การเดินทางเยือนยุโรปของข้าพเจ้าเมื่อหลายเดือนก่อน ทำให้ข้าพเจ้าเกิดจินตนาการหลากหลาย
มนุษย์เรานี้ช่างมีความสามารถพิเศษอย่างหาที่สุดมิได้ แต่ก็มีความโหดร้ายอย่างมากมายเช่นกัน
หากใครได้ไปเห็นสิ่งปลูกสร้างที่มหานครเวียนนา กรุงปรากและเมืองบูดาเปสแล้ว ก็จะเห็นด้วยว่า
จินตนาการในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมต่างๆ นั้น ช่างวิจิตรบรรจงจริงๆ
แต่
สิ่งปลูกสร้างที่เห็นนี้เป็นเพียงซากแห่งอารยธรรมที่หลงเหลือจากการทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์เท่านั้น
คงไม่มีวันที่คนยุคปัจจุบันจะเนรมิตรขึ้นมาได้อีก
การที่เราได้เห็นสิ่งใดในปัจจุบัน บางครั้งก็อาจทำให้เรานึกจินตนาการวาดภาพหรือนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
เช่นเดียวกับเมื่อคุณศศิธร คนไข้ของข้าพเจ้าที่มาตรวจหลังคลอด พอเห็นหน้าเธอ ข้าพเจ้าก็นึกถึงเรื่องราวของ
ภาวะน้ำคร่ำเกิน (Polyhydramnios) ที่เกิดขึ้นกับเธอ
ความหมายของภาวะน้ำคร่ำเกิน คือ การที่คนท้องมีน้ำคร่ำมากกว่า 2-3 ลิตร
ซึ่งมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 1 ของสตรีตั้งครรภ์ แต่จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า
เราไม่พบจำนนมากขนาดนั้น นานๆ จะพบสักรายหนึ่ง ที่สำคัญคือ จำนวน 1 ใน 3 มีความสัมพันธ์กับทารกพิการ
โรคเบาหวานในมารดา และครรภ์แฝด
คุณศศิธร อายุ 41 ปี ตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากแท้งบุตรเองเมื่อ 1 ปีก่อน ขณะท้องได้ 3 เดือน
ประวัติการฝากครรภ์ของเธอนั้นมีมากมาย เนื่องจากคุณศศิธรมาฝากครรภ์ตั้งแต่ 7 สัปดาห์ และมาตรวจตามนัดทุกครั้ง
ตอนอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ เธอได้รับการตรวจอัตราซาวนด์ พบว่าทารกมีขนาดเท่ากับอายุครรภ์
มีรกเกาะทางด้านหลังและปริมาณน้ำคร่ำปกติ พออายุครรภ์ 16 สัปดาห์ คนไข้ได้รับการแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำ
เนื่องจากอายุเกิน 35 ปี แต่เธอปฏิเสธ
การปฏิเสธการเจาะน้ำคร่ำครั้งนี้ ส่งผลให้คุณศศิธรต้องพบกับเหตุการณ์อันไม่น่าพิสมัย
ในช่วงปลายของการตั้งครรภ์และหลังคลอด ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าการเจาะน้ำคร่ำนั้นคุ้มค่ากับการเสี่ยงหรือไม่ ?
การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis) คือ การใช้เข็มขนาดยาวประมาณ 5 นิ้ว เจาะผ่านผนังหน้าท้องทะลุเข้าไปในมดลูก
และถุงน้ำคร่ำ แล้วดูดเอาน้ำคร่ำประมาณ 20 มิลลิลิตร ออกมาส่งตรวจเพื่อเพาะเลี้ยงและศึกษาโครโมโซม
(หน่วยพันธุกรรมของมนุษย์) ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากผิดปกติก็ทำแท้งเอาทารกพิการออกมาแต่เนิ่นๆ
โดยไม่ต้องรอให้ความพิการปรากฏแล้วค่อยมาแก้ไข ซึ่งจะเกิดความยุ่งยากค่อนข้างมาก
แต่การเจาะน้ำคร่ำ ก็ใช่จะมีแต่ข้อดี ข้อเสียก็มีไม่ใช่น้อย เช่น แท้งบุตร มดลูกติดเชื้อ ถุงน้ำคร่ำรั่ว
ปลายเข็มแทงถูกร่างกายทารก หรือแม้กระทั่งทารกตายก็มีมาแล้ว ซึ่งอัตราการตายของทารก
จากการเจาะน้ำคร่ำพบได้ประมาณ 1 ต่อ 260 หรือร้อยละ 0.5
ครั้งนั้นคุณศศิธรปฏิเสธการเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis) หลังจากได้รับทราบข้อดีข้อเสียของการเจาะน้ำคร่ำ
เธอยินยอมที่จะเสี่ยงกับผลเสียที่อาจเกิดขึ้น การเติบโตของครรภ์คุณศศิธรเป็นตามปกติ น้ำหนักของเธอขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ตอนอายุครรภ์ 27 สัปดาห์ คุณศศิธรได้รับการเจาะเลือดทดสอบภาวะเบาหวานด้วย การให้กินน้ำตาล 50 กรัม
