ท้องนอกมดลูก


ประสบการณ์ร้ายที่คนเป็นแม่ไม่อยากสัมผัส นั่นคือการสูญเสียลูกตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้า
และที่ร้ายไปกว่านั้น หากไม่รู้จักสังเกตดูแลตัวเองคุณอาจต้องสูญเสียแม้กระทั่งชีวิตของคุณเอง


คุณจิตติมา อายุ 28 ปี ญาตินำส่งโรงพยาบาล เพราะปวดท้องมากและรู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล คุณจิตติมาเริ่มรู้สึกปวดท้องน้อยข้างซ้ายเป็นๆ หายๆ พอทนได้ 4 วันต่อมา อาการปวดเป็นมากขึ้น จนกระทั่งวันนี้อาการปวดท้องเป็นมากจนทนไม่ไหว ญาติจึงต้องพาส่งโรงพยาบาล

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล คุณหมอได้ซักประวัติและได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้คุณจิตติมาเคยตั้งครรภ์และทำแท้งมาแล้ว 2 ครั้ง เนื่องจากยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร โดยหลังจากทำแท้งครั้งที่ 2 คุณจิตติมามีอาการปวดท้องน้อยเป็นๆ หายๆ อยู่เป็นระยะๆ และไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใดเลย ก่อนหน้าที่จะมีอาการปวดท้องในครั้งนี้ คุณจิตติมามีประจำเดือนขาดหายไป 2 เดือน

จากการตรวจร่างกายแรกรับพบว่า คุณจิตติมาซีดมาก มีเหงื่อออก ค่อนข้างกระสับกระส่าย และสีหน้าแสดงความเจ็บปวดที่ท้องน้อยค่อนข้างมาก วัดความดันโลหิตได้ 90/60 มิลลิเมตรปรอท ชีพจรประมาณ 11 ครั้งต่อนาที จากการตรวจหน้าท้องพบว่า หน้าท้องค่อนข้างตึงและเจ็บมากเวลากด โดยเฉพาะทางด้านซ้าย

เมื่อตรวจภายในพบว่า พอคุณหมอใช้นิ้วมือแตะที่ปากมดลูก คุณจิตติมาจะสะดุ้ง และแสดงอาการเจ็บปวดมาก นอกจากนี้ยังรู้สึกว่าในช่องท้องคล้ายๆ กับจะมีน้ำอยู่ จึงส่งคุณจิตติมาไปรับการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ จากการตรวจพบว่า มีน้ำอยู่ในช่องท้องเป็นจำนวนมากจริง

จากประวัติและการตรวจพบดังกล่าว คุณหมอให้ความเห็นว่า คุณจิตติมาน่าจะมีการตั้งครรภ์นอกมดลูก จึงตัดสินใจนำไปผ่าตัดด่วน

จากการผ่าตัดก็พบว่า ท่อนำไข่ข้างซ้ายมีรอยแตกและมีเศษเนื้อจากการตั้งครรภ์หลุดออกมา ร่วมกับมีเลือดไหลซึมตลอดเวลา ขณะผ่าตัดมีเลือดที่ซึมออกมาขังอยู่ในช่องท้องประมาณ 1 ลิตร คุณหมอจึงดูดเลือดใหม่ในช่องท้องทิ้ง ตัดท่อนำไข่ข้างซ้ายออก และให้เลือดทดแทนระหว่างผ่าตัด 2 ถุง ภายหลังการผ่าตัดคุณจิตติมามีอาการดีขึ้นตามลำดับ และสามารถกลับบ้านได้หลังนอนพักในโรงพยาบาล 4 วัน

ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น
อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น


การตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยพอสมควร จากสถิติที่โรงพยาบาลศิริราชพบว่า สตรีตั้งครรภ์ประมาณ 100 คนจะมี 1 คน ที่มีการตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งปัญหานี้ถ้าได้รับการดูแลรักษาไม่ทันท่วงที หรือรักษาผิด อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


การตั้งครรภ์ปกติเกิดขึ้นที่ไหน และเกิดได้อย่างไร ?

