คุณหมอใหม่ ตอน : ที่ห้องคลอด


ในสมัยที่ดิฉันเป็นแพทย์ฝึกหัดนั้น…ความนิยมคลอดลูกที่ไหน…เป็นยุคก้ำกึ่ง ระหว่างแพทย์โบราณและแผนปัจจุบัน คนไข้ส่วนหนึ่งยังนิยมคลอดที่บ้าน กับหมอตำแย เมื่อคลอดไม่ออก…กว่าจะมาถึงโรงพยาบาล ก็แทบแย่แล้ว

ตอนนั้นจึงเป็นเรื่องตื่นเต้น ที่เห็นคนไข้นอนรถเข็น เข็นวิ่งเข้ามาในห้องคลอด ขณะเลือดไหลย้อยเป็นทาง…เห็นสายสะดือเด็กต่อออกมาจากบ่วงผ้าถุง ผูกตรึงกับท่อนไม้ขนาดใหญ่

คนไข้คนนี้ คลอดที่บ้าน เด็กปลอดภัย แข็งแรงดี แต่รกไม่ออกและเหตุที่ต้องตรึงสายสะดือ หรือที่เรียกว่าสายรก ไว้กับท่อนไม้เพราะ…"กลัวรกบิน"

ความเชื่อของชาวบ้าน คือ เมื่อรกคลอดไม่ออก มันจะบินขึ้นทำให้มารดาแน่น หายใจไม่ออก และถึงแก่ความตาย ต้องตึงไว้ไม่ให้บิน

จริงๆ ก็มีส่วนถูก เพราะ…คนไข้รกไม่ออก มักตายเพราะการตกเลือด การดึงรกไว้ให้ตึง อาจทำให้เลือดตกจากโพรงมดลูกน้อยลง

เมื่อคนไข้มาถึงโรงพยาบาล หลังจากให้น้ำเกลือ ให้เลือดอย่างรวดเร็ว จนอาการคนไข้ดีขึ้นบ้าง แพทย์รุ่นพี่ ก็จะสอนให้ล้วงรก

วิธีล้วงรก ไม่ยาก คือใส่มือของเราผ่านช่องคลอดเข้าไปในโพรงมดลูกทั้งมือ และค่อยๆ แซะเอารกออก ฟังดูไม่ยาก…แต่เป็นเรื่องเจ็บปวด ทรมานสุดขีดของคนไข้ คนไข้บางรายที่ความดันโลหิตไม่ต่ำเกินไปถือว่าโชคดี เพราะหมอจะให้ยานอนหลับ และยาแก้ปวดช่วย แต่บางรายตกเลือดมากต้องล้วงรีบด่วน และอาการคนไข้ก็หนัก บางทีก็ต้อล้วงกันสดๆ นอกจากคนไข้เจ็บดิ้นไปมา มือของหมอในโพรงมดลูก ก็ต้องเกร็ง ถูกบีบทุกทิศทาง ขณะที่ต้องล้วงแซะรกออกมาให้ได้ทันเวลา เพื่อช่วยชีวิตมารดา!

หลายครั้งหลายคราว ก็มีรถเข็นวิ่งเสียงดึงตึงๆ เข้าห้องคลอด คนไข้ที่นอนบนรถเข็นมีเลือดไหลย้อย หน้าซีดเผือด เด็กทารกตายคาช่องคลอด คาเฉพาะตัว! แต่หัวติดคาอยู่ข้างใน!

ลักษณะแบบนี้ คือการคลอดเด็กทารกที่อยู่ผิดท่า เป็นเด็กท่าก้น…คลอดโดยเอาก้นออกมาก่อน
ก้นของเด็กทารก เล็กกว่าหัว หัวจึงติดอยู่ข้างใน…หมอตำแยเอาเด็กออกไม่ได้
เมื่อมาถึงห้องคลอด ถ้าหมอสามารถทำคลอดหัวเด็กที่ตายไปแล้ว หรือใช้คีมช่วยคลอดคีบออกได้ ก็เป็นเรื่องดี แต่บางทีทำคลอดก็ไม่ได้ ใช้คีมคีบก็ไม่ออก เพราะการที่หัวทารกติด… ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหัวใหญ่กว่าอุ้งเชิงกรานของแม่!