แล้วเจาะเลือดหลังจากนั้น 2 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าเธอไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวาน
เหตุการณ์ที่น่าสนใจเริ่มขึ้นตอนอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ เมื่อพยาบาลห้องฝากครรภ์ตรวจพบว่า
ยอดมดลูกของคุณศศิธรอยู่สูงถึงยอดอก (4/4 เหนือระดับสะดือ) แต่เนื่องจากตอนนั้นไม่ได้มีการปรึกษาสูติแพทย์
ทุกสิ่งทุกอย่างจึงผ่านไปโดยไร้การสืบค้นถึงสาเหตุ พออายุครรภ์ 37 สัปดาห์ คนไข้มีอาการอึดอัดแน่นท้องมาก
จึงมาตรวจที่แผนกฉุกเฉิน แพทย์เวรได้ตรวจอัลตราซาวนด์และได้ให้การวินิจฉัยเบื้องต้นว่า
เธอเป็นภาวะน้ำคร่ำเกิน (polyhydramnios) หลังจากอธิบายให้คนไข้เข้าใจแล้ว ก็ให้คนไข้กลับบ้าน
หลังจากนั้น คุณศศิธรก็ได้รับคำแนะนำจากสูติแพทย์ที่แผนกฝากครรภ์มาโดยตลอดว่า
ทารกอาจมีปัญหาความพิการ ซึ่งคณะแพทย์ผู้ดูแลกำลังปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรต่อไปดี
พออายุครรภ์ได้ 42 สัปดาห์ คุณศศิธรได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์เป็นครั้งที่ 5 ระหว่างที่ดูอัลตราซาวนด์
สูติแพทย์ 3 ท่าน พยายามตรวจอย่างช้าๆ เพื่อค้นหาความผิดปกติจากตัวทารกและปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางออก
" ส่วนหัวของลูกคุณศศิธรโตตามปกติ (ครบกำหนด) แต่อายุครรภ์เมื่อเทียบกับกระดูกขา (Femur)
และเส้นผ่าศูนย์กลางรอบท้อง (Abdominal circumference) เทียบได้เพียงอายุครรภ์ 33 สัปดาห์
กระเพาะปัสสาวะของลูกคุณมีน้ำปัสสาวะอยู่ภายใน แสดงว่าไตทำงานได้ดี แต่ที่พวกเราพยายามสังเกต
คือ ส่วนกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งพบว่ามีอากาศและเศษอาหารอยู่ภายใน แสดงว่าหลอดอาหาร
ซึ่งติดต่อกับกระเพาะและลำไส้ น่าจะไม่ตัน หรือหากจะตันก็เป็นเพียงบางส่วน (partial obstruction)
อย่างไรก็ตาม การที่มีน้ำคร่ำจำนวนมากเช่นนี้ อาจหมายถึงลูกของคุณมีความพิการแต่กำเนิด
พรุ่งนี้เราจะทำการผ่าตัดคลอดให้ หากมีสิ่งที่เกินความคาดหมาย คุณก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วย "
ข้าพเจ้าและสูติแพทย์อีก 2 ท่าน ช่วยกันพูดกับคุณศศิธร
เพราะเรามีความจำเป็นที่จะต้องบอกกับคนไข้ตั้งครรภ์ทุกคนให้ทราบ
ก่อนเวลาที่คาดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นเสมอ
วันนั้น คุณศศิธรได้รับการตรวจสภาพทารกด้วยการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเด็กโดยไม่ได้รับกระตุ้นใดๆ (Non stress test)
ซึ่งลูกคุณศศิธรตอบสนองได้ดี ไม่มีปัญหา (Reactive) สำหรับข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดครั้งนี้ คือ แม่อายุมากตั้งครรภ์แรก
อายุครรภ์เกินกำหนดและภาวะน้ำคร่ำเกิน (Old age pregnancy with postterm and polyhydramnios)
ที่ห้องผ่าตัด ทุกคนทั้งพยาบาลและกุมารแพทย์ได้เตรียมการณ์อย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าผ่าตัดลงมีดผ่านชั้นต่างๆ
ของผนังหน้าท้องคนไข้ไปอย่างช้าๆ พอถึงตัวมดลูก ก็กรีดมีดที่มดลูกส่วนล่างตามแนวขวางเหมือนการผ่าตัดคลอดทั่วๆ ไป
แต่พอถุงน้ำคร่ำแตก น้ำคร่ำก็ไหลเอ่อล้นออกมาอย่างมากมาย เหมือนน้ำที่ไหลหลากจากอุทกภัย ข้าพเจ้าใช้มือขวาล้วงเข้าไปในโพรงมดลูกและรีบคว้าจับขาข้างหนึ่งของลูกคุณศศิธรทันที
เพราะช่วงนั้นเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงท่าทางอยู่เรื่อยๆ หากไม่รีบจับขาเด็กไว้ก่อน
