ท้อง…พร้อมไส้ติ่งอักเสบ!



คุณวงเดือนอายุ 24 ปี ตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 เคยตั้งครรภ์ครบกำหนดและคลอดปกติมาแล้วเมื่อ 4 ปีก่อน การตั้งครรภ์ครั้งนี้คุณวงเดือนเริ่มมาฝากครรภ์ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 12 สัปดาห์ จากการซักประวัติและตรวจร่างกายคุณหมอที่ดูแลไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร ได้แนะนำให้มาฝากครรภ์ต่อ คุณวงเดือนก็มาฝากครรภ์ตามนัดสม่ำเสมอดี

ขณะตั้งครรภ์ได้ประมาณ 8 เดือนเศษ คุณวงเดือนรู้สึกปวดเอวด้านขวา โดยเริ่มจากปวดน้อยๆ แล้วมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนี้มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วยเล็กน้อย ไม่รู้สึกว่ามีไข้ จึงไปซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง คุณวงเดือนทนรับประทานยาแก้ปวดอยู่ 2 วัน แต่อาการไม่ดีขึ้นจึงมาโรงพยาบาล

คุณหมอตรวจร่างกายพบว่ามีไข้เล็กน้อย แต่ชีพจรค่อนข้างเร็ว ตรวจเด็กในครรภ์พบว่า เข้าได้กับอายุครรภ์ 33 สัปดาห์ หรือประมาณ 8 เดือน เสียงหัวใจเด็กปกติ ตรวจหน้าท้องพบตำแหน่ง ที่คุณวงเดือนปวดมากที่สุดคือ บริเวณเอวด้านขวา กดบริเวณหน้าท้องไม่ตึงมาก จากการตรวจภายใน และตรวจทางทวารหนักพบว่าปกติ เมื่อเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า มีปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และตรวจปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ

จากการประเมินสภาพ คุณหมอไม่แน่ใจว่าคุณวงเดือนเป็นโรคอะไรแน่ แต่ค่อนข้างนึกถึงโรคไส้ติ่งอักเสบมากที่สุด จึงตัดสินใจแนะนำคุณวงเดือนว่าจำเป็นต้องผ่าตัดรักษา เพราะถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบแล้วไม่รีบผ่าตัดรักษาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คุณวงเดือนก็เข้าใจ และยินยอมให้คุณหมอผ่าตัด จากการผ่าตัดพบว่าไส้ติ่งของคุณวงเดือนมีการอักเสบอย่างรุนแรง และใกล้แตกแล้ว คุณหมอจึงได้ตัดออก

3 วันภายหลังการผ่าตัด คุณวงเดือนเริ่มมีอาการปวดบริเวณมดลูกและมีมูกเลือดออกทางช่องคลอด ตรวจดูพบว่ามดลูกมีการหดรัดตัวแล้ว และปากมดลูกเปิดประมาณ 4 เซนติเมตร ซึ่งแสดงว่าเข้าสู่ระยะเจ็บครรภ์คลอดแล้ว จำเป็นต้องปล่อยให้การคลอดดำเนินต่อไป ที่สุดก็คลอดลูกปกติในอีก 5 ชั่วโมงต่อมา เป็นเพศชาย น้ำหนักแรกคลอด 2,200 กรัม แต่หลังคลอดลูกของคุณวงเดือนหายใจไม่ค่อยดี กุมารแพทย์ต้องรับไว้ให้การดูแลรักษาที่หน่วยทารกแรกเกิด คุณวงเดือนและลูกสามารถกลับบ้านได้พร้อมกัน ภายหลังรับไว้ในโรงพยาบาลประมาณ 14 วัน

ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น
อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น


กรณีนี้เป็นตัวอย่างของคุณแม่ซึ่งโชคไม่ดี เกิดเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบขณะตั้งครรภ์ ก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในการวินิจฉัยและรักษาพอสมควร ถ้าเกิดโรคนี้ในขณะที่การตั้งครรภ์ยังไม่ครบกำหนด จะทำให้เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้เด็กที่คลอดออกมาเสี่ยงต่อปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะการหายใจ


ไส้ติ่งคืออะไร ?