สมัยนั้น การเอาหัวเด็กออก เมื่อใช้คีมคีบไม่สำเร็จนั้น…เป็นวิธีที่หวาดเสียวมาก
การเอาเด็กติดหัวออก นิยมใช้…หัตถการทำลายเด็ก
เครื่องมือทำลายเด็ก ประกอบไปด้วย เครื่องตัด เครื่องเจาะ เครื่องดูด เหล็กที่ปลายเป็นขอ เลื่อย กรรไกรชนิดพิเศษ ฯลฯ
วิธีทำก็คือใช้เครื่องเจาะ เจาะทะลวงเข้าไปตรงท้ายทอยเด็กที่ตาย ให้ไขสันหลังและสมองไหลออก บางทีทะลวงไม่ได้ ก็คีบชิ้นส่วนของกะโหลกออกทีละชิ้น
เมื่อสมองและไขสันหลังทะลักออกอย่างน่าสยดสยอง กะโหลกยุบลง หัวเด็กก็หลุดออกมาได้

ปัจจุบันเครื่องทำลายเด็กเหล่านี้ ไม่มีที่ใช้แล้ว ถูกนำเข้าไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เครื่องมือการแพทย์โบราณหมด เพราะเป็นหัตถการอันตราย! บางทีทะลวงเข้าไป ไม่โดนตัวเด็กอย่างเดียว…แต่ไปโดนอวัยวะต่างๆ ของแม่ เช่นโดนลำไส้ กระเพาะปัสสาวะโดนเส้นเลือดที่สำคัญฉีกขาด จนมารดาถึงแก่ความตายตามทารกไปก็มี

สมัยก่อน การผ่าคลอด แม้จะปลอดภัย แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมทั้งคนไข้และญาติ
การตัดสินใจผ่าคลอดเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อ คลอดไม่ออก…สุดความสามารถของหมอ หรือสุดแรงเบ่งของคนไข้…
ผิดกับสมัยนี้…สมัยนี้ถ้าคลอดยาก คลอดไม่ออก ส่วนใหญ่ก็นำไปผ่าคลอดกันหมด และที่ยังไม่ทันปวดคลอด ขอผ่าคลอดตามฤกษ์ยาม ความสะดวก ก็มีถมเถไป

ความสามารถของหมอในสมัยนั้น อย่างหนึ่งคือ การใช้คีมหรือเครื่องดูดสุญญากาศ ช่วยดึงหรือดูดเด็กทารกออกมา เมื่อการคลอดยากลำบาก
คีมช่วยคลอดเป็นคีมขนาดยาวเป็นฟุต ตัวคีม (Blade) มีทั้งชนิดเป็นโลหะตัน และช่องรูปไข่
คีมมีหลายชนิด แบ่งตามการใช้ เช่นบางชนิดใช้คีบหัวเด็กใกล้คลอดที่อยู่ต่ำในอุ้งเชิงกราน บางชนิดใช้คีบหัวเด็กที่อยู่กลางอุ้งเชิงกรานหรือคีบหัวเด็กที่อยู่สูงกว่าอุ้งเชิงกราน

ส่วนเครื่องดูดสุญญากาศ ประกอบด้วยถ้วยดูด (cup) และเครื่องปั๊มสุญญากาศ วิธีใช้ ใช้ถ้วยดูด ดูดหัวเด็กทารก มีสายต่อจากถ้วยดูด ให้หมอออกแรงดึง
ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ มีอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งเรียนแพทย์จบมาจากประเทศอังกฤษ พวกเราเรียกท่านว่า อาจารย์หม่อม ท่านเป็นคนที่ชำนาญและนิยมใช้คีมช่วยคลอดมาก ท่านสอนการใส่คีมช่วยคลอด ด้วยท่าทีเหมือนจอมยุทธ์ คือนั่งใส่ ยืนใส่ หันหลังใส่ ไขว้แขวนใส่ แต่ท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์ และไม่ยอมรับ…อาจารย์แพทย์ที่จบมาจากอเมริกา วิจารณ์ว่าการใส่คีมนั้นาอันตรายมาก อาจทำให้ทารกตายได้ ควรใช้เครื่องดูดสุญญากาศดีกว่า

ความรู้ปัจจุบัน บอกว่า ไม่ว่าคีมช่วยคลอด หรือการใช้เครื่องดูดสุญญากาศ ก็มีอันตรายทั้งนั้น

