เคยมีสามีคนไข้รายหนึ่งพูดกับข้าพเจ้าว่า
" การคลอดโดยวิธีธรรมชาตินั้น มีมานานเป็นแสนๆ ปี ทำไมคนท้องจำนวนมากมายจึงไม่เลือกคลอดแบบธรรมชาติ
ซึ่งน่าจะปลอดภัยและเหมาะสมกับคนมากที่สุด"
ข้าพเจ้าหยุดคิดนิดหนึ่ง แล้วตอบกลับไปว่า " จริงๆ ก็เป็นเช่นที่คุณพูดนั่นแหละ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี
การที่คนเราจำเป็นต้องคลอดโดยวิธีอื่นที่ไม่ใช่วิธีธรรมชาตินั้น เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องช่วงที่กำลังจะคลอด
เช่น ทารกอยู่ในท่าขวาง เป็นต้น"
การคลอดทารกท่าขวางเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ตามวิธีธรรมชาติ นอกจากทำไม่ได้แล้ว หากชักช้า
ทารกในครรภ์อาจตายได้จากการที่สายสะดือถูกกดทับ
เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา มีคนไข้รายหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าได้ทำการผ่าตัดคลอดให้
เรื่องราวของเธอน่าตกใจไม่ใช่น้อย คนไข้สตรีรายนี้ชื่อ คุณสุรินทรา อายุ 25 ปี ตั้งครรภ์แรก
เธอเป็นคนภาคใต้ อยู่แถวจังหวัดสุราษฎร์ธานี พี่สาวของคุณสุรินทราเป็นเพื่อนสนิทของข้าพเจ้า
จึงต้องให้การเอาใจใส่เป็นพิเศษ
คุณสุรินทรามาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่ออายุครรภ์ค่อนข้างมาก คือ 7 เดือนหรือ 28 สัปดาห์
เดิมเคยฝากครรภ์ที่ต่างจังหวัดระยะหนึ่ง และเพิ่งย้ายตามสามีเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ตอนนั้นข้าพเจ้าได้ตรวจร่างกาย
และตรวจอัลตราซาวนด์ พบว่า ความสูงของมดลูกเท่ากับ 30 เซนติเมตรเมื่อวัดจากหัวเหน่า ทารกมีขนาดพอๆ กับอายุครรภ์จากการวัดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่างใบหูของทารกทั้งสองข้าง ลูกสุรินทราเป็นเพศชาย
แข็งแรงดี ส่วนรกเกาะอยู่ทางด้านบนของมดลูก น้ำคร่ำมีปริมาณและลักษณะทั่วไปปกติดี
จากนั้น ข้าพเจ้าได้นัดคุณสุรินทรามาตรวจครรภ์ทุก 2 สัปดาห์ ซึ่งไม่พบว่า มีปัญหาอะไร
น้ำหนักตัวคุณสุรินทราเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ ตอนอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ เธอมีมดลูกแข็งตัวบ้าง
เป็นบางครั้ง หลังจากได้รับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ ปัญหาดังกล่าวก็หมดไป
ขณะที่อายุครรภ์ได้ประมาณ 38 สัปดาห์ วันหนึ่งเวลาตอน 5 ทุ่มเศษ คุณสุรินทรามีน้ำเดินออกมาทางช่องคลอด
จึงเดินทางไปโรงพยาบาลตำรวจ และถึงที่นั่นประมาณ 12 นาฬิกา พี่สาวของเธอได้ติดต่อมาหาที่บ้านในระหว่างเดินทาง
ข้าพเจ้าจึงตามไป
ระหว่างที่ข้าพเจ้าเดินทางมา ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์เข้าไปสอบถามพยาบาลห้องคลอดว่า " คุณสุรินทราเป็นอย่างไรบ้าง"