เมื่อมีเพศสัมพันธ์ เชื้ออสุจิจะวิ่งผ่านจากบริเวณช่องคลอดเข้าสู่ปากมดลูก ผ่านเข้าไปยังโพรงมดลูกวิ่งเข้าไปในท่อนำไข่ ขณะเดียวกันไข่ซึ่งตกจากรังไข่ก็จะเข้าไปในท่อนำไข่ โดยผ่านปลายเปิดของท่อนำไข่ ซึ่งมีลักษณะคล้าย
ปากแตรเข้าไปผสมกับเชื้ออสุจิในท่อนำไข่ ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะมีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตต่อไป ขณะเดียวกันก็จะเดินทางย้อนกลับมายังโพรงมดลูก และมีการเจริญเติบโตไปพร้อมๆ กัน การเดินทางดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 5-6 วัน หลังจากนั้นจะฝังตัวในโพรงมดลูกและเจริญเติบโตต่อไปเป็นเด็ก รก และถุงน้ำคร่ำ รอเวลาจนครบประมาณ 40 สัปดาห์ก็จะคลอดออกมา นี่คือกระบวนการตามธรรมชาติ
(ดูรูปที่ 1)


ท้องนอกมดลูกคืออะไร ?

มีบางครั้งที่เหตุการณ์ของการตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นตามที่กล่าวข้างต้น กล่าวคือ ภายหลังการผสม ไข่ที่ถูกผสมไม่
ได้เดินกลับมาฝังที่มดลูก บางรายฝังที่ท่อนำไข่เลย เรียกว่า การตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่ บางรายไข่ที่ผสมแล้วกลับเดินทางต่อไปฝังตัวที่รังไข่ เรียกว่า การตั้งครรภ์ที่รังไข่ หรือบางรายไข่ที่ผสมแล้วหลุดจากท่อนำไข่แล้วไปฝังอยู่ในช่องท้องเรียกว่า การตั้งครรภ์ในช่องท้อง การตั้งครรภ์ต่างๆ เหล่านี้ คือการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือท้องนอกมดลูกทั้งสิ้น
(ดูรูปที่ 2)

อย่างไรก็ตาม การตั้งครรภ์นอกมดลูกที่พบบ่อยที่สุดคือ การตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่ สำหรับการตั้งครรภ์ที่รังไข่หรือช่องท้องพบได้น้อยมาก


ทำไมจึงเกิดท้องนอกมดลูก ?

สาเหตุที่ทำให้เกิดท้องนอกมดลูกยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายประการที่เชื่อว่า น่าจะทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะมีการเจริญเติบโตพร้อมๆ กับการเดินทางไปยังมดลูก โดยใช้ระยะเวลาที่แน่นอนคือประมาณ 5-6 วัน เพื่อฝังตัวที่มดลูก ถ้าไข่ที่ผสมแล้วเกิดเดินทางได้ช้ากว่าปกติ คือเกิน 5-6 วัน แล้วยังเดินทางไม่ถึงมดลูก ไข่ก็จำเป็นต้องฝังตัว ณ ตำแหน่งที่อยู่ทันที เพราะไข่เจริญเติบโตถึงขั้นที่ต้องฝังตัวแล้ว ถ้ายังคงอยู่ที่ท่อนำไข่ก็จะฝังตัวที่ท่อนำไข่ เกิดการตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่ขึ้น

คำถามคือ แล้วทำไมไข่จึงเดินทางล่าช้า? คำตอบคือเพราะท่อนำไข่มีปัญหา โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ เคยมีการอักเสบติดเชื้อเกิดขึ้น ที่เราเรียกว่าปีกมดลูกอักเสบนั่นเอง ภายหลังหายแล้วก็จะเหลือร่องรอยบางอย่างเช่น ภายในท่อนำไข่มีลักษณะขรุขระ ไม่เรียบ หรืออาจมีพังผืดยึดติดบริเวณภายนอก ทำให้ท่อบิดเบี้ยวหรือคดเคี้ยว

ถ้าเปรียบเทียบท่อนำไข่ที่เคยมีการอักเสบติดเชื้อเหมือนกับถนน ก็เป็นถนนที่ขรุขระเป็นหลุม เป็นบ่อ หรือคดเคี้ยว ทำให้รถวิ่งไปได้ช้า หรือวิ่งไม่ได้

อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปีกมดลูกอักเสบและพบได้บ่อย เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์บางอย่าง เช่น โรคหนองใน หรือเคยผ่านการทำแท้งมาก่อน เพราะการทำแท้งที่สกปรกจะทำให้มีการติดเชื้อจากช่องคลอด กระจายไปในมดลูกและไปถึงท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่มีการอักเสบติดเชื้อ และเมื่อหายก็เกิดพังผืดเป็นรอยแผล ซึ่งก็เหมือนถนนที่ขรุขระได้

