
เมื่อใครสักคนอยากมีลูก แต่ไม่มีดาวสักดวงร่วงมาจากฟากฟ้า ให้เชยชม
ชีวิตจะเป็นสุขได้อย่างไร ?
ในทางการแพทย์เรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่า "ภาวะผู้มีบุตรยาก"
นับจากอดีตก็ได้มีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือผู้มีบุตรยากตลอดมา
ด้วยวิธีการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การทำเด็กหลอดแก้ว ทำกิ๊ฟ ทำอิ๊กซี่ หรือวิธีการอื่นๆ
ที่เราเคยรับทราบกัน
แต่ ณ วันนี้ เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อช่วยเหลือผู้มีบุตรยากนั้นได้พัฒนาข้ามเส้นแบ่งจุดกำเนิดชีวิต
โดยธรรมชาติมาสู่การกำหนดให้มีการปฏิบัติได้ในห้องทดลอง บนจานเพาะเลี้ยง และเลี้ยงดูภายนอกครรภ์มารดาในระยะหนึ่ง จนเติบโตเป็นตัวอ่อนในระยะที่พร้อมจะฝังตัวกลับเข้าสู่โพรงมดลูก จึงฝากกลับคืนครรภ์สู่การเจริญเติบโตตามธรรมชาติ
และนี่ก็คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า "บลาสโตซิสท์ คัลเจอร์"
อะไรคือบาลสโตซิสท์
หลังจากที่มีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิ ก็จะเป็นตัวอ่อนเซลล์เดียว หรือที่เรียกว่า ไซโกท (Zygote)
ที่มีนิวเคลียสของไข่แลสเปิร์ม ที่มีโครโมโซมทั้งของแม่และของพ่ออย่างละ 23 ตัว ซึ่งไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว
เป็นระยะที่ตัวอ่อนผ่านการแบ่งเซลล์แบบทวีคูณจากเซลล์เดียวเป็น 2 เซลล์ 4 เซลล์ 8 เซลล์
รวมตัวกันแน่นเป็นก้อนเซลล์เหมือนลูกน้อยหน่า เรียกว่า Compacted stage embryo
จากนั้นก็จะพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะสุดท้ายที่พร้อมจะฝังตัว เรียกว่า บาลสโตซิสท์
คำว่า "บาลสโตซิสท์" จึงเป็นชื่อเรียกของระยะตัวอ่อนที่มีการเจริญเติบโตเป็นระยะเวลา 5 วัน
และเซลล์ในระยะนี้จะมีพัฒนาการแบ่งแยกอย่างชัดเจน โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือ เซลล์เด็ก
หรืออินเนอร์เซลล์แมส (Inner cell mass) ที่จะพัฒนาไปเป็นร่างกาย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งจะอยู่รอบๆ เซลล์เด็ก
คือ เซลล์รก หรือโทรเพคโตเดิร์ม (Tropectoderm) ซึ่งจะเป็นที่ฝังตัว
บาลสโตซิสท์ จึงเป็นตัวอ่อนระยะเดียวที่มีความพร้อมมากที่สุด เพราะจะมีทั้งเซลล์เด็กและเซลล์รก
จากนั้นตัวอ่อนระยะบาลสโตซิสท์ที่สมบูรณ์ดีจะเริ่มเจาะออกมาจากเปลือกนอก
ที่หุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่งภายในสิ้นสุดของวันที่หก เปลือกหุ้มอยู่นี้ชื่อเรียกว่า โซนาเพลลูซิดา (Zona pellucida)
และภายใน 24 ชั่วโมงภายหลังจากที่ตัวอ่อนระยะบาลสโตซิสท์เจาะออกมาจากเปลือกเรียบร้อยแล้ว
ก็จะเริ่มฝังตัวลงไปบนเยื่อบุโพรงมดลูกของแม่เกิดเป็นการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ต่อไป
 |
|
นพ.มรว.ทองทิศ ทองใหญ่ กล่าวว่า
" ปัญหาส่วนใหญ่คือ เซลล์ไม่สามารถพัฒนามาจนถึงบาลสโตซิสท์ เพราะมีโอกาสที่จะตายระหว่างทางได้
หากตัวอ่อนนั้นไม่สมบูรณ์ ตัวอ่อน 10 ตัว จะมาถึงบาลสโตซิสท์ได้สัก 5 ตัว 3 ตัว น้อยลงตามลำดับ
แต่บอกไม่ได้ว่าผู้ใดจะได้ตัวอ่อนบาลสโตซิสท์จำนวนมากหรือจำนวนน้อย ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวอ่อนของคนนั้นๆ ว่าเขามีบาลสโตซิสท์ที่เจริญเติบโตได้ดีมากน้อยเพียงไหน แต่เมื่อเซลล์พัฒนามาถึงบาลสโตซิสท์ได้