ในระบบทางเดินอาหารของคนเรา จะเริ่มตั้งแต่ปากซึ่งมีหน้าที่รับอาหารที่รับประทานเข้าไป ต่อด้วยหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และลงเอยที่ทวารหนัก ซึ่งเป็นที่ขับถ่ายกากอาหารออกมาในรูปของอุจจาระ

อวัยวะเหล่านี้จะมีการต่อเชื่อมกันเป็นช่วงๆ แต่ที่น่าสนใจคือ บริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ จะมีส่วนของลำไส้ยื่นออกมาเป็นติ่งเล็กๆ จากบริเวณรอยต่อนั้น ลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับนิ้วมือของคนเรา ซึ่งคนส่วนมากรู้จักกันดีว่าคือ "ไส้ติ่ง"

ทำไมคนเราต้องมีไส้ติ่ง เป็นเรื่องที่วงการแพทย์ยังหาคำอธิบายไม่ได้ชัดเจน เพราะเราไม่ทราบว่าไส้ติ่งทำหน้าที่อะไร แต่ที่แน่ๆ สร้างปัญหาได้แน่นอน โดยเจ้าไส้ติ่งที่ว่านี้มีโอกาสที่จะมีเศษอาหารหรืออุจจาระเข้าไปอุดอยู่ได้ง่ายมาก และถ้าค้างคาอยู่นานก็จะทำให้เกิดการเน่าเสีย ทำให้ไส้ติ่งนั้นเกิดการอักเสบ บวมแดง เกิดเป็นหนองและแตกได้ ถ้าได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้


โรคไส้ติ่งอักเสบสำคัญอย่างไร ?

โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคยอดฮิตที่พบบ่อยมากที่สุด และเป็นที่คุ้นเคยกันมากที่สุดของคนทั่วไป เมื่อเทียบกับโรคทั้งหลายที่จำเป็นต้องรับการรักษาโดยการผ่าตัด ในแต่ละปีจะมีคนจำนวนไม่น้อยเลย ที่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดรักษาโรคนี้


อาการของโรคไส้ติ่งเป็นอย่างไร ?

คนที่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบจะมีอาการเริ่มจากปวดท้องทั่วๆ ไป และจะปวดมากบริเวณลิ้นปี่ หลังจากนั้นประมาณ 1-2 วัน ตำแหน่งที่ปวดท้องก็จะเลื่อนมาอยู่ที่บริเวณข้างขวาซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ของไส้ติ่ง ผู้ป่วยส่วนมากจะมีไข้สูงมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย


หมอจะตรวจพบอะไรบ้าง ?

จากการตรวจหน้าท้องพบว่าผู้ป่วยจะรู้สึกปวดมากถ้าคุณหมอกดมือลงไปที่บริเวณท้องน้อยข้างขวา และจะปวดมากขึ้นไปอีกเมื่อปล่อยมือจากการกด บางรายอาจสะดุ้งสุดตัวเลยก็มี เช่นเดียวกับการตรวจภายในหรือตรวจทางทวารหนักที่คนไข้จะรู้สึกเจ็บมาก เมื่อกดทางด้านขวา และเมื่อเจาะเลือดตรวจจะพบปริมาณเม็ดเลือดขาวขึ้นสูงมากกว่าปกติ


ไส้ติ่งอักเสบรักษาอย่างไร ?

