไปตัดแคม
สักหัวนม สักอวัยวะเพศ ให้เป็นสีชมพูนั้น
เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลย ทั้งเจ็บตัว เสียเงิน ดูผิดธรรมชาติไป
และ
ถ้าอยากจะให้กลับคืนมาเหมือนเดิม ก็ทำไม่ได้แล้ว
แต่งทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องตกแต่ง "ของ" นั้น เป็นเรื่องความพอใจส่วนตัวนะคะ หมอเองมีหน้าที่ให้ข้อมูลเท่าที่มีความรู้
และ แล้วแต่เจ้าของ "ของ" จะตัดสินใจเองนะคะ
น้องพลอย เด็กสาววัย 15 เรียนอยู่ชั้นม.3
มาหาหมอด้วยเรื่องขาดประจำเดือนสองเดือน เธอตรวจปัสสาวะด้วยตนเอง
พบว่าไม่ตั้งครรภ์ แต่ก็กังวล เพราะไม่อยากมีลูก เธอเองก็ไม่ปิดบังว่ามีแฟนเป็นตำรวจ
ซึ่งมีลูกมีเมียแล้ว ผลการตรวจปัสสาวะซ้ำพบว่าไม่ท้อง ผลการตรวจภายในพบว่าเป็นปกติดี
" น้องพลอยคุมกำเนิดอย่างไรคะ" หมอถาม
" กินยาคุมค่ะ" เธอตอบ
" กินยี่ห้ออะไร และกินอย่างไรคะ" หมอซัก เพราะยาคุมกำเนิดบางชนิด ทำให้ไม่มีประจำเดือน และบางคนชอบกินยาคุมกำเนิดแบบไม่หยุดกินและไม่กินเม็ดแป้งหรือที่เรียกกันติดปากว่าเม็ดเลือด
สาเหตุเหล่านี้ ทำให้ไม่มีประจำเดือนได้
" ยี่ห้อนี้ค่ะหมอ" เธอควักยาคุมกำเนิดขึ้นมาให้หมอดู ทั้งแผงหายไปแค่สีเม็ด และแต่ละเม็ดที่หายไป
ไม่ได้เรียงตามลำดับ
" อ้าว
ทำไมน้องพลอยกินไม่ต่อเนื่องกันละคะ"
" ค่ะ วันไหนนอนด้วยกัน พลอยก็กินหนึ่งเม็ด ไม่นอนก็ไม่กิน"
หมอถอนหายใจ ที่น้องพลอยกินยาคุมวิธีนี้
โชคดีที่ไม่ท้อง รีบอธิบายว่า
" น้องพลอยคะ ที่น้องพลอยยังไม่ท้องนั้น เพราะอายุน้อย ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ
จึงทำให้ขาดประจำเดือน
ส่วนการกินยาคุมแบบที่ว่านั้น น้องพลอยกินไม่ถูกวิธีนะคะ
ยาคุมกำเนิดเป็นแผงชนิดนี้ มี 28 เม็ด รวมเม็ดเลือดด้วย น้องพลอยต้องกินทุกวัน
นอนด้วยกันหรือไม่นอน ก็ต้องกินหนึ่งเม็ด จนกว่าจะหมดแผง หมดแผงหนึ่งแล้วก็กินแผงต่อไป
ไม่งั้นจะต้องตั้งครรภ์ได้นะคะ"
" ยาคุมนี้ต้องกินทุกวันหรือหมอ" น้องพลอยยังถามย้ำ
" ค่ะ และวันนี้ให้เริ่มเม็ดแรกของแผงใหม่เลย เป็นการป้องกันการตั้งครรภ์
และเมื่อหมดแผงประจำเดือนก็จะมาเป็นปกติ ที่สำคัญต้องกินทุกคืน คืนละเม็ด และกินตรงเวลา
เช่นสองทุ่ม ก็กินสองทุ่มตลอด อย่าลืมกินนะคะ" หมอตอบ
เรื่องยาคุมกำเนิดนั้น ไม่น่าเชื่อว่า เป็นเรื่องที่ผู้หญิงบางคนไม่กล้าถามใคร หมอเองเจอคนไข้หลายคน ที่ตั้งครรภ์เพราะกินยาคุมแค่หนึ่งเม็ดเฉพาะเวลามีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ที่แปลกอีกอย่างคือมีคนแก่ทั้งผู้หญิงผู้ชายหลายคน
กินยาคุมแบบย้อนลูกศร เพื่อรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหาร!
ซึ่งไม่อาจรักษาได้เลยตามเหตุผลทางวิทยาศาสตร์!