เด็กอาจหมุนตัวจนกลายเป็นท่าขวางที่มีแผ่นหลังเป็นส่วนนำ (Dorsoinferior) ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทำคลอดอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ทารกน้อยได้รับการทำคลอดแบบท่าก้นอย่างปลอดภัย เมื่อข้าพเจ้าเห็นทารกน้อย
และพิจารณาจากลักษณะภายนอก ก็นึกว่าปกติ จึงพูดออกมาด้วยความดีใจว่า " โชคดีเหลือเกินเด็กไม่พิการ"
แต่สักครู่หนึ่ง กุมารแพทย์ได้หันมาบอกกับข้าพเจ้าว่า " ส่วนท้องของเด็กค่อนข้างแฟบ (แบนราบ)
พอใส่สาย NG- tube เข้าไปในรูจมูก ปรากฏว่า สาย NG- tube เข้าไปในหลอดลมแสดงว่า เด็กมี T-E fistula
เดี๋ยวผมจะส่งไปที่ ไอ.ซี.ยู. ทารกแรกเกิดนะครับ" ข้าพเจ้าพยักหน้า ตอบรับด้วยไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ความผิดปกติที่หลอดอาหาร (T-E fistula) ของลูกคุณศศิธรตามที่กุมารแพทย์ว่านั้น เป็นความผิดปกติที่เกิดจากหลอดอาหารส่วนล่างต่อเชื่อมกับท่อทางเดินหายใจเพียงบางส่วน
(Trecheo-Esophageal fistula, partial type)
ทำไมข้าพเจ้าจึงบอกว่า หลอดอาหารต่อเชื่อมกับท่อทางเดินหายใจเพียงบางส่วน
ทั้งนี้ก็เนื่องจากในกระเพาะอาหารของลูกคุณศศิธรมีอากาศ และลำไส้ก็มีของเสียอยู่ภายใน
(เห็นจากการดูด้วยอัลตราซาวนด์) หากหลอดอาหารต่อเชื่อมกับท่อทางเดินหายใจทั้งหมด (complete type)
กระเพาะอาหารจะไม่มีอากาศและลำไส้จะไม่มีของเสียอยู่ภายใน
3 วันถัดมา ลูกคุณศศิธรได้รับการผ่าตัดปิดรอยเชื่อมต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะ
โดยศัลยแพทย์ ข้าพเจ้าช่วยได้ก็แต่ภาวนาให้ทารกน้อยปลอดภัยเท่านั้น
ไม่น่าเชื่อ!! บัดนี้เวลาผ่านไปกว่า 2 เดือนแล้ว ทารกน้อยยังมีชีวิตอยู่ โดยไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
แต่ต้องได้รับน้ำเกลือและออกซิเจนทางจมูกตลอดเวลา ทารกมักนอนอยู่ในท่าขดตัว และมีการเคลื่อนไหวน้อยมาก
นัยน์ตาของหนูน้อยไร้แววแห่งความสดใส รูปร่างผอม ตัวเล็ก มีน้ำหนักเพียง 2030 กรัม
น้อยกว่าตอนแรกคลอด (2,060 กรัม) เสียอีก
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่สบายใจอย่างยิ่งสำหรับลูกคุณศศิธรคือ โครโมโซมของหนูน้อยจากการตรวจเลือดหลังคลอด
เป็น Trisomy 18 นั่นหมายถึงว่า ลูกคุณศศิธร จะเติบโตเป็นเด็กปัญญาอ่อนและมีความผิดปกติอีกหลายอย่าง
ที่สำคัญคือ อายุของเขาจะไม่ยืนยาว
หรืออาจยืนยาวได้ถึง 30 ปี หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจเกิดขึ้นเลย
ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนสร้างความลำบากใจอย่างมากให้กับพ่อแม่ผู้ดูแล
หากว่า ศศิธรได้รับการเจาะน้ำคร่ำเมื่ออายุครรภ์ 16 สัปดาห์ เพื่อไปตรวจโครโมโซมของลูก
เรื่องราววันนี้คงไม่เกิดขึ้น เพราะคุณศศิธรคงได้รับการทำให้ครรภ์สิ้นสุดไปแล้วด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
ธรรมชาติได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์อย่างมากมาย แต่ก็ซ่อนความเลวร้ายแทรกอยู่ มนุษย์เป็นสิ่งวิจิตรบรรจงที่สุด
เท่าที่มีอยู่ในโลก แต่ก็มีความบกพร่องซ่อนไว้ หากมนุษย์มีญาณรู้ล่วงหน้าว่า ใครจะเป็นคนพิการหรือชั่วร้ายโหดเหี้ยม
ก็คงมีการทำลายไปแล้วตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่เมื่อเราให้เขากำเนิดมา เราสมควรยอมเสียเวลาอบรมบ่มนิสัย
เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นสิ่งล้ำค่า มิฉะนั้น เขาก็อาจกลายเป็นซากเดนของสังคมด้วยเหตุที่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันนั้น
มีสิ่งเลวร้ายปนเปื้อนอยู่ค่อนข้างมาก
(update 28 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 10 ตุลาคม-11พฤศจิกายน 2545 ]
|