ก็หมายความว่ามีความพร้อมที่จะเกิดเป็นเด็กสูง หรือมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงขึ้น" |
บาลสโตซิสท์คัลเจอร์
เทคนิคบาลสโตซิสท์คัลเจอร์ คือ การเลี้ยงตัวอ่อนตั้งแต่การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย
เป็นระยะเวลานานประมาณ 5 วัน จนเจริญเป็นตัวอ่อนระยะบาลสโตซิสท์และพร้อมที่จะฝังตัวในมดลูก
ซึ่งคุณหมอทองทิศ ให้คำจำกัดความถึงบาลสโตซิสท์ คัลเจอร์ อย่างเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า
" บาลสโตซิสท์ ก็คือ การนำเอากระบวนการธรรมชาติมาเลี้ยงดูข้างนอก
แล้วเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งเป็นผลให้มีอัตราการตั้งครรภ์สูงและได้ทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์"
เพราะจุดมุ่งหมายสูงสุดของการรักษาด้วยวิธีการบาลสโตซิสท์ คัลเจอร์ คือ
การเลี้ยงตัวอ่อนให้มีคุณภาพดีที่สุดและสามารถฝังตัวพร้อมทั้งเจริญเติบโตต่อไปในโพรงมดลูก
ภายหลังการใส่ตัวอ่อนได้ ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้จึงอยู่ที่การเลี้ยงดูตัวอ่อนให้เติบโตผ่าน 5 วัน
ในห้องทดลองได้อย่างสมบูรณ์ภายใต้สภาวะควบคุมที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์
ก่อนที่จะนำกลับไปฝังในครรภ์มารดา

การเจาะเอาเซลล์ไข่ออกมาจากรังไข่ |
 |
เทคโนโลยีบาลสโตซิสท์ คัลเจอร์
ขั้นเตรียมความพร้อม
ก่อนที่จะให้การรักษาด้วยเทคโนโลยีบาลสโตซิสท์ คัลเจอร์ จำเป็นต้องมีการตรวจร่างกายทั้งฝ่ายชาย
และฝ่ายหญิง เพื่อหาความพร้อมในปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ ไข่ อสุจิ และโพรงมดลูก
- ไข่ : ตรวจสอบว่าฝ่ายหญิงยังคงมีการสร้างไข่จากรังไข่เป็นปกติ
และตรวจสอบฮอร์โมนในร่างกายว่ามีความพร้อมสำหรับการรับยาที่แพทย์จะให้
เพื่อกระตุ้นให้มีการตกไข่มากกว่า 1 ฟอง
- อสุจิ : ตรวจอสุจิว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ทั้งจำนวนตัวอสุจิและรูปร่างของตัวอสุจิ
- ประเมินสภาพภายในโพรงมดลูก โดยการฉีดสี X-Ray หรือโดยการส่งกล้องเพื่อดูสภาพภายในว่าไม่มีเนื้องอก
หรือแผลเป็นต่างๆ ที่จะรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน หรือทำให้การฝังตัวยากลำบากขึ้น
และตรวจวัดความยาวมดลูกเพราะให้ทราบความลึกของมดลูกในขณะใส่ตัวอ่อนระยะบาลสโตซิสท์
กลับคืนสู่โพรงมดลูกหรือทำการเพาะเชื้อจากปากมดลูกและโพรงมดลูกเพื่อตรวจหาเชื้อ
ที่อาจเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อน และ ตรวจดูความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก
ว่าอยู่ในระยะที่พร้อมให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีหรือไม่ หากเยื่อบุโพรงมดลูกมีความบางมาก
จะมีผลให้อัตราการตั้งครรภ์ต่ำ แพทย์อาจให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม
ในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกบางเกินไป


 |
|
เมื่อพร้อมทุกประการแล้ว ก็เข้าสู่การทำบาลสโตซิสท์ โดย
1. การกระตุ้นไข่และตรวจติดตามการเจริญเติบโตของไข่
วิธีหรือหลักการในการกระตุ้นไข่นั้นมีหลายแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละคน
โดยบางครั้งแล้วแพทย์อาจจะเลือกให้ยาพ่นจมูก (Buseraline) ก่อนที่จะมีประจำเดือนมาประมาณหนึ่งสัปดาห์
และพ่นต่อไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ทำการกระตุ้นไข่ ยาพ่นจมูกนี้จะช่วยให้ไม่เกิดการตกไข่ก่อนกำหนด