คีมช่วยคลอด มักทำให้มีการฉีกขาดของช่องคลอด และเสียเลือดมาก ส่วนเครื่องดูดสุญญากาศนั้น ทำให้หัวทารกบวม มีเลือดออกภายใน มีจุดเลือดออกในจอตา และทารกตัวเหลือง
ปัจจุบัน การใช้คีมช่วยคลอด และการใช้เครื่องดูดสุญญากาศยังมีที่ใช้อยู่ แต่ให้เลือกใช้ เฉพาะหัวเด็กที่อยู่ต่ำมาก กำลังจะใกล้คลอด และแรงเบ่งมารดาไม่พอเท่านั้น

ปัญหาของการคลอดที่บ้านที่สำคัญอีกอย่าง คือการตัดสายสะดือเด็กทารกที่คลอดออกมา ด้วยผิวไม้ไผ่ แม้หมอตำแยบางคนทันสมัยใช้มีดโกน…ก็ยังไม่สะอาดพอ…ทำให้เด็กติดเชื้อบาดทะยัก ตายไปหลายราย แต่…ไม่ว่าเด็กจะเป็นอะไรตายชาวบ้านสมัยนั้นก็จะบอกว่า "เป็นลมตาย"

จนตอนหลัง มีผู้ใหญ่ในกระทรวง จัดโครงการ อบรมหมอตำแยทำไปได้หลายรุ่น… แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไป ข้อมูลข่าวสารทันสมัยมากขึ้น คนก็เลิกคลอดที่บ้านไปเอง โรคบาดทะยักในเด็กทารกแรกเกิดน้อยลงไปเรื่อยๆ

ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้หมู่บ้านปราศจากบาดทะยักในเด็กแรกเกิด ถึงกับให้ลงโทษตัดเงินเดือนเจ้าหน้าที่อนามัย ถ้ามีโรคบาดทะยักในทารกแรกเกิด เกิดที่หมู่บ้านในเขตรับผิดชอบ…ขนาดนั้นทีเดียว!
และความสำคัญของหมอตำแย ก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ…
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะคิดอย่างนี้…
ไม่กี่เดือนก่อน…มีคนไข้อายุ 45 ปี ท้องที่ 7 มาคลอดที่โรงพยาบาลพิจิตร คุณแม่รายนี้ให้ประวัติว่า 6 ท้องก่อนคลอดบ้านหมด (ลูกเหลืออยู่สามคน อีกสามคน เป็นลมตายไปหมด)

ปัจจุบันนี้ ทุกโรงพยาบาลกำลังทำการพัฒนาคุณภาพ จึงมีการสอบถามคนไข้ ถึงสาเหตุที่เลือกโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นที่ทำคลอด
ดิฉันเองกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะเข้าใจว่า เธอมาคลอดเพราะได้ยินชื่อเสียงของโรงพยาบาล แต่คำตอบของเธอ ทำให้ดิฉันแทบจะหงายหลัง ไม่อยากเชื่อหูตนเอง…เพราะเธอตอบว่า
" ไม่ได้อยากมาคลอดที่โรงพยาบาล แต่ต้องมา เพราะหมอตำแยที่ทำคลอดให้เพิ่งตายไป!"

กลับมาที่ห้องคลอดโรงพยาบาลพุทธชินราช…ทำงานอยู่ที่นั่นไม่นาน ดิฉันก็เริ่มคุ้นเคย แต่ถึงกระนั้น เมื่อเห็นคนไข้มาคลอดทีไร ดิฉันมักรู้สึกว่า การจะเป็นแม่คนนั้นช่างยากลำบากแสนเข็ญ
กว่าชีวิตน้อยๆ ชีวิตหนึ่งจะเกิดมาได้ คนเป็นแม่ต้องผ่านความเสี่ยงและทุกข์ทรมาน ไม่รู้เท่าไร!
แต่คนเป็นแม่ทุกคนก็ยินยอม…
ความรักนี่เอง…ทำให้คนเป็นแม่เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูกได้…

เย็นวันหนึ่งเมื่อก้าวเท้าออกจากตึกหลังคลอดอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับนายต้น ซึ่งมักจะติดสอยห้อยตาม …ใจดิฉันก็ต้องเต้นแรง เพราะชายคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าประตูด้วยรอยยิ้ม ดิฉันทักเขาก่อนด้วยเสียงเบาๆ ว่า " พี่เอก มาจากเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ส่งข่าวมาบอกน้องก่อน ?"

(update 8 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600