โรคไส้ติ่งอักเสบจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก จะผ่าตัดโดยผ่านทางแผลที่หน้าท้อง หรือเจาะหน้าท้องส่องกล้องเข้าไปตัดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของคุณหมอผู้ผ่าตัดด้วย

ผลของการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคขณะที่ไส้ติ่งเพียงแต่อักเสบ ผลการรักษามักจะดีภายหลังการผ่าตัด แต่ถ้าไส้ติ่งเป็นก้อนหนองหรือแตกก็มักจะภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น การติดเชื้อกระจายไปทั่วท้อง ทำให้ลำไส้ส่วนอื่นมีการอักเสบร่วมด้วย ถ้ารุนแรงมาก การติดเชื้อกระจายเข้าหลอดเลือดอาจจะทำให้เสียชีวิตได้


ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นไส้ติ่งอักเสบ

จากการที่กล่าวถึงข้างต้น จะเห็นว่าแค่คนปกติเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบก็เสี่ยงต่ออันตรายมากพออยู่แล้ว แต่ถ้าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เกิดเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบก็จะยิ่งก่อปัญหามากขึ้นไปอีก เนื่องจากการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบขณะตั้งครรภ์ทำได้ค่อนข้างยากมาก


ทำไมไส้ติ่งอักเสบในคนท้องจึงวินิจฉัยยาก ?

ดังได้กล่าวแล้วว่าตำแหน่งปกติของไส้ติ่งจะอยู่บริเวณท้องน้อยข้างขวา แต่ในคนที่ตั้งครรภ์ ไส้ติ่งจะถูกมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดันขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงขึ้นจากเดิม ทำให้ตำแหน่งที่ปวดไส้ติ่งในคนท้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าเป็นโรคนี้ขณะตั้งครรภ์อ่อนหรือครรภ์แก่ ตำแหน่งที่เปลี่ยนไปนี้ บางครั้งทำให้แยกยากว่าอาการปวดท้องของผู้ป่วยเป็นจากไส้ติ่งที่อักเสบ หรือจากโรคอื่น เช่น กล้ามเนื้อบริเวณเอวอักเสบ หรือจากไตอักเสบ จะเห็นว่าคุณวงเดือนเองก็มีอาการปวดที่บริเวณเอว แทนที่จะปวดบริเวณท้องน้อย ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการที่ไส้ติ่งถูกดันเลือดขึ้นไปข้างบนนั่นเอง

ในคนท้องมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งเป็นอาการที่เหมือนกับที่เกิดจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ทำให้บางครั้งทั้งคุณหมอและคุณแม่เข้าใจผิดว่าอาการดังกล่าวเป็นอาการของคนตั้งครรภ์ตามปกติ และลืมนึกไปว่าอาจเกิดจากโรคไส้ติ่งอักเสบได้

ขณะไม่ตั้งครรภ์ เวลาเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบผู้ป่วยมักจะมีไข้สูง แต่ในคนท้อง ไข้อาจไม่ขึ้นสูงก็ได้ ทั้งนี้เป็นผลจากฮอร์โมนที่สร้างขึ้นขณะตั้งครรภ์ไปกดไม่ให้ไข้ขึ้น จะเห็นได้ว่าคุณวงเดือนเองก็มีเพียงไข้ต่ำๆ เท่านั้น

จากการตรวจหน้าท้องในคนที่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ หน้าท้องมักจะตึง และกดเจ็บมากบริเวณไส้ติ่ง และยิ่งตอนปล่อยมือจากการกดก็จะยิ่งปวดมาก แต่ในคนท้องการตรวจพบจะไม่ชัดเจนเหมือนที่กล่าว บางรายอาจกดเจ็บเพียงเล็กน้อย และหน้าท้องไม่ตึงมากด้วย ผลดังกล่าวเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมน ที่สร้างจากการตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน

การตรวจทางทวารหนักและการตรวจภายใน จะพบว่าคนที่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ มักจะมีอาการเจ็บเวลาคุณหมอใช้นิ้วดันไปทางด้านขวาของทวารหนักหรือของช่องคลอด แต่ในคนท้องอาจตรวจแล้วผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บเลย ทั้งนี้เพราะไส้ติ่งถูกดันขึ้นไปสูง เลยตำแหน่งที่จะถูกกดหรือดันด้วยนิ้วมือขึ้นไปแล้ว