พยาบาลห้องคลอดตอบว่า " หมอ
เด็กไม่ใช่ท่าหัวนะ น้ำคร่ำที่ออกมาก็มีสีเขียวข้นด้วย (Meconium)"
การที่น้ำคร่ำมีสีเขียวปน แสดงว่า เด็กถ่ายขี้เทาออกมา เนื่องจากขาดออกซิเจน อันมีผลให้หูรูดของก้นคลายตัว
อุจจาระเด็กจึงไหลออกมาและปะปะในน้ำคร่ำ หากน้ำคร่ำมีสีเขียวข้นมาก ย่อมหมายถึงว่า
ทารกขาดออกซิเจนมานานและอยู่ภาวะอันตรายอย่างยิ่ง
" อย่างนั้น ก็ช่วยติดต่อทางห้องผ่าตัดว่า ผมจะเข้าไปทำผ่าตัดคลอดเดี๋ยวนี้เลยนะ
อีกประมาณ 10-15 นาที ผมคงเดินทางไปถึง" ข้าพเจ้าสั่งการพร้อมกับขอให้ทางฝ่ายพยาบาลห้องคลอด
ส่งคนไข้ที่ห้องผ่าตัดทันที
ที่ห้องผ่าตัด ข้าพเจ้าลงมีดและผ่าตัดชั้นต่างๆ ของผนังหน้าท้องคุณสุรินทราอย่างรวดเร็ว เนื่องจากว่า
เป็นกรณีที่ทารกอยู่ในภาวะอันตราย การที่เด็กไม่อยู่ในท่าหัว ย่อมทำให้หัวเด็กไม่ลงมาสู่อุ้งเชิงกราน
และส่วนนำไม่ปิดทางออกของน้ำคร่ำ ซึ่งจะทำให้น้ำคร่ำไหลออกจากโพรงมดลูกตลอดเวลา ไม่นานนัก
น้ำคร่ำก็จะหมด อันมีผลให้สายสะดือถูกกดทับและเด็กเสียชีวิตทันที
เมื่อผ่าตัดเปิดมดลูกส่วนล่างเข้าไป ปรากฏว่า ลูกคุณสุรินทรานอนขดตัวอยู่ในท่าขวาง
โดยมีส่วนนำเป็นแผ่นหลัง หรือกล่าวง่ายๆ คือ ส่วนหลังของเด็กอยู่ใกล้บริเวณปากมดลูก
และช่องคลอดมากที่สุด (Dorso-Inferior) นั่นเอง กรณีเช่นนี้ ย่อมเป็นการยากในการใช้มือล้วงเข้าไปจับขาเด็ก
ซึ่งเป็นเทคนิคในการทำคลอดทารก เนื่องจากเด็กจะขวางมือของสูติแพทย์
ยามผ่าตัดทำคลอดปกติ เวลาลงมีดบนตัวมดลูกนั้น สูติแพทย์ทุกคนจะลงมีดบริเวณมดลูกส่วนล่าง
ในลักษณะเป็นแนวขวาง (Horizontal) ส่วนกรณีที่ตรวจพบทารกอยู่ในท่าขวางและทราบล่วงหน้าว่า
ทารกเอาแผ่นหลังเป็นส่วนนำ (Dorso-Inferior) การลงมีดบนตัวมดลูกอาจเปลี่ยนเป็นแนวตรง (Low vertical)
เพื่อสะดวกในการล้วงมือเข้าไปจับขาเด็กและทำคลอดแบบท่าก้น
" แย่แล้ว
ผมจับขาเด็กไม่ได้" ข้าพเจ้าอุทานอย่างไม่รู้ตัว จึงพยายามล้วงมือเข้าไปในโพรงมดลูก
และควานหาขาลูกคุณสุรินทรา 2 ครั้ง 2 ครา เมื่อทำไม่สำเร็จ ก็ต้องเปลี่ยนวิธี
" ส่งกรรไกรให้หน่อย ผมจะเปิดแผลตรงกลางเป็นรูป inverted T"
ข้าพเจ้าพูดสั่งการให้กับพยาบาลผู้ช่วย หลังจากนั้น จึงผ่าตัดเปิดแผลในลักษณะ ตัว T หัวกลับ
คือ ใช้กรรไกรตัดบริเวณกลางรอยแผลผ่าตัดด้านบนของมดลูก เมื่อลงมีดตอนแรก พอเปิดขยายแผลเป็นแนวยาวตรง
เป็นมุมฉากขึ้นไปได้ระดับหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ใช้มือขวาล้วงเข้าไปในโพรงมดลูกจับขาลูกคุณสุรินทรา พอจับขาได้ข้างหนึ่ง
ข้าพเจ้าค่อยๆ ดึงออกมาอย่างช้าๆ จนเห็นสะโพกและต้นขาอีกข้างหนึ่ง จึงทำคลอดขาข้างที่สอง หลังจากนั้น
การทำคลอดลำตัวและส่วนหัวของเด็ก ก็เป็นไปอย่างง่ายดาย สิ่งสำคัญที่ข้าพเจ้าต้องเตือนใจตัวเองอยู่เสมอ