และยังช่วยให้ไข่ที่กระตุ้นได้ทุกใบมีขนากใกล้เคียงกัน หลังจากการใช้ยาพ่นจมูก (Buseraline)
รังไข่จะยังไม่ทำการผลิตไข่ตามธรรมชาติ จนกระทั่งมีการใช้ยากระตุ้นไข่ที่เป็นฮอร์โมนที่เรียกว่า
Follicle Stimulation Hormone หรือเรียกย่อๆ ว่า FSH โดยจะให้จนกว่าไข่จะมีความพร้อม
ซึ่งตรวจสอบได้โดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์
เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่า ไข่มีความพร้อมแล้ว จะหยุดการฉีดยากระตุ้นไข่และหยุดยาพ่นจมูก
ประมาณ 34-36 ชั่วโมงก่อนที่จะทำการเจาะไข่ เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการคัดเลือกไข่เพื่อปฏิสนธิ การตรวจติดตามการเจริญเติบโตของไข่อย่างละเอียดถี่ถ้วนและสามารถคาดคะเนเวลา
ที่จะทำการเจาะไข่ได้อย่างเหมาะสม จะทำให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพดีจำนวนมาก |
2. การเจาะไข่
เมื่อไข่พร้อมแล้วก็เข้าสู่การเจาะไข่ โดยใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านผนังช่องคลอดเข้าไปยังรังไข่
และดูดไข่ออกมาเก็บไว้ ปริมาณของไข่ที่ได้จะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากัน
(โดยเฉลี่ยจะได้ประมาณ 10-20 ใบ)
3. การเตรียมอสุจิ
แพทย์จะทำการคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงและมีการเคลื่อนไหวดีเข้าทำการปฏิสนธิกับไข่
ตัวอสุจิจะถูกนำมาทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาที่ใช้ล้างอสุจิโดยเฉพาะ และทำการคัดกรองเอาตัวอสุจิ
ที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคและมีความสามารถสูงในการเจาะผสมกับไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ
กระบวนการต่างๆ จะทำในห้องปฏิบัติการก่อนที่จะทำการผสมกับไข่ในจานทดลอง
4. การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย
หลังจากเจาะไข่ออกมา เซลล์ไข่จะถูกนำเก็บไว้ในน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อน ซึ่งจะช่วยให้ไข่สมบูรณ์ขึ้น
ภายในสองถึงสามชั่วโมง เมื่อเตรียมอสุจิเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำมาผสมกับไข่ซึ่งจะใช้อสุจิเพียง 50,000-100,000 ตัวเท่านั้น
สำหรับไข่หนึ่งใบ จึงเป็นหนทางของผู้ที่มีจำนวนอสุจิน้อยที่จะสามารถทำการปฏิสนธิกับไข่ได้ในห้องทดลอง
เมื่อไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้วจะถูกเลี้ยงไว้ในน้ำยาพิเศษสำหรับเลี้ยงตัวอ่อนในห้องทดลองควบคุมพิเศษ
จนมีอายุได้ 5 วัน ตัวอ่อนพัฒนาเข้าสู่ระยะบาลสโตซิสท์
5. การใส่ตัวอ่อน
ตัวอ่อนจะถูกใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูกโดยใช้ท่อพลาสติกชนิดพิเศษขนาดเล็กและมีความนิ่ม
สอดผ่านช่องคลอดและผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูก เลือกที่วางตัวอ่อนบริเวณส่วนบนของมดลูก
หลังจากใส่ตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยพักฟื้นเป็นระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก็สามารถกลับบ้านได้
ในช่วงนี้ตัวอ่อนจะเริ่มฝังตัวเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะผู้ป่วยมักเครียด กังวล กลัวว่าจะไม่สำเร็จ
ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง การตั้งครรภ์ก็อาจมีปัญหาได้
จำนวนของตัวอ่อนที่ใส่เข้าไปนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของตัวอ่อน