คุณกุหลาบ อายุ 23 ปี มีลูกหนึ่งคนแล้ว มาปรึกษาหมอ
เรื่อง กินยาคุมกำเนิดไม่ถูก... " ไม่ถูกนั้นเป็นอย่างไรนะคะ" หมอถาม
เงียบอยู่นาน
คุณกุหลาบจึงเงยหน้าบอกหมอว่า
" หมอ เห็นหมอเป็นผู้หญิงนะจึงบอก บอกตรงๆ เวลาหนูกินยาคุมกำเนิดทีไร ไม่มีอารมณ์ทางเพศเลย ตอนฉีดยาคุมกำเนิดไม่เห็นเป็นอย่างนี้
นี่มันเกี่ยวกับกินยาคุมกำเนิดไหมหมอ"
หมอขอดูยี่ห้อของยาคุมกำเนิด และบอกคุณกุหลาบว่า
" อาจเป็นไปได้ค่ะ เพราะยาคุมกำเนิดที่คุณกุหลาบกิน เป็นยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ
และไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศชายเลย คืออย่างนี้นะคะ
" หมอรีบอธิบายต่อ เพราะเห็นคุณกุหลาบขมวดคิ้ว
" ในร่างกายผู้หญิงเรานี้จะมีฮอร์โมนเพศชายอยู่เล็กน้อย ฮอร์โมนดังกล่าว ช่วยทำให้มีความรู้สึกทางเพศ
ส่วนยาคุมกำเนิดที่คุณกุหลาบกินนั้น มีฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศหญิง สำหรับฮอร์โมนเพศหญิงนั้น ผู้หญิงบางคนกิน
แล้วมีความรู้สึกทางเพศเพิ่มขึ้น บางคนกินแล้วเฉยๆ ไม่เปลี่ยนแปลง บางคนอารมณ์ลดลงดังคุณกุหลายนี่แหละค่ะ"
" มีวิธีแก้ไหมหมอ" เธอถาม
" ค่ะ ก็เปลี่ยนเป็นกินยาคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายเล็กน้อย หรือเปลี่ยนมาฉีดยาคุมกำเนิด
เหมือนที่คุณกุหลายเคยฉีดก็ได้ค่ะ" หมอแนะนำ
ตกลงคุณกุหลาบขอเปลี่ยนจากยากินมาเป็นยาฉีดคุมกำเนิดแทน
คุณกุลสตรี อายุ 40 ปี มีลูก 2 คน หลังคลอดเธอทำหมันไป
เมื่อลูกคนเล็กอายุ 1 ขวบ คุณกุลสตรี ได้ไปตรวจภายในประจำปี และตรวจหามะเร็งปากมดลูก
พบว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ แพทย์จึงได้นัดให้ไปส่องกล้อง รักษาโดยคว้านเอาปากมดลูกออก
หลังจากนั้น เธอมีความรู้สึกว่า ไม่พร้อมที่จะร่วมเพศ กังวล ไม่มีอารมณ์
แต่เธอรู้สึกว่า สามีมีความต้องการมาก แม้จะบอกอ้อมๆ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอเองก็ไม่กล้าห้ามปราม
ด้วยเกรงเขาจะหาทางออกโดยการไปมีผู้หญิงอื่น
" คุณกุลสตรีอยากให้หมอช่วยอย่างไรคะ" หมอถามตรงๆ หลังจากรับฟังปัญหา
" หมอคิดว่าฉันควรจะทำอย่างไรดีคะ" คุณกุลสตรีย้อนถาม
" คุณกุลสตรีได้คุยกับสามีตรงๆ บ้างหรือยังคะ" หมอถามต่อ คุณกุลสตรีตอบว่า
" ลองหลายครั้ง
เรื่องแบบนี้ พูดไม่ได้เลยค่ะหมอ ที่ฉันมาหาหมอนี่ พูดตรงๆ
ฉันอยากให้หมอจัดยาลดความต้องการทางเพศให้สามี ยาพวกนี้มีไหมคะหมอ
ส่วนเรื่องจะไปอธิบายกับเขาว่าเป็นยาอะไร ทำอย่างไรให้เขากิน ฉันจัดการเองค่ะ"
คุณกุลสตรีตอบหมอและถามต่ออย่างตรงไปตรงมา
ค่ะ
คุณผู้อ่านคะ ยาที่สามารถลดความต้องการทางเพศของผู้ชายนั้นมีจริงค่ะ เช่น ฮอร์โมนเพศหญิง
ฮอร์โมนนี้ลดความต้องการทางเพศในเพศชาย แต่มีผลไม่แน่นอนในเพศหญิง ผู้หญิงบางคนกินแล้วเพิ่มความต้องการ
บางคนกินแล้วลดความต้องการทางเพศ นอกจากนั้น ยานอนหลับบางชนิด ยารักษาโรคจิตโรคประสาทบางชนิด
ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ยารักษาโรคมะเร็งบางชนิด และยาลดกรดในกระเพาะอาหารบางชนิด
ก็สามารถลดความต้องการทางเพศได้ค่ะ
(update 15 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ]
|