9 เดือน ที่เปลี่ยนแปลง


ก่อนจะถึงเวลาที่ลูกน้อยจะได้ลืมตาดูโลกและทำความรู้จักมักคุ้นกับคุณแม่อย่างจริงจัง การดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ในทุกๆ เรื่องตลอดระยะเวลา 9 เดือน (ประมาณ 40 สัปดาห์) ในครรภ์มีความหมายต่อเจ้าตัวเล็กในท้องของคุณแม่มากมายนัก

ตลอดปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเขียนถึงเรื่องการเจริญเติบโตของทารกน้อยในครรภ์ ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนกระทั่งถึงช่วงครรภ์ครบกำหนด ทั้งนี้เพื่อให้คุณแม่ได้เห็นภาพ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของทารกน้อยในตัวมารดา รวมทั้งภาวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการตั้งครรภ์ เช่น ภาวะน้ำคร่ำผิดปกติ ภาวะครรภ์แฝด นอกจากนี้ยังได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้งเน้นอย่างมากเกี่ยวกับน้ำหนักตัวที่ควรจะเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ทารกที่มีสุขภาพดี มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม และมารดาน้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานและสามารถลดน้ำหนักหลังคลอดได้อย่างรวดเร็ว

หากคุณแม่ท่านใดที่ได้อ่าน ติดตามข้อเขียนดังกล่าวครบทุกฉบับและพยายามปฏิบัติตามก็จะพบว่า การตั้งครรภ์นั้นเป็นประสบการณ์ที่น่าเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่เพศหญิงเท่านั้นจึงจะพึงรับรู้ได้ และเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายให้ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์ได้ทราบได้

ผมใคร่ที่จะ ขอสรุปเรื่องเกี่ยวกับ 40 สัปดาห์ของทารกในครรภ์อีกครั้งหนึ่งว่า ส่วนที่น่าจะมีความสำคัญนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
1. อายุครรภ์จะมากกว่าอายุของทารกประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะอายุครรภ์นับจากวันแรกของรอบระดูครั้งสุดท้าย ส่วนอายุทารกจะน้อยกว่าอายุครรภ์ 2 สัปดาห์ เพราะนับจากวันที่ไข่ปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิ ซึ่งสตรีที่มีรอบระดูปกติจะใช้เวลา 2 สัปดาห์นับจากวันแรกของรอบระดูจนกระทั่งไข่ตก

2. การตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะสามารถให้ข้อมูลของการตั้งครรภ์ได้อย่างชัดเจน เกี่ยวกับขนาดและอายุของทารกในครรภ์ ความสมบูรณ์ จำนวนทารกในครรภ์ รวมทั้งภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก

3. ทารกในครรภ์จะมีการเต้นของหัวใจตั้งแต่อายุครรภ์เพียงประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งสามารถเห็นได้จากการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ ส่วนการดิ้นของทารกในครรภ์นั้น จะเริ่มขยับตัวตั้งแต่อายุครรภ์เพียงประมาณ 8-9 สัปดาห์ แต่การดิ้นของทารกที่จะดิ้น จนกระทั่งมารดาสามารถรู้สึกได้นั้นจะต้องถึงระยะครรภ์ 18 สัปดาห์ครึ่ง สำหรับครรภ์แรกและประมาณ 17 สัปดาห์สำหรับครรภ์หลัง

4. ทารกจะเริ่มได้ยินเสียงเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน หรือ 20 สัปดาห์ การให้ทารกได้รับฟังเพลงคลาสสิก (Classic music) เชื่อว่าจะช่วยในด้านการพัฒนาโครงข่ายของเซลล์สมอง ให้แตกแขนงออกและประสานกันเป็นอย่างดี ทำให้ทารกสามารถเรียนรู้สิ่งที่สลับซับซ้อนได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้พ่อและแม่พูดคุยกับทารกในครรภ์บ่อยๆ เพราะทารกในครรภ์จะสามารถได้ยินเสียง เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับเราพูดกับคนที่กำลังดำน้ำอยู่นั่นเอง ถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนกับที่เราพูดกันผ่านอากาศแต่ว่าทารกจะสามารถจดจำน้ำเสียง และท่วงทำนองการพูดของคุณพ่อคุณแม่ได้ การถ่ายทอดความรักผ่านการพูดคุย การเปิดเพลงคลาสสิกดังกล่าวจะช่วยให้ทารกมีพื้นฐานอารมณ์ที่หนักแน่นและมีความอบอุ่น

5. น้ำหนักตัวของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ที่เหมาะสมควรจะขึ้นระหว่าง 10-12 กิโลกรัม ตลอดการตั้งครรภ์ สำหรับระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้องอาจจะทำให้น้ำหนักตัวคงที่ หรือลดลงได้ถึง 2 กิโลกรัม แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์แต่ประการใด เพราะทารกจะใช้อาหารและพลังงานที่สะสมอยู่ในตัวมารดาซึ่งมีอยู่อย่างเพียงพอ เมื่อพ้นระยะแพ้ท้องแล้วมารดาจะเริ่มอยากอาหารและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ประมาณวันละ 300 แคลอรี น้ำหนักตัวควรเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 2 กิโลกรัม จนกระทั่งอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ หลังจากนั้นน้ำหนักตัวควรที่จะเพิ่มขึ้นช้าๆ ประมาณเดือนละ 1 กิโลกรัมจนกระทั่งครบกำหนดคลอด
หากสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ พบว่าอาการบวมแขนขา ชาและปวดมือ ท้องลาย ความดัน โรคพิษแห่งครรภ์จะลดลงมาก คุณภาพชีวิตในระหว่างตั้งครรภ์จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

6. ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และแคลเซียม เป็นสิ่งที่สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่มเติมระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากว่าไม่สามารถได้รับอย่างเพียงพอจากอาหาร ดังนั้นการที่สูติแพทย์จ่ายวิตามิน ที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นดังกล่าวข้างต้น จะช่วยให้การสร้างเม็ดโลหิตของมารดา และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนคำแนะนำที่ให้ดื่มนม ก็เพื่อเพิ่มปริมาณแคลเซียมให้กับร่างกาย อย่างไรก็ดี นมที่เลือกดื่มควรที่จะเป็นนมพร่องไขมันเนย เพราะจะได้ไม่ทำให้อ้วน

7. สุดท้ายสำหรับการคลอดนั้น ในปัจจุบันปรัชญาของการคลอดมีจุดมุ่งหมายที่จะให้มารดาปลอดภัย และทารกมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและสติปัญญา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับทารกได้ตั้งแต่ก่อนคลอด หรือระหว่างการเจ็บครรภ์คลอด ทางเลือกของการคลอดว่าจะเป็นการคลอดทางช่องคลอด หรือการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้องจึงขึ้นกับสถานการณ์และความเหมาะสม เหนือสิ่งอื่นใดเพื่อสุขภาพที่ดีของมารดาและทารกเป็นที่ตั้ง

ผมหวังว่าคุณพ่อคุณแม่ผู้อ่านคงจะได้รับสาระและความรู้จากข้อเขียนตลอดปีที่ผ่านมาพอสมควร และสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์อย่างแท้จริงนะครับ


(update 27 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กันยายน 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600