ในปัจจุบันใส่ตัวอ่อนเพียง 1-2 ตัวเท่านั้น เพื่อให้โอกาสการตั้งครรภ์แฝดน้อยลง
6. การดูแลภายหลังการใส่ตัวอ่อน
การทำบาลสโตซิสท์ คัลเจอร์จะสำเร็จหรือไม่นั้นจะทราบผลในช่วงนี้
โดยแพทย์จะให้ยาเหน็บช่องคลอดเป็นฮอร์โมน Progesterone เพื่อเพิ่มโอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อน
และเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับฮอร์โมนเด็ก ถ้าฮอร์โมนสูงขึ้น และอีกสองสัปดาห์จะสามารถ
ทำการตรวจอัลตราซาวนด์ และเห็นหัวใจเด็กเต้นได้ จึงถือเป็นการตั้งครรภ์ที่ปกติ
ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการช่วยเหลือโดยวิทยาการทางการแพทย์เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์
ผู้ที่เข้ารับการรักษาโดยเทคนิคบาลสโตซิสท์คัลเจอร์ จะต้องทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด
เพื่อรักษาระดับฮอร์โมนของร่างกายให้คงที่ เพราะความกังวลหรือความเครียดจะทำให้ระดับฮอร์โมนผิดปกติ
ส่งผลกระทบถึงการตั้งครรภ์ได้
สิ่งหนึ่งที่วิทยาการทางการแพทย์แขนงนี้ได้เข้ามาช่วยเสริม คือ การตรวจโครโมโซมของตัวอ่อน
ก่อนที่จะใส่กลับเข้าไปยังโพรงมดลูก แพทย์สามารถทราบได้จากการตรวจโครโมโซมของเซลล์รกเด็ก นำมาตรวจดูโครโมโซมก็จะทราบถึงความผิดปกติของโครโมโซมตั้งแต่แรก เป็นการคัดเลือกตัวอ่อน
ให้ได้ตัวอ่อนที่มีความแข็งแรง มีโครโมโซมปกติ เพื่อเจริญเติบโตต่อไปเป็นเด็กที่มีความแข็งแรง
ปราศจากโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม
นี่คือเทคโนโลยีใหม่ ที่พลิกโฉมหน้าของการช่วยเหลือผู้มีบุตรยาก ที่มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 50-60%
แต่ใครบ้างล่ะ ที่ยังมีโอกาสมีบุตรจากเทคโนโลยีนี้
การแช่แข็งตัวอ่อน
เนื่องจากการทำบลาสโตซิสท์แต่ละครั้ง แพทย์ได้ให้ยากระตุ้นไข่ ทำให้มีปริมาณของไข่มากขึ้น
เข้ารับการปฏิสนธิ ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธินั้น สามารถที่จะแช่แข็งไว้ได้ เนื่องจากโอกาสของการที่ตัวอ่อนจะไม่ฝังตัวยังมีอยู่ การแช่แข็งตัวอ่อนทำให้สามารถกลับมาฝังตัวอ่อนได้ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มที่ขั้นตอนการเจาะไข่
เพียงแต่นำตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นำมาละลายตัวอ่อนออกมา และใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูก
แต่ในการละลายตัวอ่อนแต่ละครั้งนั้น จะมีตัวอ่อนที่รอดชีวิตประมาณ 60-70% เท่านั้น
วิธีการรักษาด้วยการเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสท์และใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูก
ให้เป็นวิธีที่เหมาะสมกับผู้มีบุตรยากทุกคนหรือไม่
ข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยวิธีการบลาสโตซิสท์คัลเจอร์ ได้แก่
1. ในการกระตุ้นไข่ที่มีจำนวนไข่ประมาณ 8-10 ใบ มักจะมีโอกาสการตั้งครรภ์สูง
ไม่ว่าฝ่ายหญิงจะมีอายุน้อยหรือมากก็ตาม
2. คู่สามีภรรยาที่เคยได้รับความล้มเหลวในการรักษาด้วยวิธีการอื่นมาก่อน
การรักษาด้วยวิธีการบลาสโตซิสท์คัลเจอร์ จะเป็นคำตอบว่าตัวอ่อนสามารถเจริญไป
ถึงระยะบลาสโตซิสท์คัลเจอร์ได้หรือไม่
3. ภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถอธิบายได้ อาจจะสามารถอธิบายได้ด้วยวิธีการรักษาวิธีนี้