คือ ใจเย็นๆ ค่อยๆ ดึงขาข้างที่จับได้ก่อนและทำคลอดส่วนขาข้างนั้นอย่างช้าๆ มิฉะนั้น ขาเด็กจะหัก ถ้าเป็นไปได้ ข้าพเจ้าจะล้วงมือเข้าไปควานหาจับขาเด็กไว้ทั้งสองข้างตั้งแต่อยู่ในโพรงมดลูกแล้วค่อยๆ ดึงออกมา
การทำคลอดส่วนที่เหลือจะง่ายกว่าวิธีจับขาข้างเดียวเสียอีก
ลูกคุณสุรินทราคลอดออกมาเมื่อเวลา 00.39 นาฬิกา เป็นทารกเพศชาย แข็งแรงดี น้ำหนัก 2,800 กรัม
และคะแนนความสามารถแรกคลอด 7, 8, 10 คุณสุรินทรานอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 วันก็กลับบ้านพร้อมบุตร
โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ
ข้าพเจ้ามีโอกาสทำคลอดทารกท่าขวางหลายครั้ง ทำให้มีประสบการณ์มาก แต่แม้มีประสบการณ์
ข้าพเจ้าก็หวั่นใจทุกครั้งที่ผ่าตัดทำคลอดทารกท่าขวาง เพราะเด็กแรกคลอดตัวบอบบาง
การจับการดึงส่วนแขนขาต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก ดังที่เคยมีข่าว ปรากฏทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
"ต้นขา (Femur) ของทารกหัก จากการทำคลอดท่าก้น" ซึ่งการรักษาต้องใช้เวลานานพอสมควร
สำหรับกรณีของลูกคุณสุรินทรา พอผ่าตัดเปิดมดลูกส่วนล่าง แขนลูกคุณสุรินทราก็โผล่ออกมาก่อน
ข้าพเจ้าค่อยๆ จับแขนเด็กงอตามแบบธรรมชาติ ยัดใส่กลับเข้าไป พอล้วงมือเข้าไปในโพรงมดลูกและควานหาขาเด็ก
ก็ไปจับเอาแขนเด็กอีกข้างหนึ่งออกมา ข้าพเจ้าค่อยๆ จับยัดเข้าไปใหม่ จากนั้นจึงตัดสินใจเปิดขยายแผลผ่าตัดรูปตัว T หัวกลับ
ซึ่งจำเป็นต้องเปิดแผลให้กว้างพอสมควร ข้าพเจ้าถึงล้วงมือเข้าไปจับขาของลูกคุณสุรินทราและทำคลอดได้ในที่สุด
นั่นคือความยากลำบากของการทำคลอดทารกท่าขวาง
หลังคลอด ข้าพเจ้าได้เข้าไปอธิบายถึงการคลอดให้คุณสุรินทราและสามีรวมทั้งพี่สาวของเธอด้วย
โดยพูดถึงความจำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น สำหรับแผลผ่าตัดรูปตัว "T กลับหัว" บนตัวมดลูก
ข้าพเจ้าได้ตรวจดูภายหลังทำคลอดรกและมดลูกหดตัวแล้ว คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาหากตั้งครรภ์ที่สอง
อย่างไรก็ตาม คุณสุรินทราเว้นระยะการมีลูกออกไปอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้มดลูกกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง
อนึ่ง เรื่องร้ายๆ มักจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว กรณีทารกท่าขวางที่เกิดกับคุณสุรินทราซึ่งเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิท
นับเป็นตัวอย่างที่ดี หากข้าพเจ้าเดินทางไปถึงโรงพยาบาลช้ากว่านี้สักชั่วโมง ลูกคุณสุรินทราอาจอยู่ในสภาพที่แย่มากหรือเสียชีวิต เพราะน้ำคร่ำไหลออกจากโพรงมดลูกเกือบหมดแล้ว ข้าพเจ้าจึงเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่ง ประกอบกับได้สั่งสมประสบการณ์มานานหลายปี