คุณจิตติมาเคยมีประวัติการทำแท้งมา 2 ครั้ง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในมดลูกและท่อนำไข่ และเมื่อหายแล้วก็ทำให้เกิดพังผืดและรอยแผลขึ้นได้ ดังจะเห็นได้ว่าภายหลังการทำแท้งคุณจิตติมา มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังมาโดยตลอด

สาเหตุที่พบรองๆ ลงมาไม่บ่อยนัก เช่น ท่อนำไข่ผิดปกติมาตั้งแต่เกิด โดยสตรีบางคนตั้งแต่เกิดมาอาจมีท่อนำไข่ที่แคบ เล็ก ทำให้ไข่เดินทางไม่สะดวก หรือมีรูทะลุทำให้ไข่หลุดทะลุออกไปตามรูไม่ไปฝังตัวที่มดลูก

สาเหตุอื่นที่อาจจะพบได้อีก เช่น มีเนื้องอกมดลูกหรือเนื้องอกรังไข่โตขึ้น แล้วไปดันหรือรั้ง ทำให้ท่อนำไข่นั้นบิดเบี้ยวหรืออุดตัน ทำให้ไข่เดินทางไม่ได้ คล้ายกับถนนที่ถูกน้ำพัดจนขาดหรือบิดเบี้ยว หรือถูกต้นไม้หล่นทับทางจนรถวิ่งไม่ได้


แสดงอาการของท้องนอกมดลูก

ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่ หรือการตั้งครรภ์ที่มดลูก จะมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ไข่ที่ผสมแล้วจะค่อยๆ โต และจะสร้างฮอร์โมนซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปออกคำสั่งที่สมองไม่ให้สร้างฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งมากระตุ้นให้มีประจำเดือน เพราะฉะนั้นเมื่อมีการตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่ ก็จะเกิดการขาดประจำเดือนเช่นเดียวกับการตั้งครรภ์ในมดลูกตามปกติ นอกจากนี้อาการของคนท้องทั่วไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน คัดตึงเต้านม ปัสสาวะบ่อย ก็สามารถพบได้ในคนที่ตั้งครรภ์นอกมดลูกเช่นเดียวกัน

ต่อเมื่อมีการตั้งครรภ์ดำเนินไประยะหนึ่ง ถ้าการตั้งครรภ์นั้นอยู่ที่ท่อนำไข่ ไข่ที่ถูกผสมจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นตัวอ่อน แต่ท่อนำไข่ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และขยายตัวได้ไม่ดีเหมือนมดลูก จะถูกตัวอ่อนที่โตขึ้นเรื่อยๆ ดันจนโป่งออกทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดท้องได้

เมื่อตัวอ่อนโตต่อไปจนถึงระยะหนึ่ง คือประมาณ 2 เดือน หลังการฝังตัว ท่อนำไข่จะมีสภาพเหมือนกับลูกโป่งที่ถูกอัดลมเข้าไปจนทนไม่ไหว และระเบิดออกมา เพราะฉะนั้นเมื่อถึงจุดนี้จะรู้สึกปวดท้องมาก ตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่ตรงนั้นก็จะตาย และหลุดออกมาจากรอยแตกที่ท่อนำไข่ และไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้

บริเวณของท่อนำไข่ที่แตกจะมีเลือดออกค่อนข้างมาก และเลือดจะไหลจากท่อนำไข่ไปช่องท้องโดยตรง เมื่อมีการเสียเลือดมากๆ ร่างกายก็จะพยายามที่จะต่อสู้ โดยหัวใจพยายามจะปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายให้มากขึ้น ชีพจรก็จะเร็วขึ้น และปริมาณเลือดที่เสียไปมากก็จะทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ถ้ายังคงเสียเลือดต่อไปผู้ป่วยก็จะช็อกได้ อาการแสดงที่บ่งว่าผู้ป่วยน่าจะเข้าสู่ระยะช็อกแล้วคือ จะตรวจพบว่าผู้ป่วยซีดมาก กระสับกระส่าย และเป็นลมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในคุณจิตติมา


คุณหมอจะตรวจโรคนี้อย่างไร ?