4. คู่สามีภรรยาที่ไม่ต้องการเสี่ยงกับการตั้งครรภ์ที่มีทารกแฝดจำนวนมาก
ใครบ้างที่ยังมีโอกาส
- ผู้ป่วยที่มีปัญหาของท่อนำไข่ ผู้ป่วยที่ท่อนำไข่อุดตันหรือถูกตัดท่อนำไข่เนื่องจากการท้องนอกมดลูก
หรือมีพังผืดเกิดขึ้นในอุ้งเชิงกรานชนิดรุนแรง หรือผู้ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
ภายหลังได้รับการผ่าตัดแก้ไขท่อนำไข่ ผู้ป่วยกรณีดังกล่าวมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมสำหรับการรักษาด้วยวิธีการ
บลาสโตซิสท์คัลเจอร์ เนื่องจากได้นำกระบวนการที่เกิดขึ้นในท่อนำไข่ออกมาทำภายนอกทั้งหมด
- ผู้ป่วยที่มีปัญหาของอสุจิในระดับปานกลางหรือรุนแรงในการรักษาด้วยวีการบลาสโตซิสท์คัลเจอร์
จะมีขั้นตอนของการเตรียมอสุจิ ซึ่งใช้เทคนิคพิเศษในการทำให้สามารถคัดกรองเอาเฉพาะอสุจิ
ตัวที่มีคุณภาพดีมาผสมกับไข่ได้ หรือใช้ประกอบกับวิธีฉีดตัวอสุจิเพียงหนึ่งตัวเข้าไปในไข่โดยตรง
ที่เรียกว่าวิธี Intra cytoplasmic sperm injection หรือ อิ๊กซี่ (ICSI) ดังนั้น การรักษาด้วยวิธีการบลาสโตซิสท์คัลเจอร์
จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีปัญหาอสุจิไม่มีคุณภาพหรือมีการผลิตอสุจิจำนวนน้อย
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ เอนโดเมทริโอซิส (Endometriosis) เป็นสาเหตุของการเกิดการผิดรูปร่าง
หรือเกิดพังผืดเกิดขึ้นกับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน การรักษาด้วยวิธีการบลาสโตซิสท์คัลเจอร์ช่วยให้ไข่
และอสุจิมีการปฏิสนธิกันในสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่
แล้วใส่ตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูกโดยตรง การเลือกวิธีการรักษาผู้ที่มีปัญหาของ Endometriosis
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและประวัติการรักษาในอดีต สิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ
คือความสามารถของรังไข่ซึ่งจะสามารถผลิตไข่และฮอร์โมน
- ภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย การปฏิสนธิภายนอกร่างกายช่วยให้อสุจิรอดพ้น
จากการทำลายของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายฝ่ายหญิงที่เข้าใจว่าอสุจิเป็นสิ่งแปลกปลอม
จึงสร้างเม็ดเลือดขาวมาจับกิน
- ภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถอธิบายได้ ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่นๆ วิธีบลาสโตซิสท์คัลเจอร์น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่ใช้ในการช่วยการเจริญพันธุ์ในคู่สามีภรรยาที่มีภาวะเช่นนี้ การทำการปฏิสนธิภายนอกร่างกายจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของอสุจิที่จะเจาะเข้าไปในไข่
และเกิดการปฏิสนธิขึ้น และยังทำให้เราได้เห็นขั้นตอนต่างๆ ของการเจริญเติบโตของตัวอ่อนว่ามีความผิดปกติอย่างไร มีจำนวนไม่น้อยที่ภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถอธิบายได้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของไข่และอสุจิ
เทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับบลาสโตซิสท์คัลเจอร์
- อิ๊กซี่ (ICSI : IntraCytoplasmic Sperm Injection) คือ เทคนิคการทำจุลหัตถการของไข่และอสุจิ
โดยการใช้อสุจิตัวเดียวดูดเข้าไปในเข็มแก้วเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แล้วใช้เข็มนั้นเจาะเข้าไปในไข่