จึงทำให้สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แม้จะตื่นเต้นระทึกใจอย่างมากก็ตาม ใครที่มีจินตนาการดี คงนึกวาดภาพได้ว่า การจับ การดึงรั้ง การล้วงมือเข้าไปคลำหาขาของทารกน้อยที่ลำตัวพับซ่อนอยู่ในที่แคบๆ ย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างมากมาย ตอนนั้นลูกคุณสุรินทราแสดงอาการขาดออกซิเจนด้วยการถ่ายขี้เทาออกมาจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม
คงเป็นด้วยข้าพเจ้าทำบุญมามาก ทุกสิ่งทุกอย่างจึงลงเอยด้วยดี ถึงบัดนี้ข้าพเจ้ายังขนลุกซู่อยู่เลยเมื่อนึกถึงการทำคลอดครั้งนี้
การเผชิญหน้ากับทารกท่าขวางในครรภ์ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือพบโดยบังเอิญ สูติแพทย์มีโอกาสพบทารกท่าขวางได้บ่อยๆ
เวลาทำคลอดทารกคนที่ 2 ของครรภ์แฝด ไม่ว่า การคลอดนั้นจะเป็นการคลอดโดยวิธีธรรมชาติหรือผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง ดังนั้น จึงต้องเตรียมพร้อมเสมอเมื่อเจอครรภ์แฝด สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ทันทีที่คลอดทารกคนแรกออกไป ข้าพเจ้าจะคลำหา
และจับขาข้างใดข้างหนึ่งของทารกคนที่ 2 บนถุงน้ำคร่ำในขณะที่ถุงน้ำคร่ำยังไม่แตก จากนั้น ถึงจะเจาะถุงน้ำคร่ำ
และทำคลอดทารกคนที่ 2 ออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก
เรื่องราวของทารกท่าขวางเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจและไม่ประมาท
สูติแพทย์อาจพลาดในการวินิจฉัยเบื้องต้น แต่นั่น
ยังไม่สำคัญเท่ากระบวนการผ่าตัดและทำคลอด
ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความนุ่มนวลในการจับดึงขาทารกน้อย
ความจำเป็นในการช่วยเหลือดูแลผู้คน เช่น หมอ นักผจญเพลิง/อุทกภัย ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเมตตาจิต
มิตรไมตรี โชคและประสบการณ์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าโชคดี ผลลัพธ์ก็เป็นที่ชื่นชม แต่ถ้าโชคร้าย ผู้ที่เราช่วยเหลือ
เกิดทุพลภาพปางตายหรือเสียชีวิต นั่นก็อาจเปลี่ยนผู้ใจบุญเป็นปีศาจร้าย ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว
ไม่มีใครอยากให้เป็นไปในทางที่ไม่ดี
บางทีเราน่าจะขอบคุณท้องฟ้า หรือพระเจ้า ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้
การกระทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์บ้าง ก็น่าจะดี และไม่ควรถือเป็นบุญคุณด้วย เพราะบ่อยครั้งที่มีคนช่วยเหลือเรา
พอเราหันกลับไปเพื่อจะขอบคุณ เขาก็ไม่อยู่
เสียแล้ว
(update 25 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ]
|