ผู้ป่วยที่คุณหมอสงสัยว่ามีการตั้งครรภ์นอกมดลูกนั้น บางรายตรวจได้ง่ายมาก เช่น รายของคุณจิตติมา เพราะตอนที่มาท่อนำไข่แตกแล้ว และเสียเลือดมากจนกระทั่งแสดงอาการต่างๆ สามารถตรวจพบได้อย่างชัดเจน จึงไม่ก่อปัญหาต่อคุณหมอผู้ดูแลในการวินิจฉัยโรค

แต่ในผู้ป่วยบางรายซึ่งเป็นคนที่สนใจตัวเอง เพียงแต่มีอาการปวดเล็กน้อยก็จะมาหาหมอแล้ว บางทีอาจยังตรวจไม่พบอะไรผิดปกติเนื่องจากเพิ่งเริ่มมีการตั้งครรภ์ และไข่มีขนาดเล็กอยู่ยังไม่ดันท่อนำไข่ จนก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด จะมีบ้างก็เพียงอาการปวดท้องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ผู้ป่วยในกลุ่มหลังนี้จำนวนไม่น้อย จึงอาจได้รับการรักษาผิดพลาด เพราะคิดว่าเป็นโรคอื่น เช่น ปีกมดลูกอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นต้น ซึ่งต่อมาก็มักจะลงเอยเหมือนรายคุณจิตติมา คือมีเลือดออกมากจนช็อก และถ้าบางรายโชคไม่ดีก็อาจจะเสียชีวิตได้

ดังนั้นถ้ามีสตรีที่มีอาการปวดท้องน้อยมาพบ คุณหมอส่วนมากจะพยายามซักประวัติอย่างละเอียด ว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือไม่ ถ้ามีก็จะทำการตรวจภายในดูว่ามีความผิดปกติในท้องน้อยหรือไม่ ถ้ามีการตั้งครรภ์นอกมดลูกมักจะกดเจ็บ ณ บริเวณท่อนำไข่ข้างที่เป็น บางรายเพียงโยกปากมดลูกก็อาจเจ็บมากจนสะดุ้งได้

ภายหลังการตรวจภายในแล้ว ถ้าคุณหมอยังไม่มั่นใจว่ามีการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือไม่ กรณีเช่นนี้การส่งตรวจด้วยวิธีพิเศษต่างๆ ซึ่งทำได้หลายอย่างจะเป็นตัวช่วยให้การวินิจฉัยแน่ชัดขึ้น การตรวจด้วยวิธีพิเศษเหล่านี้ เช่น การตรวจหาปริมาณฮอร์โมนที่เกิดจากการตั้งครรภ์ในเลือด ซึ่งถ้าพบแม้จะเพียงเล็กน้อยก็สามารถบอกได้ว่า มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ส่วนจะตั้งครรภ์ที่ไหนต้องหากันต่อไปด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์

การเจาะท้องที่บริเวณสะดือเป็นแผลเล็กๆ แล้วใช้กล้องซึ่งมีลักษณะคล้ายกล้องส่องทางไกล ส่องเข้าไปดูในท้องน้อยเลยว่ามีการตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่หรือที่อื่นหรือไม่ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถมองเห็นรอยโรคได้ชัดเจน แต่มีข้อเสียคือ การตรวจด้วยวิธีนี้ต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง คุณหมอผู้ตรวจต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องใช้วิธีดมยาสลบ


จะรักษาอย่างไร ?

ภายหลังการตรวจด้วยวิธีการต่างๆ จนแน่ใจแล้วว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก วิธีการรักษาที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน คือการผ่าตัดเท่านั้น อาจจะผ่าตัดโดยการเปิดแผลที่หน้าท้อง หรือผ่าตัดผ่านกล้องที่ส่องเข้าไปดูในช่องท้อง การจะเลือกผ่าตัดด้วยวิธีใดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และความชำนาญของแพทย์ผู้ผ่าตัดว่าชำนาญการผ่าตัดอย่างไร

เมื่อผ่าตัดเข้าช่องท้องแล้ว ไม่ว่าจะผ่าตัดเปิดหน้าท้องหรือผ่านกล้องก็ตาม การจะผ่าตัดอะไรต่อไป จะต้องพิจารณาปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน

ลำดับแรกก็คือ ต้องดูจากความรุนแรงของโรค ในรายที่ท่อนำไข่เสียหายค่อนข้างมาก คือ แตกระเบิดไป อย่างเช่น ในรายของคุณจิตติมา วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ การตัดท่อนำไข่ข้างนั้นทิ้งทั้งข้าง แต่บางรายที่สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ท่อนำไข่ยังไม่แตก เราอาจจะแค่ผ่าตัดเปิดท่อนำไข่ เพื่อเอาไข่ที่ถูกผสมออกแล้วเย็บปิดท่อนำไข่ข้างนั้น

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดโดยวิธีเปิดท่อนำไข่ เพื่อนำไข่ที่ถูกผสมออกนั้นทำได้ยากมาก มักจะต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วยขยายภาพท่อนำไข่ เพื่อให้มองเห็นได้ง่ายขณะผ่าตัด คุณหมอผู้ผ่าตัดต้องมีความชำนาญในการผ่าตัดค่อนข้างสูง ดังนั้นการจะเลือกผ่าตัดด้วยวิธีนี้ จึงมักต้องมีปัจจัยลำดับที่สองมาร่วมในการพิจารณา เช่น ต้องเป็นสตรีที่ยังไม่เคยมีลูก หรือมีลูกยาก เพราะการที่เราตัดท่อนำไข่ทิ้งนั้นจะทำให้โอกาสการตั้งครรภ์ลดต่ำลงเป็นอย่างมาก

ปัจจัยลำดับที่สามที่ต้องพิจารณาก็คือ สภาพของผู้ป่วยขณะผ่าตัดว่าจะทนการผ่าตัดได้นานเพียงใด ถ้าผู้ป่วยกำลังช็อกและเสียเลือดอยู่ จะทนการผ่าตัดไม่ได้นาน การผ่าตัดที่จะทำจึงควรเป็นการผ่าตัด ที่เสร็จในเวลาอันรวดเร็ว กรณีเช่นนี้การตัดท่อนำไข่ทิ้ง จึงเป็นการผ่าตัดที่ดีที่สุด เพราะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งตรงกันข้ามกับการเย็บซ่อมท่อนำไข่ ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมาก ถ้าผู้ป่วยยังเสียเลือดอยู่ อาจจะช็อกหรือเสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าอยากจะมีลูกก็จำเป็นต้องตัดท่อนำไข่ทิ้ง

หลังการผ่าตัด

ถ้าท่านมีการตั้งครรภ์นอกมดลูกและได้รับการผ่าตัดรักษาไปเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าหลายท่านคงมีคำถามอยู่ในใจคล้ายๆ กันว่า จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกหรือไม่ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป คำตอบก็คือ คนที่เคยมีการตั้งครรภ์นอกมดลูกแล้ว จะมีโอกาสที่จะเกิดเป็นซ้ำได้ประมาณร้อยละ 10 มากกว่าคนธรรมดาที่พบร้อยละ 1 เท่านั้น

ปัญหาอีกบางประการที่อาจพบได้ก็คือ ท่านอาจจะมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังหรือมีบุตรยากได้ อย่างไรก็ตามขอให้สบายใจว่าโรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง เมื่อหายแล้วคือหายเลย ท่านสามารถจะตั้งครรภ์ใหม่ได้ และอย่ารู้สึกผิดว่าเราเคยทำแท้งจึงทำให้เกิดท้องนอกมดลูก ขอให้คิดเสียว่าเป็นแค่เหตุการณ์ส่วนหนึ่งในชีวิตเท่านั้น
ข้อเตือนใจ

คุณผู้หญิงที่มีปัญหาดังต่อไปนี้
  • เคยมีประวัติปีกมดลูกอักเสบหรือมดลูกอักเสบ
  • เคยมีปัญหาตกขาวผิดปกติ มีไข้ ปวดท้องน้อย
  • เคยมีประวัติทำแท้ง มีประวัติเคยผ่าตัดในช่องท้องโดยเฉพาะท้องส่วนล่าง
ถ้าท่านตั้งครรภ์ ท่านมีโอกาสที่จะท้องนอกมดลูก เพราะฉะนั้นควรจะไปปรึกษาแพทย์ และเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาที่ท่านเคยมี โดยอย่าปิดบังข้อมูล เพื่อจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้องจากแพทย์ต่อไป


(update 3 เมษายน 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 7 ฉบับที่ 82 สิงหาคม 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600