และฉีดอสุจิที่อยู่ในเข็มเข้าไปในไข่ ทำให้เกิดการปฏิสนธิขึ้น การทำอิ๊กซี่จึงสามารถช่วยการปฏิสนธิ
ในกรณีที่ฝ่ายชายมีอสุจิจำนวนน้อยมาก
- การช่วยเจาะเปลือกของตัวอ่อน "Assisted Hatching" เป็นกระบวนการในการช่วยตัวอ่อน
ให้สามารถเจาะออกมาจากเปลือกได้ง่ายขึ้น ทำให้ตัวอ่อนสามารถฝังตัวได้ง่ายขึ้น
การเจาะเปลือกของตัวอ่อนจะใช้เครื่องมือสำหรับยิงแสงเลเซอร์ เจาะรูที่เปลือกของตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสท์
ในด้านตรงกันข้ามกับเซลล์เด็ก ดังนั้นเลเซอร์จะไม่ไปทำลายเซลล์เด็กได้ การเจาะรูที่เปลือกของตัวอ่อน
เพื่อช่วยให้ตัวอ่อนออกจากเปลือกได้นี้ แพทย์จะแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ตั้งครรภ์จากการรักษาที่ผ่านมา
และในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีอายุมาก หรือมีระดับฮอร์โมน FSH สูง
- เทเซ่ (TESE : Testicular Sperm Extraction) เป็นการผ่าตัดเล็กๆ และมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก
โดยจะตัดเอาเนื้อเยื่อบางส่วนเล็กๆ หรือใช้เข็มเล็กๆ ดูดเนื้อเยื่อของอัณฑะออกมาตรวจหาตัวอสุจิ ซึ่งจะทำภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่หรือการให้ยานอนหลับชนิดฉีดเข้าเส้นเลือดเท่านั้น
ตัวอสุจิที่ตรวจพบจะถูกนำไปฉีดเข้าในไข่โดยขั้นตอนของการทำ ICSI ทำการ TESE
จะใช้ในกรณีที่ฝ่ายชายไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิที่หลั่งออกมา อันอาจเนื่องมาจากการอุดตันของท่อนำอสุจิ
หรือถูกตัดบางส่วนของท่อนำอสุจิ (ทำหมัน)
การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย
In-Vitro Fertilization หรือ IVF หมายความถึง "การปฏิสนธิของไข่และอสุจิภายนอกร่างกาย" เนื่องจากการทำการปฏิสนธิภายนอกร่างกายครั้งแรกนั้นได้ใช้หลอดทดลองที่สะอาดปราศจากเชื้อเป็นที่ผสมไข่และอสุจิเข้าด้วยกัน
การปฏิสนธิจึงเกิดขึ้นในหลอดทดลอง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้จานเลี้ยงตัวอ่อนที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำงานได้สะดวกมากกว่า
อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาด้วยการเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสท์และใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูกให้ยังมีข้อจำกัดคือ ในบางกรณีไม่มีตัวอ่อนที่เจริญเติบโตไปถึงระยะบลาสโตซิสท์ได้เลย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากคุณภาพของไข่หรือคุณภาพของอสุจิ การที่ไม่มีตัวอ่อนที่จะใส่กลับคืนไปให้อาจเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเสียใจหรือผิดหวัง แต่การที่ได้ทำการเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอก
ทำให้สามารถให้คำตอบได้ว่าตัวอ่อนเกิดการหยุดเจริญเติบโตที่ขั้นตอนใด หรือมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นได้หรือไม่
จะมีทางออกอย่างไร หรือแก้ไขได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้น่าจะดีกว่าการใส่ตัวอ่อนระยะสี่ถึงแปดเซลล์
แล้วรอผลการตั้งครรภ์ด้วยความวิตกกังวลหรือความคาดหวังต่อการตั้งครรภ์ และเมื่อไม่ตั้งครรภ์ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผล
หรือคำตอบได้ว่าเกิดจากอะไร
(update 17 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2546 ]
|