สำหรับการตรวจเลือดก็เช่นเดียวกัน ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่มีโรคไส้ติ่งอักเสบก็จะพบว่า ปริมาณเม็ดเลือดขาวจะขึ้นสูงได้อยู่แล้ว ถ้ามีไส้ติ่งอักเสบเกิดขึ้นปริมาณเม็ดเลือดขาวจะเพิ่มได้เช่นกัน ทำให้บอกได้ยากว่าปริมาณเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องปกติในคนท้อง หรือเป็นความผิดปกติจากการเป็นไส้ติ่งอักเสบ


รักษาอย่างไรในคนท้อง

โรคไส้ติ่งอักเสบในคนท้องจะวินิจฉัยให้แน่ชัดได้ค่อนข้างยาก ทำให้บางครั้งคุณหมอที่ดูแลรักษา อาจลังเลใจที่จะผ่าตัดทันที เพราะการผ่าตัดในคนท้องไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการดมยาสลบในคนท้อง ทำได้ยากกว่าคนปกติทั่วไป นอกจากนี้ลูกในท้องก็เสี่ยงต่อการได้รับยาสลบด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คุณหมอส่วนมากมักมีข้อเตือนใจกันว่า ถ้าสงสัยโรคไส้ติ่งอักเสบในคนท้องให้ผ่าตัดทันที แม้ว่าผลการผ่าตัดจะไม่เป็นโรคนี้ ก็ดีกว่าเป็นโรคนี้แล้วไม่ได้รับการผ่าตัด เพราะโอกาสเสียชีวิตของคุณแม่มีได้สูงมาก จากการกระจายของการติดเชื้อไปทั่วช่องท้อง

การผ่าตัดไส้ติ่งในคนท้องก็เหมือนกับในคนปกติ คือการตัดไส้ติ่งออก เพียงแต่จะผ่าตัดได้ยากกว่า เพราะมีมดลูกซึ่งมีขนาดใหญ่มาปิดกั้นบริเวณที่จะผ่าตัด ทำให้ต้องดันมดลูกหรืออาจกระทบกระทั่งกับมดลูกขณะผ่าตัดได้


ไส้ติ่งอักเสบมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร ?

คุณแม่ที่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดปัญหาแท้งบุตรได้ ถ้าโรคนี้เกิดในระยะตั้งครรภ์อ่อนๆ แต่ถ้าโรคนี้เกิดขึ้นในระยะหลังของการตั้งครรภ์ ก็อาจทำให้เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ซึ่งผลดังกล่าวอาจจะเกิดจากตัวโรคเองหรือจากการผ่าตัดก็ได้ จะเห็นได้ว่าคุณวงเดือนเองก็ประสบปัญหาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดด้วยเช่นกัน และทำให้ลูกต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นเวลานานกว่าเด็กปกติเนื่องจากการหายใจที่ไม่ดีพอ

ในรายที่คุณแม่มีอาการของโรคที่รุนแรง เนื่องจากมาพบคุณหมอช้าปล่อยจนไส้ติ่งแตก และเชื้อโรคกระจายออกไปในช่องท้องแล้ว อาจทำให้ลูกในท้องมีการติดเชื้อและเสียชีวิตได้ครับ


ข้อเตือนใจ

ไส้ติ่งอักเสบแม้จะเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ง่ายในคนปกติทั่วไป แต่ไม่ง่ายเลยในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ดังนั้นถ้ามีอาการดังนี้
  • ปวดบริเวณด้านขวาไม่ว่าจะที่ท้องน้อย เอว หรือชายโครงอยู่ตำแหน่งเดียวโดยไม่หาย แม้ว่าจะปวดไม่มากก็ตาม
  • มีอาการไข้ คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วยควรรีบไปพบคุณหมอโดยเร็ว อย่าชะล่าใจเพราะอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบได้

(update 3 เมษายน 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 8 ฉบับที่ 85 พฤศจิกายน 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600